ผมคุยกับเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่อึดใจก็เปรยออกมาอย่างหนักแน่นว่า “เรามาเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรกันดีกว่า !” ซึ่งนั่นคือที่มาของโครงการ “การจัดการความรู้ด้านกิจกรรมสู่ผู้นำนิสิต ครั้งที่ 3 : ภาคค่ายฤดูร้อน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 -24 กุมภาพันธ์ 2551 ณ บ้านเม็กดำ ต.เม็กดำ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม
โดยปกติเรามักจะจัดอบรมในมหาวิทยาลัย ภายใต้ห้องหับที่มีเครื่องปรับอากาศคำรามอยู่อย่างสุภาพ มีจอฉายโปรเจคเตอร์ มีกาแฟและอาหารที่ดูดีให้บริการอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือ มีการกล่าวเปิดอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็นั่งฟังบรรยายจากวิทยากรที่คุ้นบ้าง ไม่คุ้นบ้าง ... รวมไปถึงการแยกกลุ่มไปคุยกันในห้องเล็ก ๆ ที่เราจัดเตรียมไว้ให้ตามอัตภาพ เสร็จแล้วก็กลับมานำเสนอผลพวงแห่งการพูดคุยตาม “ขนบนิยม” ที่ปฏิบัติสืบมาอย่างคุ้นชิน !
และทุกครั้ง เราก็มีวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างองค์ความรู้ในเรื่องการออกค่ายให้แก่นิสิต โดยเน้นให้นิสิตและละชมรมต่าง ๆ ได้ทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันตามกรอบแนวคิดทำนองว่า “เปิดใจ – ไขความรู้ – สู่ประตูแห่งปัญญา” อันได้แก่ ใคร (เปิดใจ) มีอะไรดีก็สกัด (ไขความรู้) ออกมาแบ่งปันอย่างไม่บิดเบือน โดยมีจุดหมายร่วมกันคือการนำไปสู่เทคนิคที่ดีของการสร้างค่ายให้สัมฤทธิ์ผล (ประตูแห่งปัญญา) และกระบวนการเช่นนี้อาจช่วยให้ค่ายแต่ละค่ายได้เรียนรู้ชีวิตในมิติของชุมชนได้ครบถ้วน หรือหลากหลายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ... มิใช่พุ่งไปด้านใดด้านหนึ่งจนแห้งผากเสียทั้งหมด
นั่นคือ ... กระบวนการที่เราสร้างเวทีขึ้นมาโดยอาศัย KM เป็นเครื่องมือแห่งการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนิสิต และสร้างเวทีให้นิสิตกับนิสิตได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันตามสไตล์ของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ดีเวทีอย่างเป็นทางการเหล่านั้น ผมและทีมงานขับเคลื่อนต่อเนื่องมาถึงสองครั้งสองคราแล้วก็ว่าได้ แต่จากการประเมินก็ยังพบว่า เรายังไม่สามารถกระตุ้น หรือจุดประกายความคิดอันหลากหลายให้เกิดขึ้นกับนิสิตได้ เพราะเท่าที่พบ ค่ายหลายค่ายยังคงมุ่งไปสู่การ “สร้าง” และเราเองก็ยอมรับโดยดุษฎีว่า “ค่ายสร้างคือจุดแข็งที่แตะต้องและสัมผัสได้ง่าย” แต่เราก็อดที่จะตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า ในมิติการเรียนรู้ชุมชน ซึ่งหมายถึงวิถีการเรียนรู้ในทางวัฒนธรรมชุมชนกับกลายเป็นจุดที่หลายค่ายมองข้าม และที่สำคัญคือ ค่ายหลายค่ายเริ่มจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้น้อยลงอย่างน่าใจหาย ...
ด้วยเหตุนี้ ผมและทีมงานจึงตัดสินใจที่จะนำเขาไปเรียนรู้และสัมผัสจริงกับ “ความจริง” ที่แตะต้องและสัมผัสได้ และความจริงที่ว่านั้นก็คือ “ห้องเรียนอันมีชีวิต” ที่อยู่ใน “บ้านเม็กดำ” นั่นเอง
“ลำพังชู” คือห้องเรียนอันมีชีวิตห้องเรียนแรกที่ผมนำมาให้บรรดาผู้นำค่ายได้สัมผัสเรียนรู้ โดยแบ่งกลุ่มให้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนและสายน้ำแห่งนี้ว่าเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง ?
