ย้อนกลับไปประมาณ 16 ปีที่แล้ว ในขณะที่อยู่ ม. 5 ก่อนสอบชิงทุน ก.พ. เราได้ตั้งจิตอธิษฐานกับ ร.5 ว่าหากเรามีความสามารถที่จะเรียนปริญญา ตรี โท เอก จนจบและยังมีความตั้งใจที่จะช่วยพัฒนาประเทศเมื่อจบเอกแล้ว ก็ขอให้เด็กบ้านนอกอย่างเราที่ยังอยู่ ม. 5 สอบติดทุน ทั้ง ๆ ที่เราประสบอุบัติเหตุ ถูกรถชนก่อนสอบประมาณ 10 กว่าวัน หมอก็บอกว่า ไม่ต้องไปสอบ เราก็อ่านหนังสือขณะที่เราอยู่บนเตียงหลังผ่าตัด จากนั้นเราก็เดินทางเข้ากรุงเทพครั้งแรกเพื่อไปสอบชิงทุน โดยมีแม่เราพาเราไปสอบที่กรุงเทพ
ตอนนี้ เราจบเอกแล้ว กลับมาสอนแล้ว และเราก็ทำทุกอย่างดีที่สุดที่เราคิดว่าจะมีส่วนช่่วยพัฒนาประเทศ แต่บางครั้ง เราก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นดีหรือไม่ วิชาที่เราสอน เด็กกลับมองว่า เป็นวิชาที่อยากลองของ เป็นวิชาที่งานเยอะมาก ถ้าหากเราไม่ได้เรียนตรีที่อเมริกา เราก็อาจจะไม่ให้งานเยอะแบบนี้ เพราะเรา เรียนที่นั้น เขาให้การบ้านเกือบทุกสัปดาห์ในทุกวิชาในสายอาชีพ แต่ก็ทำให้นักศึกษารู้จริง เราก็เลยมีความคิดว่า เวลาเราสอน เพื่อจะให้นักศึกษาได้รู้จริง ก็น่าจะสอนแบบนี้ด้วย แต่ดูเหมือนว่า วิชาที่เราสอนจะมีกิตติศัพท์มาก เรื่องมีงานเยอะ เด็กจึงพูดถึงวิชานี้ว่า "วิชาที่ไม่ค่อยมีคนกล้าลงกันเพราะกลัวอาจารย์ แต่ผมก็ลองของซะงั้น แล้วก็โดนของเล่นซะจริงๆด้วย" ถ้าเราเลือกได้ เราก็คงเลือกที่จะไม่เป็นอาจาย์ที่นักศึกษากลัว และไม่เป็นอาจารย์ของวิชาที่เด็กมองว่าอยากลองของ จริง ๆ ก็แค่อยากช่วยพัฒนาเด็กและให้ความรู้เด็กให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการที่เราให้งานเด็กไปทำก็ต้องแลกมาด้วยการที่เราต้องเสียเวลาตรวจการบ้านเด็กทุกวันหยุด ในวันหยุด แทนที่เราจะได้พักผ่อน เราก็ต้องมานั่งตรวจการบ้านเด็กเกือบทั้งวัน หรือแทนที่เราจะเอาเวลาไปหารายได้พิเศษ เพราะเราคิดว่า งานสอนเป็นงานหลัก สิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดในฐานะที่เป็นอาจารย์ก็คือการพัฒนาเด็กให้มีความรู้และความสามารถ
ถ้าหากใครมีวิธีที่จะทำให้เด็กมีความรู้และความสามารถ โดยไม่ต้องให้การบ้านเด็ก ช่วยกรุณาเสนอวิธีหน่อยค่ะ อยากจะให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข รู้จริง และมีความพร้อมที่ดีในการทำงานต่อไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันคงจะสวนทางกันอยู่สำหรับเด็กไทยที่ชอบสบาย และสภาพสังคมที่เด็กส่วนใหญ่ชอบแต่อ่านการ์ตูน เล่นเกม แชท หรือดูหนัง เป็นหลัก ไม่ชอบอะไรที่เสียเวลานาน ไม่ชอบอะไรที่จะต้องทำเอง ค้นคว้าเอง อยากจะถามแล้วได้คำตอบเลย แต่ในชีวิตจริงของการทำงาน เรามักจะเจอปัญหาที่เราต้องคิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง
เข้าใจและเห็นใจค่ะอาจารย์
ไม่รู้พี่หนิงแก่ไปหรือป่าว กลัวเขาหาว่ามีช่องว่างระหว่างวัย อิอิ พี่รู้สึกด้วยตัวเองว่า เด็กๆทุกวันนี้ไม่ค่อยชอบทำการบ้าน หรือรายงานอ่ะค่ะ หรือถ้าทำก็ ใช้ เทคนิค copy - paste ซะเยอะเลย
ความสะดวก สบาย หรือเทคโนโลยการศึกษามากไปหรือป่าวเนี่ย...
