ถ้ายัง รีบ ๆ ไปกราบตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง ถ้าคุณกราบท่านไม่ทัน :)

ผมสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมาจะครบ 4 ปี ซึ่งถือว่า น้อยมาก เมื่อเทียบกับครูหลาย ๆ คน ที่มีโอกาสเข้ามาอ่านบันทึกนี้

ผมเลือกจะทำหน้าที่ในการเป็นครูให้ได้ดีที่สุด

"คนเป็นครู" ไม่ใช่สอนแต่หนังสือ ให้แต่ความรู้ ... "คนเป็นครู" ต้องสอนให้เด็กรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักตนเองว่า สิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีงาม สิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรเข้าใกล้

 

ในปีแรก ๆ ของการสอน ผมถือว่า เป็นครูที่ใหม่ต่อเทคนิควิธีการสอน ดังนั้น ผมจึงสอนโดยมุ่งไปที่ "ความแม่นยำ" ของเนื้อหาในวิชาที่รับผิดชอบ

ในปีที่สอง ที่สามของการสอน ผมมองเห็นอะไรหลายสิ่งที่นักศึกษาที่เขามี เขาเป็น เขาแปลก มีพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้องในสายตาของผม

 

ยกตัวอย่าง เช่น

  • การสูบบุหรี่เป็น สูบไปเรื่อยอีกต่างหาก ดูเหมือนมันจะดูเท่ห์ .. หรือ
  • ตกเย็น วันว่างเสาร์-อาทิตย์ ก็นั่งกินเหล้ากับเพื่อน ๆ ด้วยความที่คิดว่า มันดูดี มีชาติตระกูล แสดงความร่ำรวย มีเงินมีทองมาเลี้ยงเพื่อนฝูง หรือ เอาเงินพ่อแม่มาแชร์ค่าเหล้ากับเพื่อน .. หรือ
  • เวลาเรียนก็เอาตัวรอดจากการเรียนโดยการลอกแบบฝึกหัดเพื่อน ลอกข้อสอบเพื่อน ไม่ต้องคิดเอง สบาย ๆ คิดว่า แค่นี้ก็จบแล้ว หรือเอาเปรียบเพื่อนในการทำงานกลุ่ม โดยการให้แต่เงิน แต่ตัวเองไม่ช่วยเหลือเพื่อน ๆ ในกลุ่ม
  • หายออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อน โดยไม่ยอมบอกพ่อแม่ พ่อแม่ต้องตามหากันจ้าล่ะหวั่น
  • ติดยาบ้า ค้ายาบ้า ถูกตำรวจจับก็มีหลายคน
  • การท้องก่อนแต่ง ท้องในวัยเรียนก็มี (แต่ไม่เปิดเผย)
  • อีกมากมาย ฯลฯ

 

ประมาณปลายปี 2549 .. ผมได้นั่งดูรายการตีสิบ คุณวิทวัส สุนทรวิเนตร ได้เชิญคุณหมอนักพูดท่านหนึ่งมาสัมภาษณ์ในหัวข้อว่า "พูดอย่างไรคนถึงได้ร้องไห้เป็นร้อยเป็นพัน"

คุณหมอท่านนั้น คือ พ.อ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา .. นอกจากเป็นนักพูดแล้วยังดำรงตำแหน่ง "รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์" อีกด้วย

การสัมภาษณ์คุณหมอใช้เวลาออกอากาศถึง 2 ครั้ง .. ก่อนมานั่งดูตอนนี้ ผมได้มีโอกาสดูโฆษณาก่อนแล้ว บังเอิญช่วงนั้น เครื่องคอมฯ ที่บ้านผมได้ติดตั้ง TV TUNER and Capture Card พอดี แต่เสาอากาศใช้เสาหนวดกุ้งอยู่ ผมสามารถบันทึกรายการนี้ได้ แต่ความชัดเจนยังไม่ค่อยชัดมากนัก พอดูได้

 

เรื่องราวและเนื้อหาที่คุณหมอได้บรรยายนั้นเป็นเรื่องปัญหาที่เกิดกับวัยรุ่นทั้งหมด ยกตัวอย่าง เช่น

  • ปัญหาการสูบบุหรี่
  • ปัญหาการดื่มสุรา
  • ปัญหาการเสพยาเสพติด
  • ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
  • ปัญหาการทำแท้ง
  • ความกตัญญูต่อพ่อแม่

 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่า อุ้ย เป็นเรื่องธรรมดา ครูที่โรงเรียนเขาก็สอนกัน

แต่ .. อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นครับ ถ้ายังไม่ได้ดูจริง ๆ

การเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีของนักเรียนเป็นเรื่องยากในสมัยนี้ครับ เนื่องจากยุคนี้มีสิ่งเร้าที่ไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย การห้ามโน้นห้ามนี้มากเกินไป เด็กเขาจะไม่ฟังครับ

ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด คือ เกราะที่จะอยู่ในตัวเองครับ

ครู หรือ พ่อแม่ ต้องสร้างเกราะให้เขา ที่ตัวเขา ...

