คำว่า “พหุปัญญา” ทางหลักวิชาการ จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ พหุปัญญาตัวบุคคล กล่าวคือ ในทางวิชาการเป็นการกำหนดประเภทต่างๆ ของความสามารถ แต่ในทางสังคม เป็นคำอธิบายของความสามารถของบุคคลที่มีหลากหลายในคนๆ เดียวกัน

 

หลักการของพหุปัญญา คือ หลักทางวิชาการที่พยายามจะอธิบายความแตกต่างด้านความสามารถในการทำกิจกรรมของคนประเภทต่างๆ ที่โดยหลักใหญ่แล้วจะแบ่งออกเป็น ๘ กลุ่มด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ในโลกแห่งความเป็นจริงจะไม่มีกลุ่มของหลักการที่แบ่งกันอย่างเด็ดขาด จึงมักมีความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่อาจแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้อีกมากมาย

 

และสำหรับในแต่ละกลุ่มของพหุปัญญา ก็ยังสามารถแบ่งเป็นกลุ่มตามระดับรายละเอียดของแต่ละเรื่องได้อีก เช่น ความสามารถทางกีฬา ที่อาจแบ่งออกเป็นความสามารถได้หลายร้อยประเภท ทำให้มีการกำหนดประเภทกีฬา ที่แข่งขันกันในระดับโลกได้อย่างมากมาย สาขาอื่นๆ เช่น ดนตรีและกิจกรรมเข้าจังหวะ ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายร้อยประเภท เช่นเดียวกัน

 

การแบ่งลักษณะต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงการกำหนดประเภทของพหุปัญญา ทั้งในแนวระนาบ และแนวดิ่ง โดยหลักของการกำหนดประเภทตามหลักการทางวิชาการ เท่านั้น

 

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง คนๆ หนึ่ง จะมีความสามารถหลาย ๆ ด้านที่เรียกว่า มีความสามารถหลายทาง ในนามของ พหุปัญญา ที่มีความหลากหลายของปัญญาสายต่างๆ ในบุคคลคนเดียวกัน

 

ดังนั้น คำว่า พหุปัญญา ทางหลักวิชาการ จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ พหุปัญญาตัวบุคคล กล่าวคือ  ในทางวิชาการเป็นการกำหนดประเภทต่างๆ ของความสามารถ แต่ในทางสังคม เป็นคำอธิบายของความสามารถของบุคคลที่มีหลากหลายในคนๆ เดียวกัน

 

ในประเด็นที่สอง นี้ ความหลากหลายของความสามารถในบุคคล ก็อาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่ คนที่เก่งมาก ๆ อาจจะรู้และสามารถทำในสิ่งที่ครอบคลุมทั้ง ๘ ประเภทใหญ่ๆ ของพหุปัญญา ในขณะที่คนบางคน อาจจะมีความสามารถด้อยลงมาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสามารถเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ด้านอื่น อาจจะมีความสามารถน้อยมาก หรือทำแทบไม่ได้เลย

 

ในขณะเดียวกัน อาจจะมีบางคนที่มีความสามารถหลากหลาย แต่ไม่สูงนัก ที่มีลักษณะทางสังคม เรียกว่า เก่งเหมือนเป็ด ที่ เดินได้ วิ่งได้ บินได้ ว่ายน้ำได้ ดำน้ำได้ แต่ไม่เก่งซักอย่าง แต่อาจจะมีบางคนที่ แม้จะเก่งเหมือนเป็ด แต่ก็มีมุมใดมุมหนึ่งที่เก่งเป็นพิเศษ ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ ก็เป็นลักษณะของพหุปัญญาที่แตกต่างกัน

 

ดังนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้อง พยายามที่จะเข้าใจคนในมุมมองของ พหุปัญญา โดยการสังเกต โดยการทำตัวสนิทสนม ใกล้ชิด และทดลองให้ทำงานบางอย่างที่สะท้อนพหุปัญญาของบุคคลคนนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า คนๆนั้น มิใช่เก่งหรือรู้เพียงด้านเดียว แต่อาจจะรู้อีกหลายๆ ด้าน ที่ต้องการ การสังเกต และทดสอบต่อ ๆ ไป

 

ในทางปฏิบัติของระบบการประเมินผล เรามักจะพิจารณาความสามารถเฉพาะด้านเป็นหลัก ทำให้เกิดผิดพลาดในกระบวนการประเมิน โดยเฉพาะการวัดผลการเรียนรู้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พหุปัญญา  ยังสะท้อนถึงความสามารถและวิธีการเรียนรู้ ว่า บุคคลต่างๆ มีวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบใด ที่อาจจำเป็นต้องมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบุคคลกลุ่มนั้นๆ

 

ในระบบการศึกษาปัจจุบัน เรามักจะมองข้ามความสามารถเชิง พหุปัญญา ที่มักจะประเมินเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เป็นหลัก ยิ่งกว่านั้น ยังอาจจัดกระบวนการเรียนรู้ก่อนการทดสอบเพียงรูปแบบเดียว ทำให้บุคคลที่มีลักษณะความสามารถไม่ตรงกับวิธีการที่ใช้ ไม่สามารถจะผ่านเกณฑ์การประเมินได้ ที่อาจจะเรียกว่า เป็นผู้ไม่ประสบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทั้งๆ ที่วิธีการจัดการเรียนรู้ และวิธีการประเมิน เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมกับคนกลุ่มนั้นๆ

 