รายงานบางชิ้นของลูกๆที่ DSS จนพี่ต้องถามเขาว่า ค้นมาแค่นี้ รายงานชิ้นนี้กี่คะแนนดิบ หรือคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
พอทราบคะแนน บางทีพี่หนิง รู้สึกหมั่นไส้อ่ะค่ะ ถ้าพี่เป็นอาจารย์ประจำวิชา ทำมาแค่นั้น พี่ให้ทำซ่อมใหม่อ่ะ
ขอบคุณคุณ DSS "work with disability" ( หนิง ) ที่เข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจค่ะ ใช่ค่ะ ตอนนี้ดูเหมือนว่านักเรียนนักศึกษาเขาเรียนเพื่อได้คะแนน เพื่อได้ปริญญา โดยลืมไปว่า เขาน่าจะเรียนเพื่อความรู้ เพื่อความสามารถ
ขอบคุณคุณ ขจิต ที่เข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจค่ะ การบ้านที่ให้ก็เกี่ยวข้องกับการเรียนโดยตรงค่ะ แต่อาจจะแฝงการฝึกทักษะที่เขาต้องใช้ในการทำงาน เช่น การค้นคว้าหาความรู้ การสรุปความรู้ การเขียนบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น เห็นด้วยค่ะ ว่าเด็กเขาอยากเรียนจบเร็ว ๆ ได้เกรดดี ๆ ได้เงินเดือนมาก ๆ โดยที่อาจจะไม่อยากทำงานมาก ชอบแบบลัดและสบาย ซึ่งคงจะไม่ยั่งยืนเท่าใด
สวัสดีครับ อาจารย์กานดา
ให้กำลังใจอาจารย์ ครับ :) ขอให้เชื่อมั่นในความตั้งใจดีของอาจารย์
อาจารย์ลองตั้งคำถาม why กับ how ในห้องดูดีไหมครับ ตอบปากเปล่าก็ได้ครับ พยายามหลีกเลี่ยงคำถาม what และขอข้อแม้สามข้อครับ
สวัสดีอีกครั้งครับ .. อาจารย์กานดา
ขอบคุณครับอาจารย์ :)
ขอบคุณ อ. Wasawat ค่ะที่เข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจ และเข้าใจเพราะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน บันทึกของ อ. ฮาดีค่ะ และได้แสดงข้อคิดเห็นไปแล้วค่ะ
ขอบคุณคุณ Moonlight ค่ะที่เข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจ เห็นด้วยค่ะว่าเด็กดีก็มีอยู่แต่น้อยลง ๆ หน้าที่ของ อ ก็คือจะทำอย่างไรให้เด็กดีขึ้น ก็คงต้องตั้งใจทำแต่ก็ต้องเข้าใจและทำให้ปล่อยวางได้ เพราะทุกอย่างย่อมมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น
ขอบคุณคุณ Conductor ค่ะที่เข้ามาช่วยเสนอข้อคิดเห็น ทำอย่างที่คุณ Conductor มาหลายเทอมแล้วค่ะ เพราะถ้าไม่ทำ เด็กก็จะไม่ถูกกระตุ้นให้คิด อยากให้เด็กเรียนแบบเข้าใจ ก็เลยมักจะถามว่า ทำไม และอย่างไร เป็นประจำค่ะ บางทีถามคำถามที่สอนไปแล้วในคาบนั้นเลย เด็กก็ยังตอบไม่ได้ เพราะเขาอาจจะไม่มีสมาธิในการเรียนเท่าไหร่ ก็เลยต้องถามหลาย ๆ คน กว่าจะได้คำตอบที่ใกล้เคียง หรือเป็นเหตุเป็นผล แต่คิดว่า การสอนสายวิทย์ ยากค่ะที่คำถามจะไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ถ้าสอนสายศิลป์ น่าจะสนุกมากกว่านี้ ถ้าเด็กตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ได้หักคะแนนเขา แต่บอกให้เขามานั่งหน้าสุด เพื่อให้เขาตั้งใจเรียนมากขึ้น
สวัสดีครับอาจารย์
