ว่ากันว่า “ประเทศไทยคือเมืองพุทธ” คงหมายความว่า ประเทศไทยคือเมืองที่คนส่วนใหญ่ต่างพูดกันสอนกันมาและจัดตัวเองว่าเป็นประเทศที่ผู้คนในประเทศส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา ทั้งๆที่ มีศาสนาอื่นๆ อยู่ร่วมด้วยก็ตาม ซึ่งผมได้มานั่งคิดว่า “เอ๊ะ...แล้วจริงๆ ความเชื่อรากฐานของคนไทยคือพุทธหรือไม่?” การที่มานั่งคิดแบบนี้ไม่ได้จะมาแย้งกับใครคนใดคนหนึ่ง แต่ผมขอหยิบยกเอาประสบการณ์ส่วนตัวของผมมาแบ่งปัน แล้วค่อยให้ท่านคิดต่อ ขยายความไปก็แล้วกัน...ว่าดังนี้
ผมเป็นเด็กบ้านนอกคอกนาจากหมู่บ้านพื้นราบชนบททางภาคเหนือของประเทศ ตั้งแต่เกิดมาผมก็ถูกกำหนดให้เป็น “พุทธศาสนิกชน” โดยไม่ได้เลือก เพราะเป็นสิ่งที่ว่ากันได้รับมาโดยการเกิดจากสายเลือดของพ่อแม่ที่ท่านก็บอกว่าท่านเป็นพุทธ เอาล่ะ ในเมื่อเป็นพุทธก็เป็นพุทธ จะผิดแปลกแตกต่างอะไร จึงได้ปฏิบัติตน (บ้าง) ตามชาวพุทธเขาพึงกระทำ ไปวัด ตักบาตร ทำบุญ กรวดน้ำ และสวดมนต์ นั่งสมาธิ ถึงขั้นบรรพชาเป็นสามเณรด้วยอาการ “ดื้อ” หลังจากที่ผมบวชหน้าไฟ “บวชจู๋งศพ” ให้กับคุณตาคนที่ ๔ ที่เสียชีวิตในวันเผา และได้ตกลงกันกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนว่าจะยังไม่ลาสิกขา หรือ“สึก” ในเย็นวันเผา แต่จะอยู่ “กั๋ม” (กรรม) ไปอีก ๓ วัน เพื่อให้คุณตาได้อานิสงส์และได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์
พอมาถึงตอนเช้าของวันที่ ๔ หลังจากอยู่ “กรรม”ครบ ๓ วันแล้ว ซึ่งเป็นวันที่ต้อง“สึก” จากการเป็นสามเณร ปรากฏว่าลูกพี่ลูกน้อง ๒ คน“สึก” แต่ผมไม่อยาก “สึก” ซึ่งไม่ทราบว่าด้วยเพราะเหตุใดและทำไม ผมถึงไม่อยากออกจากความเป็นสามเณร คุณพ่อและคุณแม่ก็มารอที่วัดรอว่าผมจะลาสิกขา แต่ผมก็แจ้งความจำนงว่า “ผมไม่สึก อยากบวชต่อ” ตอนแรกท่านทั้งสองไม่ยินยอม บอกว่า ถ้าไม่ลาสิกขาออกมาแล้วจะเรียนต่อชั้นมัธยมต้นยังไง ผมก็ตอบท่านไปว่า “ก็มีโรงเรียนพระไง ผมเรียนที่นั่นก็ได้”
เรื่องเรียนต่อชั้นมัธยมต้นของผมไม่ได้เป็นแค่ความไม่สบายใจของคนในครอบครัวผมเท่านั้น แต่ได้แผ่ไปถึงคุณป้าของผมที่เป็นครูสอนหนังสือ ท่านถึงกับเดินมาบอกว่า “ไปเรียนโรงเรียนพระก็ได้นะ แต่มันไม่มีการสอบปฏิบัตินะ”
ในสมัยนั้นผมจำได้ว่า ก่อนจะจบชั้นประถม ๖ นักเรียนทุกคนต้องมีการสอบไล่ปลายภาคซึ่งต้องสอบอยู่แล้ว และต้องสอบภาคปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนระดับมัธยมศึกษา และในช่วง ๒-๓ วันที่ยังยื้อกันอยู่นั้น การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนก็ได้ผ่านไปแล้ว การรับสมัครสอบเรียนต่อทั้ง "โรงเรียนคนบ้าน" และ "โรงเรียนพระ" ก็ผ่านไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ปัญหา...ในที่สุด ผมก็ได้รับความยินยอมจากคุณพ่อและคุณแม่ ให้บวช ซึ่งท่านก็มาพูดที่หลังว่า “ไม่เข้าใจว่า คนอย่างผม ทำไมถึงอยากบวชนักหนาก็ไม่รู้”– อันนี้ผมก็ไม่รู้