ผมและทีมงานร้องขอให้ชาวบ้านช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์จับปลาไว้ส่วนหนึ่ง รวมถึงเครื่องครัวอื่น ๆ เท่าที่จำเป็น ตลอดจนรบกวนให้ชาวบ้านได้นึ่งข้าวเหนียวและจับปลาจำนวนหนึ่งมารอไว้... ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะหากนิสิตจับปลาไม่ได้ซักตัว ก็คงหนีไม่พ้นการหิวข้าวจนตาลาย, และในที่สุดก็คงต้องเรียงแถวเป็นลมล้มพับกันไปตามระเบียบเป็นแน่ ซึ่งจากการพยากรณ์ของชาวบ้านก็ยืนยันชัดเจนว่า ... ภูมิอากาศเช่นนี้ คงยากยิ่งต่อการที่จะจับปลาขึ้นมาได้ !

ผมและทีมงานกำหนดให้นิสิต 3 กลุ่มออกศึกษาเรื่องราวของห้วยลำพังชู โดยมีชาวบ้านเป็นวิทยากรนำไปสู่การเรียนรู้ บางกลุ่มตะลอนทัวร์ไปดูการเพาะปลูกพืชผลที่อยู่สองฝั่งห้วย บางกลุ่ม หรือบางคนก็เที่ยวตะเวนงมหอย หรือไม่ก็ลงเรือไปจับปลาโดยมีชาวบ้านผู้ชำนาญการคอยเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งนั้นให้ปักหลักเป็นพ่อครัวและแม่ครัวคอยจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร ทั้งตำส้มตำ ปิ้งปลา ย่างปลา ..


อาหารมื้อเที่ยงถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย .. ทุกคนดูจะมีความสุขกับการได้กินข้าวในบรรยากาศเช่นนี้ ส้มตำถูกลำเลียงจากครัวบนเถียงนาหลังน้อยอย่างต่อเนื่อง ปลาปิ้ง จากเตาร้อน ๆ อวดกลิ่นหอมเรียกน้ำย่อยได้อย่างมหาศาล นิสิตและชาวบ้านนั่งกินข้าวร่วมวงอย่างเป็นกันเอง หลายเรื่องถูกยกมาสนทนาในวงข้าวอย่างออกรสออกชาติ ...
ทันทีที่มื้อเที่ยงสิ้นสุดลง แต่ละกลุ่มสัญจรไปหามุมสงบพูดคุยและสรุปบทเรียนกันตามอัธยาศัย บ้างเลือกเถียงนา หรือไม่ก็ร่มไม้กลางทุ่งโล่งเป็น “วงเล่า” มีเพียงกลุ่มพ่อครัวและแม่ครัวเท่านั้นที่ยังปักหลักยึดที่อาณาบริเวณใกล้ ๆ เถียงนาอันเป็นโรงครัวของตัวเองเป็นฐานที่มั่นเพื่อตั้ง “วงเล่า” ในแบบสบาย ๆ .. จากนั้นก็กลับมานำเสนอเรื่องเล่าอันเกิดจากการศึกษาร่วมกันอย่างสนุกสนาน หลายคนวิพากษ์กันอย่างน่าทึ่ง ..ฟังดูเป็นเหตุเป็นผล ..แต่บางคนกลับดูเหมือนจะร่ายมนต์ยกเมฆและดำน้ำมาอย่างเห็นได้ชัด จนปราชญ์ผู้ช่ำชองพื้นที่อย่าง “พ่อใหญ่ดา” อดรนทนไม่ไหว เลยต้องลุกขึ้นมาบอกกล่าวเล่าแจ้งในเรื่องต่าง ๆ ทำเอานิสิตตกอยู่ในอาการ “งึด” (ทึ่งในภูมิรู้) ไปตาม ๆ กัน

นั่นคือบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสภาพจริงอันเป็นหนึ่งในวิถีวัฒนธรรมของผู้คนที่พึ่งพิงอย่างสมถะกับธรรมชาติ ซึ่งผมก็เชื่อเหลือเกินว่า นิสิตเกือบทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่น่าจะยังไม่คุ้นเคยกับการได้สัมผัสในวิถีการกินอยู่แบบนี้เท่าใดนัก !
