สองสามวันมานี่ เปิด UBC ก็มักจะเจอหนังเรื่องหนึ่ง "แก๊งระห่ำ เกมคนชนคน ... Gridiron Gang" ... ที่ดูแล้วก็อยากดูอีกได้เรื่อยๆ เพราะว่าการดูนั้น บางทีก็ได้ดูตอนกลางเรื่อง บางทีก็ตอนปลายเรื่อง บางทีก็มาตอนต้นเรื่อง ... ดูไปดูมาก็ครบเรื่อง และก็พอมีให้ดูอีก ก็ดูไปได้เรื่อยๆ เลย ไม่รู้เป็นไง ... แต่ดูแล้วก็ประทับใจ
ทำให้คิดถึงเรื่องที่เคยไปฟังในงานมหกรรม KM ของ สคส. เมื่อปีที่แล้วค่ะ ที่นี่ ... บ้านกาญจนาภิเษก - เมื่อดอกไม้บาน ... ให้เวลากับการตกผลึกทางความคิด ... จาก Nobody / Anybody เป็น Somebody ... หนึ่งเทคนิคการจัดการความรู้สึก ... งานที่ทำนี้ ยากตรงไหน ... ร่วมตัดสินใจ ... บ้านกาญจนาภิเษก เกี่ยวกับคนทำงานที่ทำงานกับเยาวชนที่ทำความผิด แล้วถูกกักกัน เขามีสภาพอย่างไร รู้สึกอย่างไร เขาจมอยู่กับการแก้ปัญหาซ้ำๆ ที่ทำให้เขาแก้ปัญหาไปในทางที่ดี หรืออยู่กับปัญหาตลอดเวลา
เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ สั้นๆ ก็คือ ... "นำแสดงโดย เดอะร็อค - เรื่องราวเกี่ยวกับเหล่าวัยรุ่นหัวแข็ง และเหลือเดน ในสถานพินิจเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่ง ทั้งหมดได้เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของ เดอะร็อค ผู้ที่ตั้งใจจะเปลี่ยนชีวิตเหลือขอของเด็กเหลือเดนเหล่านั้น ให้เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นต่อการเป็นนักฟุตบอล" ...
หนังเริ่มต้นที่ เด็กๆ เหล่านี้ต้องเข้าสถานลหุโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก แบบว่า พอออกไปก็ทำความผิด กลับมามาอีก ซ้ำไปซ้ำมา เพราะว่า "แก๊ง" ของเด็กๆ เหล่านี้ จะมีการทะเลาะกัน หรือฆ่ากันระหว่างแก๊ง ซึ่งจะนำเด็กพวกนี้ไปสู่วังวนชีวิตที่ย่ำแย่ และจะต้องเดินเข้าออกคุกไปตลอดชีวิต
เรื่องมาจากเรื่องจริง ของผู้คุมบ้านเยาวชนคนหนึ่งชื่อ "Sean Porter" ที่พยายามสร้างโครงการกีฬาฟุตบอลขึ้นมา เพื่อให้เด็กมีวินัย ไปใช้สมาธิมุ่งมั่นในสิ่งที่สร้างสรรค์ และในที่สุด เด็กพวกนี้ก็จะไม่ต้องกลับมาเข้าคุกอีก
แล้วได้อะไรบ้างจากหนังเรื่องนี้ ก็คือ
-
“The Gridiron is a football field. On the Gridiron, we do it my way, not your way. Your way got you here. Whatever gang you claim, whatever hood you're from, this is your hood now.”
... your way ก็คือ หนทางที่ทำให้เขามาติดคุกน่ะเอง
... my way ก็คือ ความเป็นทีม ของเด็กๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อทีม -
รู้สึกดีดี กับความมุ่งมั่นของผู้คุม ที่ตั้งใจ ไม่เคยมีความโกรธ ทำเพื่อให้เด็กรู้จักดำรงชีวิตในสังคมได้ อย่างเป็นปกติ ... เพราตอนสุดท้าย เขาก็ได้ชี้ให้เห็นว่า เด็กกลุ่มนี้ดีขึ้นถึง 75% จากเดิม ไม่มีเลย
-
รู้สึกถึงความรัก ความอบอุ่นในสังคม สถานลหุโทษ ไม่ใช่แต่ตัวผู้คุมคนเดียว และขยายเป็นทั้งทีมของผู้รับผิดชอบทั้งหมดด้วย
-
รู้สึกถึงความรู้สึกของเด็กๆ ที่แสดงออกมาว่า เขาก็ไม่เลวร้ายอะไร เพียงแต่เขาทำตามสภาพแวดล้อมที่ไปกำหนดเขา ก็คือ บ้าน ชุมชน สังคม เพื่อน ฯลฯ
ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งนะคะ ที่สามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการมองผู้คนรอบข้างเรา ว่า เขาคิดอย่างไร ทำอย่างไร เพื่อเหตุผลอะไร ... ทำให้เราได้เข้าใจเพื่อนร่วมงานมากขึ้น และปรับให้เข้ากันได้ด้วยค่ะ

ได้รับข้อวิเคราะห์ดีๆ เหมือนได้ร่วมหนังเรื่องนี้ เป็นการสนับสนุน การคิดเชิงบวก พื้นฐานมนุษย์ก็รักดีกันทุกคน หากคนรอบข้างให้โอกาส
แหม...เข้ามาบอกว่าเราทำเหมือนกันเลยค่ะ ดูหนัง UBC หลายครั้งแบบต้นที กลางที ปลายที จนได้ครบทั้งเรื่อง เรื่องนี้ก็ได้ดูแต่เสียดายไม่ได้ครบทั้งเรื่องแบบคุณหมอนนท์ค่ะ ส่วนนึงน่าจะเป็นเพราะหน้าอีตาพระเอกน่ะค่ะ ไม่นึกว่าจะเป็นหนังแนวนี้เลย เดี๋ยวต้องถาม 3 หนุ่มน้อยที่บ้านว่า ดูแล้วคิดยังไง เอามาเทียบกับที่คุณหมอนนท์เล่านะคะ
เชื่อเหมือนปรัชญาเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ ว่าคนทุกคนโดยเฉพาะเด็กๆเยาวชนมีส่วนดีในตัวที่ต้องการให้คนพยายามเข้าใจเขา และแสดงความเชื่อมั่นในตัวเขาให้เขามั่นใจในตัวเอง ไม่มีใครเลวร้ายจริงๆหรอกค่ะ สิ่งแวดล้อมต่างหากที่ทำให้คนที่ค่อนข้างอ่อนแอ ต้องหลงทาง ถ้ามีคนให้โอกาส ให้ความเข้าใจ ทุกคนกลับมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้เสมอ จะคอยบอกลูก เวลาที่เขาเล่าเรื่องเพื่อนที่นิสัยไม่ดีให้ฟัง อยากให้ลูกช่วยเพื่อนด้วยการทำความเข้าใจ ให้โอกาส ช่วยให้เพื่อนรู้สึกดีๆกับตัวเอง เพราะถ้าเราช่วยคนแบบนี้ได้ ก็ถือเป็นการช่วยสังคมโดยรวมไปด้วยนะคะ
สนุกมากมั้ยคะ
ครูอ้อย ก็ไม่ได้ ดูละเอียด แต่ชอบ ตอนที่ เขามีให้ผู้สูงอายุ เต้นรำสากล แบบ สเต็บด้วยค่ะ น่ารักมากเลยค่ะ
มีรำไทยด้วย ทั้งหญิงและชายค่ะ
บาง ที ก็ ไม่ มี ที่ สำ หรับ คน แบบ พวก ผม ตลอด ไป หรอก นะ