สรุป ผมได้บวชเป็นสามเณรและเข้าเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาจนจบระดับมัธยมต้น และสอบได้นักธรรมตรี-โท-เอก ครบตาม step
พอเรียนจบ ม.๓ ผมบอกคุณพ่อคุณแม่และคณะศรัทธาในหมู่บ้านว่า จะขอ “สึก” ที่นี้ ศรัทธา ญาติโยม ก็บอกว่า “เฮียนต่อจ๋นจบ ม.๖ ที่โฮงเฮียนพระก็ได้เลาะถ้าจบแล้ว อายุถึง ก่อย ‘เป๊ก’ เป๋น ‘ตุ๊เจ้า’ บ่าดีกา”
คราวนี้เหมือนเดิม ผมยืนยันจะขอลาสิกขาไม่ฟังเสียงใคร คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ว่ากระไร เพราะผมให้เหตุผลว่าจะออกไปเรียนต่อ ม.๔ สายวิทย์ ก็เป็นอันว่าจบการใช้ชีวิตสมณเพศ ตั้งแต่บัดนั้น (ดื้อ???)
ที่นี้กลับมาเรื่องรากเหง้าความเชื่อกันอีกที หลังจากเรียนจบ ม.๖ ผมก็สอบที่ไหนไม่ได้ เพราะเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความไม่มั่นคงให้แก่ครอบครัวของผม และเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปสุดโต่ง คุณพ่อประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากชายคาบ้าน ขณะที่ไปช่วยญาติห่างๆ คนหนึ่งรื้อบ้าน ท่านตกลงมา และตั้งแต่นั้น ท่านก็กลายเป็นคนพิการ ร่างกายส่วนล่างไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ (ท่านทนทรมารอยู่ได้ ๑๓ ปี จึงได้พ้นวิบากกรรมของท่าน) เหตุการณ์ข้างต้นทำให้ผมไม่มีกำลังใจหรือความคิดจะไปสอบที่ไหน สุดท้ายก็มาที่ “รามคำแหง” เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย จนจบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของการใช้ชีวิตในเมืองหลวง มนุษย์ธรรมดาก็ต้องมี เจ็บป่วยไข้ กันบ้าง ซึ่งทุกครั้ง ผมก็จะแจ้งให้คุณแม่ได้ทราบอยู่เสมอ และทุกครั้งที่ท่านทราบ ท่านก็จะบอกผมว่า “เดว แม่จะไป ‘เซ๊าะ’ อะหยังหื้อเน้อ” (เดี๋ยวแม่จะไปสืบเสาะ(ว่า)อะไร(ที่ทำให้ผมไม่สบาย) ให้ผมนะ) วิธีการ “เซ๊าะ”ของคุณแม่ ก็คือ การไปถาม “เมื่อ” (หมอเมื่อ) โดยใช้บริการ “ผีไหหม้อนึ่ง” ซึ่งเป็นผีที่เกิดจาก “ผีปู่ดำย่าดำ” เป็นอำนาจคอยควบคุมการเคลื่อนไหวของ “ไหนึ่งข้าว” ที่นำมาสวมเสื้อและมีไม้พาดขวาตรงปากไหยาวยื่นออกมาคล้ายแขนคน