ภายหลังการนำเสนอผลแห่งการตั้ง “วงเล่า” ยุติลง ผมและทีมงานก็ร่วมกันสรุปภาพรวมคนละนิดคนละน้อย ซึ่งผมได้ทิ้งประเด็นถึงเรื่องราวแห่งการเรียนรู้ ณ ลำพังชูนี้ไว้ 3 ประการ คือ
1. มุ่งให้นิสิตได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ฝึกทักษะการรับรู้และรับฟังเพื่อนร่วมงานอย่างมีเหตุและผล (เปิดใจ)
2. มุ่งให้นิสิตได้เกิดกระบวนการเรียนรู้วิธีในการหาข้อมูล ทั้งในแง่ของการสัมภาษณ์ พูดคุยกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากชาวบ้านที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญา หรือแม้แต่การทดลองที่จะปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง (ไขความรู้) ไม่ใช่นอนเอามือก่ายหน้าผากรอให้ความรู้หล่นลงมาจากท้องฟ้า ..
3. มุ่งให้นิสิตตระหนักว่าในทุกพื้นที่ย่อมมีขุมทรัพย์ความรู้อยู่อย่างหลากหลาย ทั้งในภูมิศาสตร์ ตัวบุคคล (ประตูแห่งปัญญา) และเมื่อออกค่ายในแต่ละครั้ง ก็ควรต้องไม่ละเลยที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้นบ้าง อันเป็นแนวคิดและความเชื่อที่ว่า “ทุก ๆ ที่มีเรื่องตำนานของมันเอง”
และนั่นคือ การจัดค่าย KM ในแบบ "กินกลางดิน" และเป็นไปตามสไลต์ งู ๆ ปลา ๆ ของผมและทีมงาน ที่เปลี่ยนภาพจากการบรรยายและเน้นพูดคุยกันในห้องประชุมออกมาสู่การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ซึ่งเน้นให้เขาได้ "ปฏิบัติ" ด้วยตัวเอง แต่ก็แทบไม่น่าเชื่อว่านิสิตหลายองค์กรชื่นชอบ, ประทับใจ และยืนยันว่า จะนำกระบวนการและวิธีคิดเหล่านี้ไปใช้ที่ค่ายของตนเองอย่างแน่นอน
ที่เหลือก็คงต้องตามติดประเมินกันต่อไปว่า ... จะเป็นจริงตามที่เขาพูดกับเรา กี่มากน้อย, กันแน่
สวัสดีคะอาจารย์ มักหลาย ๆ
ได้ความรู้จริงของชีวิต ฝั่งเข้าเนื้อในตัวตน
เป็นความซาบซึ้งใจ นึกถึงเมื่อไรก็มีความสุขอย่างภาคภูมิใจเสมอ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
เป็นการสะท้อนชีวิต เรื่องราวการออกไปสัมผัสโลกของภายนอก และชุมชนทำให้นิสิตเกิดความตระหนัก การเป็นผู้ให้ และการช่วยเหลือซี่งกันและกัน ความมีน้ำใจ อีกทั้งอยู่ร่วมกันได้อย่างดี
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
ด้วยใจที่เปิดกว้าง ก็พบทางแห่งปัญญา
ด้วยใจที่ไร้จิต ความคิดก็พัฒนา
ด้วยใจที่ไม่เต็ม เคเอ็มก็ออกมา
ด้วยใจของแผ่นดิน ก็สูญสิ้นซึ่งอัตตา
สวัสดีครับ ..ป้าหมู ของเด็ก ๆ
สวัสดีครับ พี่อนงค์ MSU-KM :panatung
ค่ายนี้, เน้นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับนิสิต , และนิสิตกับชาวบ้าน ในขณะที่ผมและทีมงานถอยออกมาสังเกตการณ์ และทำหน้าที่สรุปบทเรียนร่วมกับพวกเขาเป็นระยะ ๆ ..
