จานฯรุ่นนี่แหละที่กองเป็นขยะตามโรงเรียน ภาคเอกชนเขาสนับสนุนทำแต่เรื่องดีงาม

ผมถูกทวงถามเรื่องขอทราบเหตุผล ปัญหาและสาเหตุที่ไม่จัดอบรมให้แก่ประชาชน ตามขอบเขตการดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ICTชุมชน ก็ขอกล่าวนามตามท้องเรื่องสักเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการที่ฟังชื่อหรูหรามาก ตอนแรกเราก็ดีใจที่ได้รับการสนับสนุน ผมนั้นก็ชอบเรียนรู้เรื่องพวกนี้ และรู้เห็นพัฒนาการเรื่องITพอสมควร เคยไปดูงานเรื่องนี้ที่อินเดีย ก็ไม่เห็นใครเขาทำเรื่องมักง่ายทำนองนี้

การติดตั้งอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนต่างๆ พบว่ามีปัญหาเรื่องการจัดหาอุปกรณ์คุณภาพต่ำมามอบให้ ระบบที่นำมาใช้ คอมพิวเตอร์และจานรับสัญญาณ ถ้าไม่ตกรุ่นก็หารุ่นแทบไม่เจอ สุดท้ายอุปกรณ์เหล่านี้ทิ้งเป็นซาก จะเอาไปปลูกผักชีก็ไม่เหมาะ โรงเรียนไหนอยากจะมีระบบICTที่พอใช้ได้ ต้องหาเงินซื้อบริการของบริษัทเอกชนมาใช้ ประสิทธิภาพของภาครัฐฯแทนที่จะนำร่อง ก็ตกร่องอย่างเหลือเชื่อ แล้วเราจะมีกระทรวงไอซีทีไว้วิ่งตามก้นบริษัท ทำไมครับ!

จะเห็นว่าระบบการพัฒนาการเรื่องICTในประเทศนี้ นอกจากจะมีปัญหาในส่วนอื่นแล้ว ตัวหน่วยงานของภาครัฐที่ควรจะมีความรับผิดชอบ เป็นผู้กำกับการส่งเสริมและพัฒนา กลับเป็นตัวเพาะเชื้อความไม่ชอบมาพากลเสียเอง

ในส่วนของโครงการICT.ชุมชน เราได้รับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยี่ห้อหมาเมิน20ตัว ทีวี1เครื่อง เครื่องถ่ายเอกสาร1เครื่อง มาพร้อมกับระบบการสื่อสารสมัยพระเจ้าเหา เปิดแค่3เครื่องคอมฯก็อืดแล้ว ลองใช้ดู2-3ครั้งระบบก็เจ๊ง แจ้งไปที่กระทรวงฯ ก็บอกให้เราติดต่อกับบริษัทที่เหมาโหลงานติดตั้ง ยังไม่ได้ใช้จริงจังก็ทำท่าเป็นเศษขยะแล้ว เครื่องมืออย่างนี้ละครับที่จะให้เราอบรมชาวบ้าน100คน

ป้ายโครงการของกระทรวงฯ ยังเขียนผิดเป็น ไอทีซี

ไม่ต้องใช้วิจารณญาณระดับไหนก็รู้ว่า กระทรวงแห่งนี้โลเทคฯอย่างที่สุด โดยเฉพาะจิตสำนึกที่บกพร่องทางจริยธรรม ลองสังเกตป้ายที่เขาเอามาติดก็ยังเขียนผิด น่าเศร้าไหมครับ

พวกเราชาวไทยได้รับการสนับสนุนอะไรจากภาครัฐฯ เขาจะเอาอะไรมาให้ แย่แค่ไหนก็ไม่พูด เกรงว่าจะไม่ได้ พวกนี้จึงดูถูกประชาชน กล้าที่จะหมกเม็ดทำเรื่องที่น่าละอายได้หน้าตาเฉย