ผมเป็นหนึ่งคนที่เรียนวิชาที่อาจารย์เปิดสอบ ณ วันนั้นที่ผมลงวิชานี้ผมคิดไว้ว่าเพราะอาจารย์กานดาเป็นคนผู้สอน ผมจึงลงเพราะว่าผมเคยเรียนวิชาฐานข้อมูลกับอาจารย์ รู้สึกอาจารย์เอาใจใส่กับนักศึกษาทุกคน และงานหรือการบ้านที่อาจารย์ให้เยอะผมว่ามันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากกว่าวิชาอื่นๆที่ผมเรียนซะอีก แต่บางครั้งก็รู้สึกท้ออยู่เหมือนกันเพราะว่างานไม่ได้มีเฉพาะวิชาของอาจารย์เท่านั้น แต่อาจารย์ก็ใจดีมากถ้างานเยอะอาจารย์ก็เพิ่มเวลาให้อีก จนถึงวันนี้ผมไม่รู้สึกว่าเสียใจที่ลงวิชาของอาจารย์ รู้สึกว่าอยากให้อาจารย์สอนทุกวิชาเลยด้วยซ้ำ อาจารย์ทุ่มเทให้กับนักศึกษามากๆ ขอบคุณอาจารย์มากๆครับสำหรับที่ผ่านมา และเป็นกำลังใจให้อาจารย์นะครับ
โชคดีต่างหากที่ได้เรียนกับอาจารย์ที่ทุ่มเทแบบนี้ให้งานเด็กเยอะก็อยากให้เด็กฉลาดใช่ว่าเราจะสบายเราก็ต้องทำการบ้านหนักด้วยเหมือนกัน..เป็นกำลังใจให้นะ..สู้ต่อไปค่ะ
คำว่า "ต้อง/must" ทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตายไปครับ ทำให้คำตอบที่ถูกต้องมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว หลังคำว่า "ต้อง" ก็จะนำมาซึ่งคำว่า "เท่านั้น/only" ซึ่งทำให้คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าพลิกแพลง (ยกเว้นนักการเมือง) เพราะว่าโลกนี้มีมากกว่าคำว่าผิดและถูก ขาวและดำ ดีและไม่ดี
สวัสดีค่ะ ขอให้กำลังใจ อ. กานดา อีกคนนะค่ะ น้องเป็นอีกคนนึงค่ะที่ใฝ่ฝัน และตั้งใจที่จะเป็นอาจารย์ที่ดีเหมือนที่ตนเองได้รับการอบรมจากครู อาจารย์มาจนจบ ป.ตรี และในที่สุดน้องก็ได้รับโอกาสมาเป็นอาจารย์เหมือนที่ตั้งใจ แต่ตอนนี้น้องก็เจออุปสรรค เจอปัญหาเพราะนักศึกษาบางคนไม่เปิดรับความตั้งใจดีของน้องซักเท่าไหร่นักค่ะ แต่ด้วยความตั้งใจจริงและได้เห็นอุดมการณ์ของ อ.กานดา แล้ว น้องจะทำให้นักศึกษารู้ถึงความหวังดีของน้องเช่น อ.กานดา ต่อไปค่ะ
คุณ Conductor ค่ะ ขอบคุณค่ะที่เข้ามาเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจประเด็นของคุณ Conductor ค่ะที่ต้องการให้คนกล้าคิด คำถามที่ถามเด็ก ก็มีทั้งคำถามเปิด และคำถามปิดค่ะ ส่วนใหญ่จะฟังเหตุผลเด็กค่ะ ไม่ได้บอกว่า ต้องเป็นอย่่างนี้หรืออย่างนั้นเสนอไป วิชาที่สอน ก็คือวิชา XML & Web services ซึ่งเป็นการสอนความรู้และเทคโนโลยี แต่ก็ไม่เคยจำกัดว่าเด็กต้องใช้เครื่องมือนี้ หรือเครื่องมือนั้น อันนี้แล้วแต่เด็กถนัด หรือ บางคำตอบที่เด็กตอบ เราก็อาจจะไม่คาดคิด แต่เราคิดว่าเรามีเหตุผล เราก็ยอมรับค่ะ คำถามที่ถามเด็ก ก็ต้องการให้เด็กเข้าใจที่มาของหลักการและเทคโนโลยีมากกว่าค่ะ
สวัสดีจ้ะน้องต้อม
ดูเหมือนต้อมจะเหนื่อยนะจ๊ะ เท่าที่พี่รู้จักต้อมมาพี่มั่นใจว่าต้อมจริงใจ จริงจังคนหนึ่งเลยล่ะจ้ะ
พี่เห็นความเห็นของกัลยาณมิตรทุกๆท่านที่เข้ามาช่วยต้อมคิด ช่วยชี้ และให้กำลังใจโดยเฉพาะเสียงจากลูกศิษย์ของน้องเอง..เป็นสิ่งที่ทำให้พี่ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่ต้อมทำเลยล่ะจ้ะ
ความจริงและกำลังใจจากลูกศิษย์ี่ทำให้น้องหายเหนื่อยขึ้นบ้างมั้ยจ๊ะ ?