และทุกครั้งที่มีการสรปุบทเรียน เราก็จะโยงมาที่ค่ายที่พวกเขากำลังจะทำในเดือนมีนาคมเสมอ .. เพื่อย้ำให้เขาเห็นทิศทาง หรือช่องทางที่สามารถนำความรู้ที่ได้จากค่ายนี้ไปใช้กับค่ายของตนเอง เช่น การจัดสรรคนส่วนหนึ่งในการ "เลาะบ้าน" ... ไปเรียนรู้วิถีชุมชนแล้วนำกลับมาบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ที่อยู่ค่ายในโรงเรียนได้ร่วมเรียนรู้ และนำไปสู่การบันทึกเป็นลายลักษณ์ แล้วให้มีการหมุนเวียนกันออกไปเรียนรู้เรื่องต่างๆ อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ผูก หรือจำกัดใครแต่ละคนไว้เพียงงานในด้านเดียวเท่านั้น
...
ขอบคุณครับ
หลายๆค่ายมุ่งไปที่การสร้าง...เพราะมองเห็นผลชัด
แต่คุณพนัส พยายามริเริ่ม ให้มีวิถีการเรียนรู้ในทางวัฒนธรรมชุมชน ที่ค่ายหลายค่ายเริ่มจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้น้อยลงอย่างน่าใจหาย ...
พี่ดีใจที่คุณพนัสคิดอะไร ที่ลึกซึ้ง มองการณ์ไกล แตกต่างจากผู้อื่นค่ะ แต่ก็เหนื่อยกว่ามากๆด้วยนะคะ
เห็นแบบนี้แล้ว ครูเออยากกลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง ทำไมตอนเราเรียน ไม่มีแบบนี้มั่ง คงได้อะไรเยอะ นอกเหนือจากบทเรียนในกระดาษ
คิดว่าน่าจะเป็นภาพที่นักศึกษาต้องจดจนไปอีกนาน
คงต้องกลับไปคิด และไปปรับใช้กับน้องๆประถมบ้างนะค่ะ
การออกค่ายเป็นประโยชน์มาก ๆ เลยครับ ได้เรียนรู้วิถีธรรมชาติ การดำเนินชีวิตแบบไทย ๆ การอยู่ร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ละลายพฤติกรรม ได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบการพึ่งพา และได้แฟน
ขอเป็นกำลังใจให้ทำต่อไปครับ และฝากบอกนักศึกษาด้วยว่า เรียนจบแล้วกลับไปพัฒนาบ้านตัวเองเด้อ! สิบอกไห่!
อ้อยควั้น
สวัสดีค่ะ...อ.แผ่นดิน
สวัสดีครับ
บรรยากาศน่าตั้งวง
เสวนาในพื้นที่ ทำให้ซึมซับบรรยากาศได้มากกว่า
ไอเดียเยี่ยมครับ
สวัสดีครับ ป้าแดง ..pa_daeng
กิจกรรมครั้งนี้ อันที่จริงยังไม่หวังผลระยะยาวให้เขาสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตในภายภาคหน้าเท่าไหร่นัก แต่มุ่งเน้นลงที่การสะกิดเตือนให้นิสิตได้นำแนวคิดที่เขาสามารถขบคิดและสังเคราะห์ได้ด้วยตัวเองไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับกิจกรรม หรือโครงการ "ค่าย" ที่ตนเองกำลังที่มีขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้านั้นเป็นที่ตั้ง
ป้าแดงเคยดูแล นักเรียนพยาบาล เคยพาเด็กไปแบบนี้ แล้วป้าแดง ก็โดนปลด บอกว่าป้าแดง พาลูกๆเขาไปลำบาก
ฟังแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้เลยครับ และเสียดายแนวทางอันสร้างสรรค์ที่นักศึกษาพยาบาลควรได้พบเจอ เพราะลำพังการศึกษาในห้องและปฏิบัติจริงตามเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลก็คงยังไม่มากพอ ... วิถีเช่นนี้จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้การทำงานอย่างเป็นทีมกันมากขึ้น ได้พบเห็นวิถีวัฒนธรรมอันเป็นชะตากรรมจริง ๆ ที่มีค่ายิ่งต่อการปรับทัศนคติของเขาเอง
ผมเองเป็นคนผลักดันให้เกิดชมรมเพื่อสุขภาพขึ้นในมหาวิทยาลัย เป็นชมรมสังกัดสโมสรนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ อย่างน้อยชมรมนี้ก็พานิสิตคณะพยาบาลได้ออกไปทำกิจกรรมกับสังคมบ้าง บางครั้งก็ถูกจีบจากค่ายต่าง ๆ ให้ไปช่วยเติมเต็มค่ายของพวกเขา ซึ่งก็ยังคงยั่งยืนสืบมาจนบัดนี้ก็ครบ 10 ปีพอดี ..
