ประสบการณ์บนเครื่องบินจากนาริตะไปดีทรอยท์..
ตามกำหนดการแล้วจากนาริตะบินไปดีทรอยท์จะใช้เวลา ๑๑ ชั่วโมง ๕๕ นาที flight นี้เป็น flight ใหญ่ แถวหนึ่งมี ๑๐ ที่นั่ง แบ่งเก้าอี้เป็น ๓ แถว แถวริมแถวละ ๓ ส่วนแถวกลาง ๔ ที่นั่ง ตัวเองได้ที่นั่งค่อนข้างดี(ดีมาก) คือนั่งติดทางเดิน (Aisle seat - คำนี้ไม่ออกเสียงตัวเอส ออกเสียง"อายเอิล ซีท") ของเก้าอี้ ๓ ตัวที่อยู่ติดหน้าต่างด้านขวาของเครื่อง (Starboard Side) แล้วไม่มีคนนั่งด้านในเลย เย้..ซื้อหนึ่งได้สามที่นั่ง (จริงๆ ตั๋วก็ฟรีนะ ขอบคุณ Fulbright มากๆ ค่ะ) สามารถลงไปนอนได้เลยค่ะ ^ ^ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่สายการบินนอร์ทเวสท์ที่ได้กรุณาจองที่นั่งดีๆ ให้ค่ะ โดยเฉพาะใน flight ยาวๆ ถ้าได้ที่นั่งด้านใน แล้วจะต้องลุกไปห้องน้ำ หรือยืดเส้นยืดสายบ้าง ก็จะลำบากค่ะ เพราะต้องรบกวนคนที่นั่งริมทางเดินให้ลุกให้เราตลอด

ข้อเสียอย่างนึงคือเครื่องนี้ไม่มีจอวีดีโอส่วนตัวค่ะ ไม่เหมือนเครื่องที่บินมาจากกรุงเทพไปนาริตะที่มีจอส่วนตัว สามารถเลือกดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ตามใจเราได้เลย ตอนที่ยังไม่ขึ้นเครื่องไปดีทรอยท์ยังคิดอยู่เลยว่าจะดูหนังต่อที่ยังดูไม่จบน่ะค่ะ ^ ^ แล้วก็เล่นเกมส์ เพื่อบังคับเวลานอนแบบปรับตัวไปบนเครื่องเลย ไปถึงโน่นจะได้ไม่เกิดอาการ Jet Lag มากนัก แต่พอไม่มีก็ใช้วิธีฝืนๆ แล้วก็ลุกบ่อยๆ ไปห้องน้ำ กับยืดเส้นยืดสายบ้างค่ะ ที่เหลือก็นอน เที่ยวนี้ลืมไป ว่าจะซื้อ Reader's Digest ไปอ่านระหว่างทางก็ลืมค่ะ เพราะมัวแต่ไปรับของที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วก็รีบผ่าน security เพื่อไปที่เกทน่ะค่ะ
เครื่องจากนาริตะไปดีทรอยท์นี้คนส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น กับคนจีนค่ะ เพราะเครื่องนี้ตั้งต้นมาจากเซี่ยงไฮ้ มาแวะที่นาริตะ ลืมบอกไปว่าเครื่องที่ตัวเองนั่งมาจากกรุงเทพนั้น พอแวะนาริตะแล้วจะบินไปซานฟรานซิสโกต่อค่ะ
เข้าเรื่องสำคัญต่อค่ะ พอขึ้นเครื่องจากญี่ปุ่นแล้ว ทางสายการบินก็จะฉายวีดีโอเทปเรื่องความปลอดภัยบนเครื่องบินตามปกติที่เราเคยเห็นกันน่ะค่ะ แต่ดูนางแบบนายแบบของเขาแล้วสู้การบินไทยหรือสิงค์โปร์แอร์ไลน์ไม่ได้เลยค่ะ แ่ต่แอร์ที่อยู่บนเครื่องก็อัธยาศัยดีค่ะ แม้จะอายุมากหรือน้อยก็ตามค่ะ