พี่เชื่อนะว่ามีเด็กๆจำนวนไม่น้อยที่เค้าเห็นความแตกต่างระหว่างน้องกับอาจารย์ท่านอื่นๆ..จากคำกล่าว"วิชาที่ไม่ค่อยมีคนกล้าลงกันเพราะกลัวอาจารย์ แต่ผมก็ลองของซะงั้น แล้วก็โดนของเล่นซะจริงๆด้วย"..เห็นได้ชัดว่าเค้ารู้แล้วว่าสิ่งที่เค้าได้ไปนั้นเค้า " ได้สิ่งใด "...ซึ่งพี่ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ชัดเจนเลยนะจ๊ะ
ส่วนคำว่ากลัวนั้นเป็นคำที่ก่อให้เกิดความสะเทือนใจกับผู้รับได้ไม่น้อย เพราะการที่เราเลือกเป็นครู..ทุกคนคงไม่อยากเป็นครูที่ลูกศิืษย์กลัวแบบที่ต้อมกล่าวมา..แต่พี่จะชวนมองอีกแง่จ้ะ ว่าคำว่ากลัวของเด็กๆนั้นอาจไม่ได้มีความหมายที่น่าสะเทือนใจแบบที่เราเข้าใจได้มั้ย...เพราะถ้าเด็กๆเค้าลงเรียนกับเราแม้จะมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใดก็ตาม..แสดงให้เห็นว่าเค้าพร้อมและมีความตั้งใจที่จะี่เรียนรู้กับเราในระดับหนึ่งเลยล่ะจ้ะและเค้าก้าวข้ามธรณีประตูของความกลัวออกมาแล้วแม้ในบางคนอาจมีความรู้สึกลังเลใจก็ตาม....
ส่วนคนที่มาด้วยความท้าทายเค้าก็ก้าวข้ามความกลัวมาเหมือนกันจ้ะต้อม..สิ่งเหล่านี้อาจจะบอกเป็นนัยได้มั้ยจ๊ะ้ว่าแท้ที่จริงแล้วเราอาจจะตีความความหมายในคำพูดของเค้าเกินกว่าที่เค้าหมายความจริงๆก็ได้นะจ๊ะ
ธรรมชาติของมนุษย์เรามักจะ ตีความ เชื่อมโยง ในสิ่งที่เรารับรู้..ไปสู่กลุ่มชนว่าทุกคนน่าจะคิดเช่นนั้นจ้ะต้อม และรูปแบบการคิดแบบนี้ล่ะจ้ะที่ทำให้เราทุกข์ ..แต่ความเห็นของลูกศิษย์ของน้องก็บอกได้ชัดนะจ๊ะ้ว่า " ไม่ใช่ทุกคนที่คิดเช่นนั้น " .. และดีไม่ดีคนที่คิดเช่นนั้นอาจเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยในสังคมก็ได้ ตัวอย่างของการคิดแบบนี้ก็เช่นการที่มีคนตีความเหมาเข่งกับการแสดงออกของคนกลุ่มหนึ่งว่าคนไทยรักอดีตนายกฯ ( ทุกคนรัก? ) ^ ^
เอาใจช่วยให้ต้อมก้าวข้ามทุกข์ในใจได้นะจ๊ะ..กอดแน่นๆทีจ้ะ
ดิฉันเคยอ่านบทความของอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ ที่ท่านนำมาจาก เอกสารของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยที่แจกครูและถือปฏิบัติเป็นแนวทางในการสอนนักเรียน ซึ่งเป็นของพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ("กฎว่าด้วยการสอนวิชา") เมื่อ พ.ศ.2445
โดยท่านเองได้รับมาจากผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย คือ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช สำหรับครู และพ่อ-แม่ที่มีหน้าที่สั่งสอนลูกก็ควรทราบด้วย
ไม่ทราบว่าอาจารย์สนใจไหมคะ อาจจะเป็นแนวทางที่นำมาปรับใช้ได้