ตอนหนึ่ง คุณหมอกล่าวว่า "เด็กเดี๋ยวนี้ เขาเกเร เขาดื้อ ถ้ามีใครมาบอกให้เขาเปลี่ยน เขาไม่ยอมเปลี่ยนหรอก แต่ถ้ามีคนที่มีเหตุผลดีกว่ามาพูดให้ฟัง แล้วเขาเชื่อ เขาจะเปลี่ยน ... เหมือนหน้าเขาเปื้อนดินหม้อ ถ้ามีคนมาบอกว่า หน้าเธอเลอะดินหม้อนะ เขาไม่เชื่อหรอก แต่ถ้าเรายกกระจกขึ้นให้เขาส่อง เขาเห็นหน้าเขาเลอะ เขาจะเช็ดดินหม้อออกเอง"

 

จากการดูผ่านไป 1 รอบ ... ทำให้ผมค้นพบว่า คำพูดที่คุณหมอได้กล่าวไว้นั้น เป็นจริง ... คุณหมอเลือกใช้วิธีการพูดโน้มน้าวใจ บวกกับ สื่อวีดิทัศน์ที่แสดงถึงโทษจริง ๆ ... เวลาเราพูด เราต้องพูดให้หัวเราะก่อน หลังจากนั้น เราจึงพูดให้ร้องไห้ เมื่อร้องไห้แล้วเด็กจะเปลี่ยนพฤติกรรม น้ำตาที่ไหล คือ น้ำตาแห่งความดี ความกตัญญู ... นี่คือ หลักการของคุณหมอ

 

ซึ่งตรงกับหลักการสอนของผมพอดีว่า ผมมักจะไม่ชอบสอนแต่เนื้อหา ความรู้เท่านั้น แต่ผมชอบสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม การดำเนินชีวิตที่ดีให้เด็กเขาไปด้วย แต่ผมเองก็ได้แต่สอน แต่ผลที่ได้ ผมยังประมาณเอาเองว่า ร้อยละ 5 เท่านั้นที่ฟังผม แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดี

 

เมื่อผมค้นพบ การออกอากาศของคุณหมอ ... ผมจึงอยากทดลองใช้ "วีดิทัศน์การบรรยายของคุณหมอพงษ์ศักดิ์" ว่า ผลการใช้เป็นสื่อสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม จะเป็นอย่างไรบ้าง ?

 

ผมใช้สื่อนี้มาแล้ว 1 ปีการศึกษา .. นักศึกษาที่ใช้ทุกห้องที่ผมสอน มีทั้งนักศึกษาภาคปกติ ระดับปริญญาตรี นักศึกษาผู้ใหญ่มีงานทำแล้วจากระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต นักศึกษาผู้ใหญ่ ครูสอนเด็กเล็กของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นต้น ประมาณได้ว่า น่าจะสัก 1,000 คนใน 1 ปีนี้

 

วิธีการใช้สื่อของผม คือ

  1. นำเข้าสู่บทเรียนว่า วันนี้ผมจะฉายเทปรายการตีสิบนะ วิทยากรคือใคร เวลาดูให้ตั้งใจฟัง ตั้งใจดูอย่างไร เวลามีภาพหวาดเสียว อย่าหลบตา ใหตั้งใจดูดี ๆ เวลาเครียด อย่ากดปากกา (พฤติกรรมนี้ ผมนั่งสังเกตอยู่) ฯลฯ
  2. ผมจะแจ้งแบบทดสอบให้เขาไว้เขียน .. ผมจะแจ้งว่า แบบทดสอบนี้ ให้เขียนได้หลังจากดูเทปรายการนี้ เสร็จแล้ว แต่ระหว่างการชม ถ้าใครต้องการ Note อะไร ให้เขียนด้านหลังแบบทดสอบได้
  3. แล้วผมจะเปิด Notebook ผ่าน LCD Projector เหมือนฉายภาพยนตร์สักเรื่อง ประมาณ 1 ชั่วโมง
  4. ระหว่างการชม ผมจะสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา หัวเราะ ร้องไห้ ปกปิดอารมณ์ ทำเป็นคุยกับเพื่อน
  5. เมื่อเทปรายการจบ ก็ให้ลงมือเขียนแบบทดสอบ โดยผมจะแจ้งว่า ให้นักศึกษาเขียนจากความรู้สึกแรกหลังจากที่ดูจบ เป็นความรู้สึกจากหัวใจจริง ๆ ส่วนเนื้อหาความรู้ครูไม่ค่อยสนใจ ... ส่วนใหญ่จะใช้เวลาเขียนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
  6. ผมจะทำการตรวจแบบทดสอบ ดูว่า เขามีความตระหนัก หันมามองตัวเอง ทำความรู้จักตนเองมากขึ้นไหม ผมเรียกมันว่า "ความตระหนักรู้" เขายอมรับไหมว่า เขาได้ร้องไห้ ซาบซึ้งจริง โดยไม่โกหก หรือเสแสร้ง ... ถ้าพบว่า เขามี ผมจะให้คะแนนเขามาก ถึง เกือบเต็ม และคะแนนนี้คือส่วนหนึ่งของวิชาผม มีผลต่อเกรดในวิชาที่ผมสอนทุกวิชา เพื่อให้เขาตั้งใจดู ตั้งใจเขียน (เป็นเทคนิคครับ)