การจะไป “ถามเมื่อ” ต้องเริ่มจากการเตรียมข้าวสารดอกไม้เทียนไขและเตียนแซ้ (เตียนแซ้-ธูปทำเอง มีความยาวไม่เกิน ๑ ผ่ามือของคนทำ ผงธูปทำมาจากเนื้อไม้และดอกของไม้ชนิดหนึ่งมีสีออกน้ำตาลแดง ทางเหนือใช้กันมาก มีคุณสมบัติต่างกับธูปจีนทั่วไป เพราะจุดไฟไม่มีควันสักเท่าใดนัก) และเสื้อผ้าของผู้ป่วย พร้อมเงินค่าครูจำนวนหนึ่ง (จำไม่ได้ว่ากี่บาท แต่ขึ้นอยู่กับว่าค่าครูของแต่ละเจ้าพิธีว่ากำหนดไว้กี่บาท) เจ้าพิธี ที่ผมจำได้ ในหมู่บ้านผมมี ๒ คน คือ แม่อุ้ยสา (ญาติห่างๆของผม) กับ แม่อุ้ยตา (ที่อยู่บ้านข้างรั้วชิดกัน) แต่คนในหมู่บ้านมักจะไปที่บ้านแม่อุ้ยสามากกว่าเพราะว่าแม่อุ้ยตาไม่ค่อยจะทำพิธีนี้สักเท่าไหร่ ท่านบอกว่า “ผีครู ไม่อยากให้ทำ ถ้าทำแล้วจะไม่สบาย ส่วนมากจะทำ ก็ต่อเมื่อเจ้าของ (ตนเอง) ไม่สบายเสียมากกว่า”
เมื่อไปถึงก็จะเอากระด้งมา และเจ้าพิธีจะเอาข้าวที่สีแล้วมาประมาณ ๑ ขัน ใส่ลงไปในกระด้ง และก็จะมีเครื่องเซ่นผีหม้อนึ่ง เป็น พริกแห้ง ปลาแห้ง ข้าวเหนียว ๑ ปั้น กล้วยน้ำว้าสุก ๑ ผล ใส่ลงไปในกระด้ง เอาเสื้อผ้าของคนป่วยมาวางไว้ข้างๆ เจ้าพิธีก็จะไปอันเชิญดวงวิญญาณ “ผีปู่ดำย่าดำ” ที่เตาไฟหลังบ้าน โดยเริ่มจากการนำหม้อนึ่งข้าวที่มีน้ำข้างในที่ใช้อยู่ทุกวันขึ้นตั้งไว้บนเตา (ไม่ก่อไฟ) แล้วจึงเอา “ไหนึ่งข้าว” ที่สวมเสื้อไว้แล้ว เป็นไหที่ทำไว้เฉพาะพิธี (ไม่ใช่ไหนึ่งข้าวที่ใช้ประจำทุกวัน) ขึ้นวางบนหม้อนึ่งนั้น จากนั้นก็บริกรรมคาถาอันเชิญดวงวิญญาณผีปู่ดำย่าดำ มาอยู่ในไหนึ่งข้าว เมื่อเจ้าพิธีเห็นว่าดวงวิญญาณมาแล้ว เจ้าพิธีก็จะยกไหมา ให้คนที่มา “ถามเมื่อ” ถือตรงขอบล่างของไหเหนือกระด้ง โดยนั่งตรงข้ามหันหน้าเข้าหากัน
จากนั้นเป็นช่วงของการสำรวจของเซ่นและเกลี่ยข้าวสารให้แผ่ออกไปให้ราบเรียบเสมอกัน และไหข้าวจะเริ่มโยกซ้ายขวาคล้ายตุ๊กตาล้มลุก หรือบางทีก็ทำคล้ายการกระโดดโลดเต้นขึ้นลง คนถือบางคนถึงกับปวดแขนปวดไหล่กันไปเลยทีเดียว และไปพลิกงัดเสื้อผ้าของคนป่วย เพื่อดวงวิญญาณจะได้รู้ว่าคนป่วยคือใคร เพราะมีความเชื่อว่าขวัญหรือว่าดวงจิตของมนุษย์จะติดอยู่กับสิ่งที่เขาใช้อยู่เป็นประจำ เท่านี้ก็จะเป็นการพิสูจน์ตัวบุคคลได้ว่า ขวัญที่ติดมานั้น คือใคร
เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้ว จึงเป็นขั้นตอนของการเริ่มถามคำถาม โดยถามว่าวิญญาณของผีตนใดได้มากระทำให้คนป่วยและต้องการอะไรเป็นสิ่งตอบแทนหรือเซ่นไหว้จนกว่าจะได้คำตอบ ถ้าในบางครั้งคำถามที่ถามออกไป แต่ผีตอบไม่ได้ เช่น สถานที่ที่ผีตนนั้นได้มาประสบกับคนป่วยขณะที่กำลังเดินทางอยู่ หรือจะให้นำของเซ่นไปเซ่นตรงที่ใด ก็จะใช้วิธีการบอกใบ้ด้วยการขีดเขียนลงไปบนข้าวสารที่เกลี่ยอยู่นั้น
