ผมมีน้องชายสองคน คนโตอายุ 14 ปี เรียนอยู่ชั้น ประถม 6 คนเล็ก 12 ปี เรียนชั้น ประถม 5 น้องของผมทั้งสองคนนี้ มีปัญญาในเรื่องการจดจำตัวหนังสือ ที่ยิ่งกว่านั้นคนโตมีปัญหาการรับฟังคำสื่อสาร โดยมีอาการค่อนข้างเชื่องช้าในการเข้าใจ สอบถามมารดาแล้ว พบว่าน้องคนโตนี้เคยตกจากที่สูงตอนเด็กหลายครั้ง และมีการเจ็บป่วยตอนเด็กอยู่หลายครั้ง

ส่วนคนเล็กไม่พบประวัติการตกจากที่สูงแต่อาจมีปัญหาการถูกพรากจากมารดาไปอยู่กับยายบ้าง แต่ก้เป็นเวลาสั้น ตนที่แม่ตั้งครรภ์น้องทั้งสองคนนั้น มีโรคประจำโตเกี่ยวกับโลกหัวใจโต ตกใจง่ายและโรคอ่อนเพลียง่าย ผมได้สังเกตเห็นว่าน้องได้รับการเลี้ยงดูมาแบบไม่ถูกวิธีหลายประการ

มารดาชอบใช้อารมณ์กับลูกๆและสามี

เด็กถูกปกป้องจากแม่มากเกินไป ไม่มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง

พ่อของน้องทั้งสองคนเป็นคนที่ไม่มีเกียรติในสังคม

การเรียนการสอนในโรงเรียนนั้นน้องๆไม่สนใจ

แม่ก็ไม่ได้สนใจที่จะส่งเสริมการศึกษาของน้องๆ

เมื่อเด้กไม่สนใจแม่ซึ่งไม่เคยเรียนมาก่อนก็มักจะอ้างว่า

ตนเองเป็นคนโง่ไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่สามารถสอนลูกได้

ส่วนพ่อของน้องก็ไม่เคยสำเร็จการศึกษาใดๆ ทั้งๆที่มีโอกาสพอสมควร เพราะเป็นคนไม่กระตือรือล้นในการสร้างเนื้อสร้างตัว ระหว่างที่น้องๆสองคนอาศัยอยู่กับครอบครัวของมารดานั้น น้องๆได้เกเรไม่เอาการไม่เอางาน ทุกอย่างปล่อยให้พี่สาวที่มีอายุมากกว่าเพียงแค่ 2 ปีรับผิดชอบ เพราะเป็นลูกของมารดากับผู้ชายอื่น

มีความแตกต่างระหว่างพี่สาวและน้องชายทั้งสองอย่างมาก

พี่สาวต้องรับผิดชอบการงานตั้งแต่ยังเด็ก แต่ยังสนใจเรียนอย่างมากและมีความสามารถหลายด้าน ยกเว้นการควบคุมอารมณ์ที่ยังคงไม่ค่อยมั่นคงตามอายุที่เป็นเด็กวัยรุ่น อายุ 16 ปี ทั้งๆที่ร่างกายของพี่สาวมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษา ปัจจุบันดีขึ้นมาก มีความรู้ความเข้าใจในชีวิตมากกว่าน้องชายที่มีอายุห่างกันแค่สองปีอย่างผิดสัง้กต