 

ผลของการใช้สื่อ

  • จากการอ่านงานของนักศึกษาเป็นพันคน ผมพบว่า ... นักศึกษาทุกคนเกิดความตระหนักรู้เกิดขึ้นจริง ๆ โดยมาจากงานเขียน การเสแสร้ง การโกหก ผมเชื่อว่า ผมไม่พบ
  • คนที่ไม่ให้ความสนใจมาก จะเขียนออกมาในรูปของการมุ่งไปที่เนื้อหา เขียนสั้น ๆ เขียนไปเรื่อย แบบนี้มีไม่มาก เหมือนพวกบัวขึ้นมาจากน้ำตมนิดหน่อย หรือไม่ก็เป็นลักษณะของการปกปิดอารมณ์ ไม่อยากให้ใครได้รู้ว่า คิดอะไรอยู่ ก็มี
  • ส่วนคนที่ให้ความสนใจนั้น จะเขียนตามที่รู้สึกจริง ๆ ถึงแม้ว่า การเรียบเรียงเนื้อหาของบางคนยังไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากการขาดทักษะการเขียน แต่ผมเชื่อว่า เขารู้สึก และตระหนักรู้จริง ๆ
  • ยิ่งไปกว่านั้น บางคนเขียนเลยว่า หนูดู แล้วหนูร้องไห้ออกมา หนูคิดถึงพ่อกับแม่หนู ถ้าออกมาแบบนี้ คือ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผมแล้ว

 

เดี๋ยวผมจะเอาข้อเขียนของนักศึกษาที่เพิ่งดูไป 1 คนนะครับ (ดูเมื่อวันที่ 8 ก.พ.51 นี้เอง)

 

เป็นข้อเขียนของนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนกับผม ลายมืออาจจะอ่านยากไปหน่อย เขียนผิดหลายที่ แต่นั่นไม่ใช่เป้าประสงค์ของผม ผมให้คะแนนงานชิ้นนี้ เต็มครับ .. จากความตระหนักรู้ที่เกิดขึ้น

ผมจะลองยกตัวอย่างออกมาให้บางคำบางประโยคนะครับ เพื่อท่านอ่านไม่ออกในข้อเขียนที่ยกมานี้

 

" ... ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้รับจากแม่ โดยไม่มีพ่อ แม่ของดิฉันเลี้ยงดิฉันกับพี่สาว น้องสาว มาด้วยตัวเอง ท่านเป็นที่รักของพวกเรา ถึงแม้ว่า ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ พวกเรายังไม่ได้ดูแลท่าน ดิฉันรู้สึกเสียใจมาตลอด ดิฉันคิดเสมอว่า ทำไมท่านไม่อยู่กับเราให้นานกว่านี้ให้เราได้ตอบแทนท่านบ้าง เหมือนกับที่ท่านเคยให้เรา แต่มันคงจะเป็นไปได้ยาก ... "

" ... การดูวีดิทัศน์การคลอดลูก ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ร้องไห้ เหมือนกับการได้บรรยายจากพระรูปหนึ่งเหมือนกับคุณหมอ ... "