เมื่อรู้แล้วว่าผีตนใดวิญญาณที่ไหนเป็นผู้กระทำและจะกินอะไรเป็นของเซ่น ก็เป็นอันเสร็จพิธีถามเมื่อจากผีหม้อนึ่ง เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็จะมีขั้นตอนของการ "บน" ต่อผีที่กระทำ โดยให้คนที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านหรือใครก็ได้ที่อาวุโส (ถ้าไม่มีก็ให้คนที่อ่อนอาวุโสกว่าก็ได้-ผมเคยบนให้คุณแม่) มายืนตรงหน้าและมี “สลวย” หรือ “สวย”(กรวย-ทำจากใบตองหรือกระดาษ) ที่มีดอกไม้ เตียนแซ้และข้าวสารจำนวนหยิบมือประมาณว่าแทนข้าวตอก คนเหนือเรียกกันโดยทั่วไปว่า“สวยข้าวตอกดอกไม้” (ข้าวตอกกับข้าวสารไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ใช้แทนกันได้) แล้วจึงเอ่ยคำบนบานว่า “เอ่อ เดี๋ยวนี้ ก็ได้ฮู้แล้วว่า ผี (เอ่ยนาม) ได้มาตั้กตอขอกิ๋นกับ (ชื่อคนป่วย) เป๋น (สิ่งที่ผีอยากกิน) ถ้าจะใดก็ดี ถ้าได้หายไข้หายเมื่อย จากวันนี้ เถิง ๓ วันไปหน้า ก็จะได้เอาไป ตาน ไปเลี้ยง หื้อเน้อ ก็ขอหื้อหายเหียในวันนี้ยามนี้”จากนั้นก็ให้ผู้ป่วยถ่มน้ำลาย (นิดหน่อย) ลงในสวยข้าวตอกดอกไม้ แล้วนำไปเก็บไว้ แล้วรอดูอาการและให้ครบตามกำหนดวันที่บนเอาไว้
การเลี้ยงผีตามที่บนนี้มี ๒ รูปแบบ คือ แบบแรกนำไป “ตานโก้ะข้าว” หรือ“ตานขันข้าว”กับพระสงฆ์ที่วัด ถ้าทำในเขตกำแพงวัด หมายถึง อุทิศไปให้วิญญาณที่ตายดีหรือเจ็บป่วยตาย และถ้าทำนอกกำแพงวัด ก็เป็นการสำหรับผีตายโหง แบบที่สอง คือ ทำ“โก้ะเลี้ยงผี” และนำไปเลี้ยงตรงจุดที่ผีกำหนดให้นำไปเลี้ยง (โก้ะ-สำรับกับข้าวที่จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว)
ที่เขียนมายืดยาวข้างต้นนี้ คือ ขั้นตอนและวิธีการในการถามเมื่อไปจนถึงบนเลี้ยงผี อย่างที่ได้เกริ่นเอาไว้ว่า ทุกครั้งที่ผมไม่สบายเป็นไข้และบอกให้คุณแม่ทราบ ท่านก็จะจัดการไป “ถามเมื่อ” ให้ผมทุกครั้งไป ผมจึงมานึกวิเคราะห์ได้ว่า รากเหง้าความเชื่อของคนหมู่บ้านของผมก็ยังเป็นเรื่องผีอยู่ ถึงแม้จะมีศาสนาพุทธก็ตาม แต่ทั้งนี้ สิ่งแรกที่คนในชนบทอย่างคุณแม่ผมคิดถึงสาเหตุการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนครอบครัว ก็คือ อำนาจที่เกิดจาก “ผี”และต้องพึ่ง “ผี” ในการหาคำตอบ จากนั้นจึงมาถึงการพึ่งความเชื่อทางพุทธศาสนา ซึ่งก็คือการทำบุญถวายทานกับข้าวกับปลาที่ผีอยากกินไปให้
จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมในเรื่องนี้ ผมจึงเห็นว่า “พุทธพึ่งผี” และ“ผีพึ่งพุทธ” แม้ถ้าเราจะว่ากันไปตามความเป็นลัทธิแล้วมีอะไรที่ปฏิเสธกันอยู่นิดๆ หน่อยๆ และรากเหง้าความเชื่อของคนน่าจะเป็น “ผีมากกว่าพุทธ”
อ้อ ลืมบอกไปว่า คุณแม่ผมท่านไม่ได้เป็นคนหัวโบราณที่ปฏิเสธความทันสมัยนะครับ แต่ที่ท่านทำเพราะท่านคงเชื่อว่า ระบบความเชื่อเรื่องผีที่มีนั้น เป็นสิ่งที่สามารถให้คำตอบในความไม่รู้ถึงสาเหตุการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนได้ในระดับหนึ่ง ใครจะมาว่าคุณแม่ผมและผม ด้อยอารยะ ไม่ได้นะ....จะบอกให้ – มีเคือง???
