สวัสดีครับทุกท่าน

       สบายดีนะครับ ทุกวันนี้แต่ละ่่ท่านคงทราบกันดีว่าข้อมูลอยู่ี่ที่ปลายนิ้ว สารสนเทศอยู่ที่หางตา เมื่อสมองสั่งปลายนิ้ว หางตาก็จะเห็นสารสนเทศทันที เพราะว่าท่านมีโอกาสนั่งทับข้อมูลมากมายทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ (ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อย่างไร) กระบวนการหนึ่งในการที่จะดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (ที่สนใจ เพื่อจะนำไปใช้) ก็คือต้องมีการขุดข้อมูลที่ต้องการขึ้นมา ว่าไปก็เหมือนการสูบน้ำบาดาล หย่อนท่อลงไปแค่ไหนก็จะเจอน้ำหรือไม่ ลึกต่างๆ กันก็ได้น้ำีี่ที่ต่างๆ กัน

วันนี้มาแนะนำอาจารย์สองท่านที่หลายๆ ท่านรู้จักกันดีนะครับ สองท่านนั้นก็คือ

  1. อาจารย์โกฯ (โกฯ มาจาก โกทูโนว์ ครับ gotoknow.org โดยมีอาจารย์ตัวจริง เสียงจริง นิ้วจริงอยู่เบื้องหลังของขุมความรู้ ขุมปัญญา ในทุกๆ ระดับสาขาอาชีพ) ซึ่งหากวันหนึ่ง อาจารย์โกฯ ได้เข้าไปสู่ัชุมชนระดับปัญญาของสังคมไทย ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่จะเกิดตะกอนทางภูมิปัญญาของชาติในพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะหากเราำทำการจุดที่มาของอาจารย์โกฯเบื้องหลังก็จะกระจายอยู่ทั่วประเทศเช่นกัน
  2. อาจารย์กูฯ (กูฯ มาจาก กูเกิ้ล) ท่านนี้ทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีเช่นกัน เพราะว่า อาจารย์โกฯ ก็ใช้บริการของอาจารย์กูฯ มาช่วยดึงข้อมูลของอาจารย์โกฯ ขึ้นมาแสดงได้ด้วย

       ประเด็นหลักที่ผมอยากจะนำเสนอ เพราะว่าติดค้างอยู่ในความคิดมาพักใหญ่แล้ว โดยมีข้อสมมติอนาคตไว้ว่า

  1. อาจารย์โกฯ จะเป็นอาจารย์แห่งการดึงภูมิความรู้ของคนไทยขึ้นมาโยงแขวนไว้ให้เข้าถึงภูมิปัญญานั้นๆจากทุกๆ แหล่งพื้นที่
  2. อาจารย์โกฯ จะเป็นระบบในการสกัดและติดตามปัญหา ย่อยปัญหาให้เป็นโมเลกุลย่อยที่สังคม หรือชุมชนจะนำไปใช้ได้ จากอาจารย์เบื้องหลังอาจารย์โกฯ จากทั่วสาัรทิศ นั่นหมายถึงว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสังคม มีคนมาป้อนคำถามทิ้งไว้ ก็จะมีการนำมาถกกันจนเกิดการย่อยและมองในมุมมองต่างๆ จากหลากหลายสาขาอาชีพ ก็จะทำให้ได้เข้าใจ ดีเอ็นเอของปัญหาได้ชัดเจนขึ้น ก่อนนำลงไปแก้ปัญหาจริง
  3. อื่นๆ

       การเข้าไปถึงข้อสมมติเหล่านี้ เราต้องหากระบวนการในการพัฒนาระบบการจัดการเพื่อเข้าถึงข้อมูล (สมมติข้อที่ 1) และระบบการเอื้ออำนวยให้เกิดการสั่งสมข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ (สมมติข้อที่ 2) ผมจึงมีคำตอบเบื้องต้นมาให้พิจารณากันครับ หากสมมติที่ผมตั้งมานั้นตรงใจท่าน และขอนำเสนอแนวทางการไปถึงสมมติทั้งสองข้อดังนี้