....
เสียดายครับ ...
แต่ก็เชื่อว่าป้าแดงได้ทำดีที่สุดแล้ว ..
...
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ ท่าน ผอ.วิชชา (small man)
ผมคิดอยู่หลายตลบมากว่าจะทำยังไงถึงจะแต่งโคลงกลอนตอบอาจารย์ได้ แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ เพราะไม่สันทัดนัก ...
ด้วยใจที่เปิดกว้าง ก็พบทางแห่งปัญญา
ด้วยใจที่ไร้จิต ความคิดก็พัฒนา
ด้วยใจที่ไม่เต็ม เคเอ็มก็ออกมา
ด้วยใจของแผ่นดิน ก็สูญสิ้นซึ่งอัตตา
และจากกลอนข้างต้น สิ่งที่เด่นชัดซึ่งช่วยเติมเต็มบันทึกนี้อย่างน่ายกย่องก็คือ การพุ่งประเด็นไปสู่กุญแจแห่งความสำเร็จในทุก ๆ เรื่อง นั่นก็คือ "ใจ" หรือ "หัวใจ" ของเรานั่นเอง และผมเองก็ย้ำกับนิสิตที่ไปร่วมกิจกรรมนี้อยู่บ่อยครั้งว่า ..
"สำคัญที่ใจ ...ว่าเธอต้องการอะไรจากค่ายนี้"
ดังนั้น, กิจกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นจึงมีชื่อว่า "มีความหมายใดในค่าย.." โดยให้แต่ละคนเขียนออกมาว่า ทำไมถึงชอบทำกิจกรรมที่เป็นค่ายนักหนาและมาค่ายนี้เพื่ออะไรกันแน่ ... ซึ่งส่วนหนึ่งผมได้นำไปลงในบันทึกที่เกี่ยวกับวันขอบคุณนักกิจกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ...
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ คุณน้อง พิชชา
ผมยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ หลายอย่างที่ทำนั้นคือการ "โยนหินถามทาง" เท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า การโยนหินแต่ละครั้งนั้น ไม่ว่าจะโยนโดยผม หรือลูกน้อง หรือแม้แต่นิสิต ผมก็มักจะให้ความสำคัญทั้งในฐานะผู้โยน, หรือพี่เลี้ยง, หรือผู้สังเกตการณ์ด้วยอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง
แต่หากการโยนหินไปนั้นจะก่อเกิดสิ่งอันดีและมีประโยชน์ต่อใคร ๆ ขึ้นมาบ้าง ขอยกความชอบนั้นให้กับทีมงานและนิสิตเลยแล้วกัน เพราะพวกเขาคือส่วนหนึ่งอันแท้จริงของเนื้องานนั้น ๆ .. สิ่งเหล่านี้เราคิด เราสร้างและร่วมคิดร่วมทำกับพวกเขาก็จริง แต่ความยั่งยืนมันอยู่ที่พวกเขาจะนำไปปฏิบัติ หรือต่อยอดและชำระให้ร่วมสมัยได้แค่ไหนเป็นสำคัญ ...
การทำงานในระบบบริหารอย่างผม, วันหนึ่งก็ผ่านพ้นไป ...ทีนี้แหละคือการพิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านั้นหลงเหลือต้นทุน และดอกเบี้ยอันดีกี่มากน้อย ..
...