AnthroCat
ลงชื่อเยี่ยม...
เล่าเรื่องได้น่าอ่าน ข้อคิดก็น่าสนใจ....
แถวบ้านเกิดของอาตมา สมัยเด็กๆ ก็มีบ้านเล็กๆ เสาเดียว ซึ่งพวกเราเรียกกันว่ บ้านพ่อเฒ่า หรือ บ้านพ่อทวด แทรกอยู่ทั่วไปภายในหมู่บ้าน และค่อยๆ หายไป จนเดียวนี้เกือบหมดแล้ว...
พุทธ หรือ ผี ที่เป็นไปความคู่กันทำนองนี้ คงเป็นความเชื่อในสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ... แม้โลกจะเป็นไปอย่างไร ความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติก็ยังคงมีปรากฎอยู่ทั่วโลก เพียงแต่รายละเอียดหรือแนวทางปฏิบัติแตกต่างกันไปเท่านั้น...
ส่วนคำสอนอันบริสุทธิ์ตามหลักของพระพุทธศาสนาก็เป็นไปอีกนัยหนึ่ง ซึ่งคุณโยมก็คงจะเข้าใจดี...
เจริญพร
สวัสดีครับ ขออนุญาต ลปรร ครับ
ผมว่า "ผี" เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยนะครับ
ความเชื่อเรื่อง "ผี" ช่วยให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข
ปัจจุบัน ความเชื่อเรื่อง "ผี" ชักจะเลือนลางหายไป
ความวุ่นวายก็เริ่มตามมา
ขอบคุณครับ
ผมก็เป็นคนเหนือเหมือนกัน สนใจเรื่องความเชื่อของคนพื้นถิ่นมาก
ตอนนี้ผมกำลังศึกษาเปรียบความเชื่อเรื่องผีอยู่ โดยเฉพาะ ผีหม้อนึ่ง นี้ ว่าแต่ละท้องถิ่นมีพิธีกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ความเชื่อเรื่องเหล่านี้กำลังจะหายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า แล้วเก๊าผี หรือ คนที่จะสืบทอดก็ไม่มี และอีกหลายปัจจัย
ดีใจนะครับที่มีคนสนใจเรื่องเหล่านี้ อย่างน้อยเราก็รู้ว่า ชีวิตคนเรายังต้องมีความสัมพันธ์กับอะไรอีกบ้าง
พ่อหนูก็เป็นคนเมือง แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้หนูเองซึ่งเกิดและโตกรุงเทพ พูดเมืองได้แบบปะแล่ดๆ กลับชอบทำอะไรแบบ "เมืองๆ"มากกว่าพ่อซะอีก เช่น ใส่เสื้อม่อฮ่อมไปทำงาน พูดภาษาเมืองกับเพื่อนต่อหน้าสาธารณชน เรียนตัวเมือง ไปงานสงกรานต์ที่แพร่ทุกปี ชอบถามถึงเรื่องผีประจำตระกูล และไม่เห็นด้วยที่พ่อเอาเสาบูชาท้าวทั้งสี่ออกทันทีที่ปู่กลับไปแพร่ (เสาตั้งอยู่ได้ 4-5วัน) เพราะพ่ออยากเป็นพุทธแท้ๆ แบบไม่มีความเชื่อเรื่องผีปู่ย่ามาเจือปน อาจจะเพราะว่าพ่อเป็นทหาร โดนสอนอะไรแบบที่เป็น "รัฐไทย ต้อง ชาติ ศาสนา(พุทธ) พระมหากษัตริย์" มากๆรึเปล่า เลยปฎิเสธความเป็นเมืองของตัวเองซะ
ขอบคุณทุก reply นะครับ ไม่นึกว่าจะมีคนมาเม้นท์
(ถึงแม้จะแจก ลิงค์ไปให้เพื่อนๆ หลายคนก็ตาม)