นายอาจิน จิรชีพพัฒนา ประธานกรรมการคณะกรรมการกำกับการทำงานและตรวจรับงานของที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งICT.ชุมชน มีหนังสือแจ้งมาให้ผมอบรมประชาชน100ราย โดยมีที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ICTชุมชน จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นผู้ประสานการอบรม เป็นงานอบรมที่ลับๆล่อๆ นอกจากคนบ้าและเมาเท่านั้นที่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ผมตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.   จำนวนชาวบ้าน100 คน เราจะไปหามาจากไหน บ้านแกก็ไม่มีคอมพิวเตอร์ แกไม่รู้จัก แกไม่ต้องการ จะเอาแกมานั่งอบรมไปหาสวรรค์วิมานอะไรไม่ทราบ ผมคนไปชวนก็จะโดนแกตะเพิดว่าบ้ารึเปล่า ผมนะอยากเจอหน้าอาจารย์ที่จะมาอบรม สงสัยว่าจะเป็นเทวดาด้านคอมพิวเตอร์ ถึงจะมาสอนให้ตาสีตาสารู้แจ้งแทงตลอดเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ได้ใน1วัน แนวคิดนี้ประหลาดและตลกมาก ไม่มีเหตุผลในทางปฏิบัติแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว   

2.   งบประมาณการอบรมอ้ำๆอึ้งๆ ไม่ทราบจนบัดนี้ว่ามีรายละเอียดอย่างไร บอกให้ส่งระเบียบปฎิบัติเป็นเอกสารก็ไม่ทำ ให้เด็กๆสั่งการทางโทรศัพท์ คงต้องการทำแบบหมกเม็ด กล้อมแกล้มพอให้ผ่านๆการตรวจรับ ได้ผลไม่ได้ผลไม่ต้องคำนึงหรือรับผิดชอบอะไร ผมทำงานเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ถ้าเรียงลำดับเรื่องอย่างหนาตราช้างสุดๆก็คงเป็นโครงการนี้ ยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำแห่งชาติได้ ที่มาสอนให้ชาวบ้านร่วมมือทำเรื่องไม่เหมาะสม ก็ลองนึกดูเถิด กระทรวงเทคโนโลยีฯมาส่งเสริมวิธีเหลวไหลให้กับประชาชน

3. ปกติที่มหาชีวาลัยอีสาน ให้ความรู้และอบรมเรื่องการใช้Blog กับนักศึกษา และผู้นำชุมชน คราวละ 5-10 รายอยู่แล้ว โดยวิทยากรที่มีความรู้จะดับBlogger จึงรู้ถึงความเป็นไปได้ ว่าถ้าจะนำICTไปสู่ชุมชนนั้น ควรจะเลือกความเหมาะสมและขั้นตอนอย่างไร

สุดที่ผมจะฝืนทำอะไรที่ขืนใจตัวเอง ตั้งใจว่าจะให้นายอาจิน จิรชีพพัฒนา มาขน

เอาเศษสวะเลวๆนี้กลับไป ผมไปขอบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าจากซูซาน จาก

Conductor หรือจากท่านที่อยากจะทำบุญคอมเครื่องเก่า มาสอนผู้ที่สนใจ ตาม

ความต้องการและเป็นจริง น่าจะสบายใจกว่า

รีบๆมาขนกลับไปเถิดนะ จะได้ทำบุญตักบาตรล้างซวยเสียที พนักงานบริษัทปูนซิ

เมนต์ไทย ที่เขาอุตส่าห์มาสร้างตึก6เหลี่ยมรองรับโครงการนี้ให้ ก็คงพลอยเสียความ

รู้สึกไปด้วย ผมอยากจะเอาเรื่องนี้ไปลงหนังสือกินเนสต์บุ๊ค ท่านใดทราบวิธีกรุณา

แจ้งด้วยครับ หรือสื่อมวลชนฉบับใดอยากได้ข้อมูลก็มาพิสูจน์ได้