สถานการณ์ดังกล่าวนี้ จะเกิดขึ้นในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ไม่มีการแบ่งกลุ่มของผู้เรียน แต่จะอาศัยกลุ่มตามชุมชน เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หนึ่ง จะส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกัน โดยไม่มีการแบ่งประเภทของผู้เรียน แม้จะมีการแบ่งในระยะต่อ ๆ มา หลังจากการประเมินผล ก็มักจะอาศัยเกณฑ์การประเมินจากการสอบวัดความจำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ที่มีความสามารถด้านอื่นๆ ถูกคัดไปรวมกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ว่า เป็นผู้ไม่ประสบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและเปิดโอกาสให้กับเฉพาะผู้ที่สามารถปรับตัวได้ในการพัฒนาต่อไป

 

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ที่ สอบตก จึงมักถูกตราหน้า และกลายเป็นปัญหาสังคมในระยะต่อ ๆ มา ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะมีความสามารถในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ และไม่มีการประเมินผล ในมุมมองเหล่านั้น

 

ประเด็นการ สอบตก นี้ เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม และผู้สอนทั้งหลายจะถูกบีบ บังคับ ไม่ให้รายงานว่า มีผู้สอบตก เพราะไม่ต้องการให้เสียชื่อสถาบันการศึกษา จึงมีการช่วยกันอย่างผิดวิธี คือ ทำอะไรมาก็พยายามให้คะแนนเพื่อให้สอบผ่าน โดยไม่มีความสามารถที่แท้จริง ที่ควรผ่านการประเมิน

 

ดังนั้น ข้อเสนอที่สำคัญ ก็คือ การนำหลักการของ พหุปัญญา มาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดกลุ่มการเรียน  การติดตามประเมินผล ทั้งนี้ เนื่องมาจากความจำเป็นของสังคม ที่ต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลาย เพื่อการพัฒนาประเทศ มิใช่เพื่อต้องการคนที่มีความรู้ทางวิชาการด้านใดด้านหนึ่ง หรือแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีการวางแผนการศึกษาที่สนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษามากมาย แต่ขาดการสนับสนุนระดับช่างฝีมือ หรืออาชีวศึกษา ที่ทำให้ระบบโครงสร้างแรงงานของสังคมไทย ไม่ค่อยตอบสนองกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ

 

ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการพัฒนา ที่เริ่มต้นจาก  การใช้ พหุปัญญา เพื่อการพัฒนาประชากร และแรงงานในสาขาต่างๆ

 

ข้อเสนอที่อาจจำเป็นต้องทำ ก็คือ การพัฒนาการศึกษาตามหลักของ พหุปัญญา โดยใช้หลักการของหลักสูตรท้องถิ่น ที่สามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ผ่านชุดความรู้หรือวิธีปฏิบัติที่ทำอยู่แล้วในท้องถิ่น ที่เชื่อว่าน่าจะได้ผลอย่างน้อย ๓ ประการ คือ

 

๑.   ผู้เรียนสามารถเข้าใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองได้ง่ายกว่าการเรียนเรื่องที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน ทำให้มีการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

๒.   ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้กับชีวิต และครอบครัวของตนเองได้โดยตรง

๓.   เป็นการพัฒนา และสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เหมาะสมกับระบบทรัพยากรและสังคมในแต่ละท้องที่

 

จากประโยชน์ทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวข้างต้น ทำให้มีความพยายามที่จะจัดให้มีหลักสูตรท้องถิ่นในทุกสถาบันการศึกษา แต่หลักการของหลักสูตรท้องถิ่นทั้งหมด จำเป็นต้องพัฒนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่สามารถเทียบกันได้ในแต่ละพื้นที่ โดยอาศัยเป้าหมายของการเรียนรู้ที่เหนือกว่าความรู้ในแต่ละท้องถิ่น ก็คือ ความเข้าใจในแก่นสารของสาระการเรียนรู้ของแต่ละวิชา โดยใช้หลักสูตรท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ

 

ประเด็นนี้ เป็นอุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่ง ที่ผู้สอนหลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ จึงเพียงใช้หลักสูตรท้องถิ่นในการสอนให้ผ่าน ๆ ไปเท่านั้น มิได้เน้นแก่นสารของสาระการเรียนรู้ ของแต่ละวิชาที่ควรจะมี โดยใช้หลักสูตรท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ

 

สาเหตุที่สำคัญของเรื่องนี้ ก็อาจมาจาก การขาดความเชื่อมโยงของสังคมรอบ ๆ โรงเรียน และกิจกรรมในโรงเรียน หรือ สภาวะสังคมที่เปลี่ยนไป ที่ทำให้ผู้สอน และชุมชนรอบๆ โรงเรียนแปลกแยกออกจากกัน แตกต่างจากในอดีต ที่ผู้สอนและโรงเรียน มีความเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างแน่นแฟ้น

 

ฉะนั้น แนวทางการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยง ระหว่าง ผู้สอน นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

 

ภายใต้หลักการนี้ จึงจำเป็นต้องมีความพยายามเข้าใจเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักการของ พหุปัญญา ที่สนับสนุนให้มีความหลากหลายของวิธีการประเมินผล

 

ดังนั้น พหุปัญญา จึงควรนำมาใช้เป็นหลักการพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาการศึกษา โดยอาศัยหลักสูตรท้องถิ่นเป็นเครื่องมือนำทาง แต่เป้าหมายสุดท้าย ก็คือ การสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ของคนที่มีความแตกต่างกัน ในเชิงความรู้ความสามารถนั่นเอง

 

นี่เป็นแนวคิด และ หลักการที่ได้มาจากกระบวนการวิเคราะห์ พหุปัญญา และ หลักสูตรท้องถิ่น ที่ควรจะเชื่อมโยงและนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการสนับสนุนการพัฒนาครู พันธุ์ใหม่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทร์เกษม และสถาบันอื่นๆ

 

จึงเรียนมาด้วยความเคารพ