  • จากสมมติข้อที่ 1 นั้นจริงๆ ตอนนี้ ก็ดำเนินอยู่ได้เป็นอย่างดีครับ โดยมีระบบค้นหา เชื่อมโยงผ่านอาจารย์กูฯ ในการดึงข้อมูลมาแสดง และพรวนบทความผ่านบันทึกต่างๆ ของชาวบล็อกเกอร์ภายใต้ระบบของอาจารย์โกฯ
  • จากสมมติข้อที่ 2 ที่อยากจะำนำเสนอเพิ่มเติมก็คือ การจะำทำอย่างไรให้มีอาจารย์โกฯ นั้นสามารถตอบคำถามได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น คำตอบผมตอนนี้ก็คือ การสร้างระบบเือื้ออำนวยเสริมให้เกิดการนำเสนอปัญหา ประเด็น ข้อวิจัย ข้อสังเกต อื่นๆ เพื่อจะนำไปสู่การขบคิด วิเคราะห์ประเด็น แล้วนำไปแตกเป็นลูกข่ายย่อยในรูปแบบบันทึกใหม่ จึงขอกล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรมตามลำดับดังนี้ เช่น
    1. อาจารย์โกฯ อาจจะมี ระบบหน้าหลักรับประเด็นคำถาม ประเด็นที่สนใจ ปัญหา (ประมาณคล้ายๆ เว็บบอร์ดนะครับ โดยเกิดการเปิดเพียงหัวข้อคำถาม และคำอธิบายในสิ่งที่อยากรู้ อยากนำเสนอประเด็น พร้อมการนำเสนอ คำหลัก เพื่อใช้เชื่อมโยงไปยังบทความใหม่) นั่นหมายถึงว่า เช่นผมอยากจะทราบ การปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา ผมก็ตั้งกระูทู้เรื่องนี้ขึ้นมาในหน้าชุมชนคำถาม แล้วบอกรายละเอียดต่างๆ คร่าวๆ และตั้งคำหลักเอาไว้ เช่น ยูคาลิปตัส เมื่อผมโพสต์ประเด็นนี้ลงไป ท่านครูบาฯ ผู้เชี่ยวชาญยูคาฯ ก็มาพบ และมีองค์รู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ก็อาจจะไปดึงขุมความรู้และประมวลเขียนเป็นบทความใหม่ โดยตั้งคำหลักตรงกันกับที่กำหนด ระบบอาจารย์โกฯ ก็จะทำการเชื่อมโยงระบบคลังคำถาม กับคลังบทความให้ได้
    2. แนวทางนี้จริงๆ แล้วไม่ได้ใหม่อะไรเลยครับ เหมือนๆ กับกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านๆ มา ที่มีการกำหนดว่าใครโดนแท็ก ก็ใช้คำสำคัญเหล่านั้นเหมือนๆ กัน เช่นแท็กคิดถึง อะไรทำนองนี้นะครับ เพียงแต่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปกิจกรรมเหล่านั้นจะเลือนๆ ไปเองครับ แต่หากเรามีหน้าคลังคำถาม คลังประเด็นจุดประกายบทความด้วย จะทำให้มีการโยงใยตัวใยปัญญา ใยความรู้เพิ่มขึ้นได้ ประกอบกับการกระตุ้นให้คนที่ไม่มีประเด็นจะเขียนบทความได้ลองค้นหาข้อมูลจากพระอาจารย์กูฯ ได้เพื่อทำการศึกษาและนำมาสร้างเป็นบทความลูก และเข้าสู่ระบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างที่เป็นอยู่ครับ
    3. ท่านมีความเห็นอย่างไร ลองวิจารณ์กันดูครับ  จริงๆ ในระบบคลังคำถามที่มีตอนนี้เป็นคลังคำถามถึงบุคคลรายตัว ซึ่งยังแยกกันอยู่ เมื่อวันหนึ่งเรามีระบบรวมคลังคำถามลงไปที่หน้าหลักของพระอาจารย์โกฯ อาจจะเกิดการกระตุ้นในการทำให้เกิดบทความดีๆ อาจจะมีการแต่งร่วมหรือการบูรณาการบล็อกเกอร์ขึ้นก็ได้ในบทความเดียวกัน
    4. อื่นๆ
  • อาจจะมีแนวทางอื่นๆ มากมายในการที่จะจัดการคลังข้อมูลที่มีอยู่มากในการจัดการให้เกิดเป็นสารสนเทศหรือจะทำให้เกิดการเปลี่ยนจากความรู้เป็นข้อมูลใหม่ๆ ได้ครับ
  • ท่านลองคิดเพิ่มเติมต่อยอด กันดูนะครับ เผื่อได้อะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นครับ
  • มองง่ายๆ นะครับ มองอ่าวไทย คือ อ่าวแห่งความรู้ของสังคมไทย แม่น้ำหลายๆ สาย จากทั่วทุกภาคก็หลั่งไหลลงมาสู่อ่าวไทย (แม้อาจจะมีสายอื่นไหลลงอันดามัน ก็คือทะเลเดียวกันอยู่ดีนะครับ)
  • ลองร่วมคิดกันดูนะครับ ว่าท่านอยากจะเห็นอะไรในอ่าวไทยบ้างครับ (อ่าวปัญญาไทย)
  • ไม่มีอ่าว ไม่มีน้ำ ไม่มีน้ำ ไม่มีชีวิต

 

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ รวมๆ แล้วคือ การใช้แนวคิด

คลัง(ตั้ง)คำถาม ล่อความรู้ สู่ปัญญา หาทาง(แก้)ร่วมสร้าง ช่องว่างหาย

กราบขอบพระคุณมากครับผม

เม้งครับ

ปล. เขียนมาเพียงนำเสนอให้ขบคิดกันเฉยๆ นะครับ เพราะว่ามันค้างอยู่ในความคิดผมมาพอสมควร หลังจากที่ได้คุยกับพี่เหลียง สิทธิรักษ์ (หมีแพนด้า เก็บตะกอน) ในเรื่องนี้นะครับ เราแอบคิดกันว่าเราอยากเห็นโกทูโนว์มีทุกอย่างในนี้ และหลากหลาย และทุกระดับสาขาอาชีพ และประเทืองปัญญา อาหารสมองกับสังคมไทยต่อไปครับ