อันที่จริงแล้ว ผีปู่ย่า กับ ท้าวทั้งสี่ มาจากความเชื่อละอย่างกัน
ท้าวทั้งสี่เป็นเรื่องของ พราหมณ์ นะ
โดยมองเรื่องจักรวาลวิทยาแบบเขาพระสุเมรุ ที่มีเทพสูงสุดเทพบริวาร และมองเรื่องทิศทั้งสี่
เพราะลักษณะของ ต้นเสาท้าวทั้งสี่
มีลักษณะที่แตกออกเป็นก้าน+ฐานวางดอกไม้ธูปเทียน 4 แขน หรือแขนง
และต่อขึ้นไปเป็นส่วนยอดเป็นฐานวางดอกไม้ธูปเทียน 1 อัน อยู่ยอดสุด
ส่วน ผีปู่ย่า เป็นผีต้นตระกูล หรือที่คนเหนือ เรียกว่า "ผีดี" ก็จะเป็น เรื่องของ ผี
ผีเป็นกระบวนความเชื่อดั้งเดิมของมนุษย์ ส่วนพุทธคือกระบวนความเชื่อที่ถูกจัดระเบียบแล้ว เมืองไทยที่ยังมี ผี บ่าง พุทธ บ้าง ก็เพราะเมืองไทยยังเป็นเมืองที่อุดมด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบสานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางประเทศที่ขาดวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือเหลือน้อย ผีก็จะถูกมองข้ามความสำคัญไป
ที่จริงแล้วหากมองอีกมุม ผี ก็คือ สัญญะ ที่ปราชญ์สร้างขึ้นเพื่อเป็นกรอบทางสังคมและเพื่อให้สังคมนั้นสามารถปกครองได้ดี ตัวอย่างเช่น แถวอีสานมีป่าที่เรียกว่า "ดอนปู่ตา" ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของผีผู้เป็นใหญ่ในบริเวณหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะไม่กล้าไปตัดไปหรือรบกวนป่า ทำให้ป่าเหล่านี้ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ แต่ปัจจุบันความเชื่อเรื่องผีค่อย ๆ ลดบทบาทลง ดอนปู่ตาจึงเหลือน้อยเต็มที
ศาสนา คือระบบสัญลักษณ์ระบบหนึ่งซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมและคนเราทุกคนมีความจำเป็นที่จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อเรื่องผีตั้งแต่เกิดจนตาย(ในอดีต)ส่วนในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อความเชื่อของมนุษย์เป็นอย่างมากและได้ดึงมนุษย์ให้หลุดออกมาจากระบบความเชื่อดั้งเดิมและได้กล่าวหาว่า ความเชื่อเรื่องผีหรือความเชื่อทางศาสนาว่าเป็นสิ่งที่งมงาย
ทัศนะของ Malinowski ได้กล่าวว่า ศาสนาเป็นเรื่องที่มีความลึกลับ ความเชอื่ ที่ไม่ต้องการคำอธิบาย ไม่ต้องการค้นคว้าหาเหตุผล ไม่ต้องการความกระจ่าง มีแต่ความเชอื่และศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น...พฤติกรรมความเชื่อเรื่องผี และระบบศาสนานั้นไม่ใช่พฤติกรรมที่งมงาย ซึ่งมันมีเหตุมีผลให้การอธิบายสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