" ... การที่คนเราจะก้าวหน้าได้นั้น เราต้องเป็นคนที่รักพ่อแม่ ใครที่กราบเท้าพ่อแม่นั้นจะประสบกับความเจริญ รุ่งเรือง ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยกราบเท้าแม่ให้แม่เห็น เพราะดิฉันเป็นคนขี้อาย แอบกราบตอนท่านหลับเท่านั้น และได้กราบอีกครั้งตอนที่ท่านเสียชีวิตแล้ว มันเป็นอะไรที่ดิฉันรู้สึกว่า ไม่ยุติธรรม ดิฉันยังไม่ได้ทำอะไรให้ท่านดีใจ หรือมีความสุขเท่าไหร่ แต่คนเราจะคิดได้ก็ต่อเมื่อสายไปแล้วเท่านั้น ... "

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ ... อ่านความรู้สึกของลูกศิษย์ผมคนนี้ รู้สึกเหมือนผมไหม .. มีอะไรมาจุกอยู่ที่อก พูดอะไรไม่ออก ... แบบนี้เขาตระหนักรู้หรือยังครับ ?

 

ผมเก็บแบบทดสอบนี้ไว้เกือบทั้งหมด คืนไปไม่กี่คน ... เพราะผมอยากเผยแพร่ให้เห็นว่า การสอนแบบนี้ มันมีผลต่อการรู้จักตนเอง ความมีคุณธรรม จริยธรรมของเด็กเอง เขาคือ อนาคตของชาติ ถ้าเขาคิดได้เร็วเท่าไหร่ ประเทศเราก็จะพัฒนาเร็วเท่านั้น สังคมก็จะมีแต่ความสงบสุข

ผมเชื่อว่า ... นี่เป็นวิธีการสอนที่ดีที่สุดของผม ตั้งแต่ผมสอนหนังสือมา .. ผมไม่สอนแต่เนื้อหาความรู้หรอก ผมต้องสอนสิ่งเหล่านี้ด้วย .. ครูที่เก่งจริง ต้องสอนให้เด็กเป็นคนดี ครับ

 

" ... ไม่มีใครเปลี่ยนใครได้ นอกจากเขาจะเปลี่ยนตัวของเขาเอง ... "

 

อีกตัวอย่างที่จะฝากท่านลองอ่านดูจากหนังสือไทยรัฐออนไลน์ ครับ เป็นผลจากการดูวีดิทัศน์เรื่องนี้เหมือนกัน

" สอนใจวัยรุ่น (http://www.thairath.co.th/news.php?section=entertainment05&content=18999) "

 

อืมม ... ผมมีเรื่องประทับใจอยู่เรื่องหนึ่งเหมือนกันครับ จากการทำ Research ส่วนตัวแบบนี้

 

นักศึกษาที่เป็นคนไทยภูเขาคนหนึ่ง เล่าให้ฟังในข้อเขียนของเขาว่า "แม่เขา เป็นคนอ่านหนังสือไม่ออก เวลาเขากลับบ้านไป แม่จะหยิบหนังสือพิมพ์มาให้เขา แล้วบอกว่า ช่วยอ่านให้แม่ฟังหน่อย ในทุก ๆ เช้า แต่เขาอ่านไปอย่างงั้น ๆ แบบไม่เต็มใจ เพราะรำคาญ และอยากออกไปเล่นข้างนอกเร็ว ๆ"

และเขาเล่าให้ฟังต่อว่า "แต่หลังจากที่ดูวีดิทัศน์ที่อาจารย์นำมาให้เขาดูแล้ว เขาสัญญากับตัวเองว่า ต่อไปนี้ เขาจะอ่านหนังสือพิมพ์ให้แม่ฟังทุกเช้า แม่เลี้ยงเขามาได้ทั้งชีวิต กับแค่อ่านหนังสือพิมพ์ให้แม่ฟังแค่นี้เขาทำไมจะทำไม่ได้"

 

It's TRUE. ครับ มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดจากการดูวีดิทัศน์ของคุณหมอพงษ์ศักดิ์นี้ ครับ

 

มันเป็นความซาบซึ้งใจส่วนตัวครับ .. ยิ่งอ่านข้อเขียนของเด็กเหล่านี้ ทำให้ผมมีกำลังใจในการสอน "คน" มากขึ้นครับ มันช่วยเติมความรู้สึกดี ๆ ให้เต็มหัวใจครับ

 

บุญรักษา ทุกท่านนะครับ ...

 

วันนี้ คุณกราบเท้าพ่อกับแม่ของคุณหรือยังครับ  ถ้ายัง รีบ ๆ ไปกราบตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง ถ้าคุณกราบท่านไม่ทัน :) 

 

หมายเหตุ : ผมขอเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก "ผมสอนให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ ด้วย วีดิทัศน์ของคุณหมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา" เป็น "วันนี้..คุณกราบเท้าคุณพ่อคุณแม่หรือยัง ?"