ผมจึงเข้าใจว่าเพราะขาดการศึกษา

ต่อมาในปี ค.ศ.2001 พ่อของน้องเสียชีวิตลง ผมได้ไปเยี่ยมครอบครัวของแม่

เห็นว่าน้องสาวเป็นผู้ที่ใฝ่เรียนแต่ขาดโอกาส จึงได้วางแผนใก้น้องสาวได้ไปอาศัยในหอพักเพื่อเรียนหนังสือในเมือง มารดาไม่ยอมอ้างว่าไม่มีใครช่วยงานบ้าน ผมจึงได้ต่อรองว่าถ้าให้น้องไปเรียนผมจะส่งเสียเองและจะจ่ายเงินให้ครอบครัวของแม่เดือนละ 500 บาท ตอนแรกแม่ก็ยังไม่ยอม ต่อมา ค.ศ.2002 สามีของแม่ที่เป็นพ่อของน้องชายเสียชีวิต ผมเห้นใจมารดาว่าคงเปล่าเปลี่ยว จึงได้ยุติข้อเสนอนี้ไป เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 7-8 เดือน น้องก็เรียนจบประถม 6 ที่หมู่บ้านบนดอยนั้นเอง ผมเห็นว่าอนาคตของเด้กผู้หญิงถ้าไม่ได้เรียนจะเป็นอันตรายอย่างมาก จึงได้เรียนประชุมเครือญาติเพื่อช่วยพิจารณาเรื่องนี้ และเสนอข้อตกลงเรื่องการส่งเสียน้องและการจ่ายค่าเลี้ยงดูครอบครัวของแม่ แม่จึงยินยอม

ในเบื้องแรกแม่และญาติๆให้น้องสาวไปอยู่กับน้าสาวแล้วไปเรียน ผลการเรียนของน้องอ่อนๆมากๆเมื่อเทียบกับเด็กในเมือง ผมจึงสงสารน้อง เข้าใจว่าเพราะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเพียงพอและต้องช่วยงานบ้านหนักเกินไปจึงได้หาทางย้ายน้องไปอยู่หอพักที่ผมมีสายสัมพันธ์แห่งหนึ่ง

เวลาผ่านไปไม่นานน้องมีผลการเรียนดีขึ้น เริ่มมีความใฝ่ฝันที่ชัดเจนขึ้นและเอาใจใส่

เริ่มกล้าคิดกล้าแสดงออกและมีหลักการในชีวิตมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย

ตอนนี้น้องสาวคนนี้พ้นสภาพที่น่าเป็นห่วงไปแล้ว

แต่เรื่องของน้องชายสองคนนี้ก็ยังเป็นปัยหา

ผมได้กลับไปเยี่ยมม่อีกครั้ง เห็นว่าโรงเรียนไม่สามารถสอนให้เด็กสองคนนี้ได้

เพราะมีเวลาเรียนน้อยและครูไม่พอ

จึงต่อรองให้น้องชายไปเรียนในเมือง แม่ก็ยินยอม

ต่อมาได้ไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์แห่งหนึ่ง

อยู่ในหอพัก ในปีแรกที่เข้าเรียน อายุของน้องชาย คนโต 11 ปี

คนชายคนเล็ก 9 ขวบ ต่างก็เข้าเรียนชั้น ประถมสอง ด้วยกัน

แต่ต่อมาครูพบว่าเด็กเรียนอ่อนมาก

ไม่สามารถเรียนรู้พญัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และตัวเลขได้

จนครูได้ย้ายให้น้องคนเล้กไปเรียนประถมหนึ่ง น้องชายคนโตเรียนประถม 2 ตลอดเวลาหลายปีผลการเรียนก็ไม่ดีขึ้น ทางครูจึงจัดให้เป็นเด็กพิเศษ ให้เลื่อนชั้นไปตามเพื่อนแต่แท้ที่จริงไม่สามารถเรียนรู้ได้ทันเพื่อนๆ

ปีนี้น้องชายคนโตกำลังขึ้นชั้น ประถม 6 ซึ่งทางโรงเรียนเสนอให้เอาออกจากโรงเรียน ผมจึงต้องหาทางให้น้องได้พัฒนาชีวิตต่อไปแต่อยู่นอกระบบการศึกษาไทยที่เน้นระบบท่องจำนี้

ผมยังไม่พบว่ามีสถาบันแห่งใดที่จะสามารถนำน้องไปอบรมต่อได้ จึงขอฝากเรื่องผู้มีพัฒนาการณ์ช้านี้ไว้นะครับ

ผู้มีพระคุณสามารถติดต่อผมได้ที่ อีกเมลล์นะครับ

[email protected]