ขอบคุณครับ
หวัดดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
ผมมีความสุขกับกิจกรรมนี้มาก ... ไม่เครียด ไม่ติดยึดกับระบบและพิธีการที่จำเจ, ซ้ำซาก ท่านผอ.ที่ลงพื้นที่ไปด้วยก็ลุยกับเราแบบไม่มีชนชั้น
ที่เม็กดำ, ก็ได้พ่อใหญ่ดานี่แหละครับดูแล, นำพา, และความรู้มาแลกเปลี่ยนกับนิสิต ...
ผมมีความสุขกับกิจกรรมนี้มาก เพราะเมื่ออ่านแบบประเมินแล้ว เกือบร้อยทั้งร้อยมีความสุขกับกิจกรรมนี้ ชื่นชอบและชื่นชมในรูปแบบ หลายคนอยากให้เพิ่มจำนวนวันและลงลึกในทางด้านเนื้อหามากกว่านี้ และหลายคนก็ค้นพบการเติมเต็มค่ายของตนเองจากกิจกรรมในครั้งนี้
แต่ก็อย่างว่า, ก็คงต้องติดตามประเมินกันอีกครั้งว่า แท้จริงนั้นได้เกิดกระบวนการนำไปปฏิบัติจริงได้กี่มากน้อย ..ผมคงไม่หวังมากมาย ขอให้เขาคิดที่จะทำและลงมือทำบ้างก็ชื่นใจแล้วครับ
....
สวัสดีครับ อ.แพนด้า Panda
สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยก็คือ นิสิตกลุ่มนี้โชคดีที่มีพื้นที่คุณภาพในทางสังคมให้เรียนรู้ และโชคดีที่ได้รับความเมตตาจากชุมชนในการนำพาไปสู่กระบวนการต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง และเต็มที่ โดยเฉพาะพ่อใหญ่ดานั้นต้องถือได้ว่าท่านได้ทุ่มเท, ใส่ใจ, ทั้งในด้านการดูแลและในด้านความรู้ที่เต็มอัตราศึกอย่างไม่เกี่ยงงอน
กระบวนการเหล่านี้, จะช่วยนิสิตได้ค้นหาเครื่องมือในการทำงานกับชุมชน เพราะเวลาไปออกค่ายแล้ว เขาต้องมีทักษะ หรือเทคนิคต่าง ๆ ที่จะพาตัวเองเข้าสู่ชุมชนอย่างกลมกลืน , สามารถที่จะเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านได้อย่างมีกระบวนทัศน์ และมีทัศนคติที่ดีต่อการที่จะเปิดใจเพื่อให้เกียรติต่อชุมชนในฐานะของการเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ...
... นั่นก็เป็นอีกความหมายหนึ่งที่ผมอยากให้นิสิตได้เกิดการเรียนรูจากค่ายที่ว่านี้ ...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับพี่ศศินันท์ Sasinanda
หลายๆค่ายมุ่งไปที่การสร้าง...เพราะมองเห็นผลชัด
แต่คุณพนัส พยายามริเริ่ม ให้มีวิถีการเรียนรู้ในทางวัฒนธรรมชุมชน ที่ค่ายหลายค่ายเริ่มจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้น้อยลงอย่างน่าใจหาย ...
พี่ดีใจที่คุณพนัสคิดอะไร ที่ลึกซึ้ง มองการณ์ไกล แตกต่างจากผู้อื่นค่ะ แต่ก็เหนื่อยกว่ามากๆด้วยนะคะ
....
ครับ, ผมเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อชั่งวัดกับมิติแห่งความสุขที่ได้รับนั้น ..คุ้มค่าอย่างมหาศาลเลยทีเดียว
จากนี้ไปก็เป็นอีกก้าวของการพิสูจน์ว่า .. ทีมงานที่เหลือจะทำงานกันอย่างไร ระบบที่เคยมีนั้นเป็นความเข้มแข็งเฉพาะบุคคล หรือเป็นระบบของทีมเวิร์ค ..
เมื่อพ้นก้าวพ้นออกมา หากพวกเขาสานงานไม่ได้ หรือขับเคลื่อนงานไม่ได้ ก็คงสะท้อนให้เห็นว่า 1 ปีที่ผ่านมาผมก็ล้มเหลวในการสร้างคนอยู่เหมือนกัน
ขอบพระคุณครับ