อาจารย์ครับ สักวันหนึ่ง น้องๆจะเข้าใจครับ แล้วจะมาถามหาเอกสารประกอบการสอนของอาจารย์ครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ปองภพ เหล่าชัยกุล
สวัสดีค่ะอาจารย์
หนูเคยลงเรียนวิชาิอาจารย์นะค่ะ แล้วก็มีความคิดที่ว่า
"อาจารย์ให้งานเยอะจริงๆ" "อาจารย์ให้งานอีักแล้ว"
ซึ่งมันเป็นความคิดที่ออกมาทุกครั้งหลังจากที่อาจารย์สั่งการบ้านเสร็็จ
่ถึงหนูจะคิดยังงั้น แต่ก็ต้องส่งการบ้านอยู่ดี เพราะตอนนั้นคิดว่า
"ส่งเอาคะแนนน่า ทำๆไปเถอะ"
และเมื่อหนูเรียนผ่านวิชาของอาจารย์มา
หนูก็ไม่รู้สึกแตกต่างจากการเรียนวิชาอื่นเลย
แต่ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไป หลังจากที่ได้ไปฝึกงาน
พี่ที่ฝึกงานเขาถามมาว่า "น้องทำอะไรเป็นบ้าง"
ตอนนั้นหนูรู้สึกอึ้งไปเลยค่ะ ไม่รู้จริงๆว่าจะตอบอะไรออกไป
และเมื่อพี่เขาุถามอีกว่า
"พอรู้เรื่อง..."(เป็นเีื้รื่องเกี่ยวกับวิชาอาจารย์อะค่ะ)
พอพี่เขาถามเสร็จ หนูก็ตอบเลยว่า "รู้เรื่องค่ะ"
ตอนนั้นหนูก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า
ทำไมถึงกล้าตอบได้ขนาดนั้น
และพี่เขาก็ได้ให้งานมา ซึ่งงานเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้
เกี่ยวกับวิชาที่อาจารย์สอน
อาจารย์เชื่อไหม๊ค่ะ ว่าหนูสามารถทำงานนั้นได้
โดยทุกครั้งที่หนูมีปัญหา และหนูสามารถแก้ปัญหางานของหนูได้
หนูจะนึกถึงอาจารย์เป็นคนแรก เพราะอาจารย์เป็นคนสอนหนู
ให้หนูได้เคยปฏิบัติจริง ให้หนูได้เคยผิด ได้เคยแก้ไขเอง
หนูอยากขอบคุณอาจารย์มากๆเลยค่ะ ที่อาจารย์ได้ให้งานเยอะๆ
ได้ให้ประสบการณ์ในการแก้ปัญหา
--------------------
ที่หนูเล่ามายาวขนาดนี้ ก็อยากให้อาจารย์คิดว่า
ตอนเรียนความรู้สึกของนักศึกษาจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะค่ะ
แต่อนาคตของนักศึกษามันย่อมสำคัญกว่า
ตอนนี้หนูชอบแบบการสอนของอาจารย์นะค่ะ
และหนูคิดว่านักศึกษาคนที่พูด... อย่างงั้นออกไปตอนนั้น
เมื่อเขาได้เจอปัญหา
หนูคิดว่าเขาต้องชอบการสอนของอาจารย์
เหมือนหนูตอนนี้แน่เลยค่ะ
หนูเป็นกำลังใจให้อาจารย์นะค่ะ
--ศิษย์หลังห้อง--
พี่ศศินันท์บอกใบ้มา จึงเจอของดีครับ
มาอีกทีค่ะ จะขอบอกว่า คุณศิษย์หลังห้อง ตอบดีมากค่ะ
เพราะตัวเองเคยมีประสบการณ์นี้มาแล้ว แต่เป็นการสอนงานพนักงาน พนักงานมองว่าเรา เข้ม ระเบียบ ให้งานทำมาก แต่ก็สอนไปในตัว แต่สุดท้าย พวกเขามาขอบคุณเรา
ให้กำลังใจอาจารย์ค่ะ
คุณ Conductor เก่งจริงๆค่ะ เร็วมากๆ ใช่ค่ะ
พี่ไม่ค่อยกล้านำมาในตอนแรก เพราะกลัวว่า ไม่มีใครสนใจ แล้วจะว่าเชยๆ
แต่สำหรับตัวเองแล้ว เก็บไว้เลย เอาไว้สอนหลาน ต้องสอนให้ดีให้ได้
ขอบคุณมากค่ะ พี่คิดว่า นำมาประยุกต์ใช้ได้ดีค่ะ