พอเขาฉายวีดีโอความปลอดภัยเสร็จ ก็จะฉายวีดีโอจากหน่วยงาน"โฮมแลนด์ซีเคียวริตี้" ไม่รู้เรียกภาษาไทยว่าอะไรเหมือนกันค่ะ "กระทรวงความมั่นคงภายใน"* ดูแลความมั่นคงในประเทศเขา ประมาณนั้นมังคะ บอกถึงเรื่องการเข้าประเทศสหรัฐ เอกสารที่ต้องกรอกต่างๆ กรณีนี้มีเอกสาร ๒ ใบที่ต้องกรอกค่ะ ใบแรกคือ I 94 หรือใบตรวจคนเข้าเมืองสำหรับ visitor ค่ะ ใบนี้จะมี ๒ ส่วนเหมือนเมืองไทย คือมีขาเข้ากับขาออกอยู่ในใบเดียวกัน แต่จะฉีกออกจากกันได้ เราก็ต้องเขียนข้อมูลของเราให้ครบถ้วนค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด หมายเลขพาสปอร์ต หมายเลขวีซ่า ฯลฯ เข้าประเทศทางไหน flight อะไร เข้าวันที่เท่าไหร่ ฯลฯ โดยเขาให้กรอกทั้งขาเข้าและออกไว้ให้เรียบร้อยเลย โดยตอนผ่าน ตม. ของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่เขาจะดึงไปขาเข้าไป และเย็บใบขาออกไว้ในพาสปอร์ตเราค่ะ
อีกใบหนึ่งคือใบ customs immigration ประมาณว่าเป็นใบที่เราแจ้ง (declare ดีแคล์ร) ว่าเราพกอะไรติดตัวเข้าประเทศเขาบ้าง เอาอาหารมาด้วยไหม เอาเนื้อสัตว์มาด้วยหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ไปอยู่ไกล้ๆ live stocks (สัตว์มีชีวิต) มาบ้างหรือเปล่า (เขากลัวเราพาเชื้อโรคมาด้วย สงสัยกลัวไข้หวัดนก ^ ^ ) พกเงินดอลล์มาเกิน ๑๐.๐๐๐ เหรียญหรือเปล่า ถ้าเอามาเกินหรือพกของต้องห้ามมา ต้องดีแคล์ร ถ้าบางคน x-ray กระเป๋าแล้วตรวจพบภายหลัง อาจถูกปรับและเป็นความผิดทางแพ่งหรือทางอาญา ประมาณนี้น่ะค่ะ เขาใช้คำว่า serious defense เลยค่ะ คือทำนองขู่ว่าเอาของต้องห้ามเข้าประเทศเขาถือเป็นความผิดร้ายแรงมากๆ ของตัวเองไม่ได้พกอาหารมาเลย ก็เลยสบาย ติ๊กช่อง No อย่างเดียวเลย แล้วก็ลงชื่อ ลงวันที่
ช่วงแรกที่ขึ้นเครื่องพักนึงเขาก็จะแจกอาหารเย็น (เครื่องออกที่นาริตะประมาณบ่าย ๓ โมง ๔๐ นาที เวลาญี่ปุ่นซึ่งเร็วกว่าบ้านเรา ๒ ชั่วโมง) ก็พอดีค่ะ คือตัวเองหิวพอดี ก็กินเต็มที่ บินไปสักพัก จะเริ่มมืดค่ะ แล้วตลอด flight ก็จะมืดเกือบตลอด จนกระทั่งมาเห็นแสงบ้างก็ตอนชั่วโมงหลังๆ แล้วค่ะ เครื่องออกที่นาริตะประมาณบ่าย ๓ โมง ๔๐ นาที ไปถึงที่ดีทรอยท์ประมาณบ่ายโมง ๒๕ วันเดียวกัน ตลกดีไหมคะ เหมือนย้อนเวลาหาอดีตค่ะ เวลาที่ดีทรอยท์ตอนช่วงนี้อยู่ตามหลังที่เมืองไทย ๑๒ ชั่วโมงพอดี หมุนนาฬิกากันวุ่นเลย
ก่อนเครื่องลง สว่างแล้ว เขาแจกอาหารเช้าอีกครั้ง กินจนอิ่มเหมือนกันค่ะ เพราะรู้ว่าจะไ่ม่ได้กินข้าวกลางวันแน่ และกว่าจะถึงดีซีก็คงเย็นแล้ว กินเสร็จก็ถ่ายรูปไว้ดูเป็นที่ระลึกค่ะ ข้างล่างนี้เป็นแผนที่ เอาไว้ดูประกอบค่ะ

แผนที่แสดงเมืองดีทรอยท์ จะเห็นวอชิงตัน ดีซี (ดิสทริกออฟโคลัมเบีย) อยู่มุมล่างขวา
เป็นเป้าหมายสุดท้ายของทริปนี้ค่ะ
รูปข้างล่างนี้เป็นพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหิมะบางส่วนค่ะ ตัวเองนั่งจ้องอยู่ตั้งนาน นึกว่าน้ำในทะเลสาปใน great lakes แต่พอเห็นเส้นตรงๆ แบบไม่ธรรมชาติ เหมือนรอยแตกบนน้ำแข็ง แต่มันตรงเกิน ก็เลยนึกออกว่า อ๋อไอ้เจ้าเส้นตรงๆ นั้นคือถนนนั่นเอง ในจอวีดีโอเขาแสดง flight path ให้เห็น ก็เลยเห็นว่าเครื่องกำลังจะบินข้าม great lakes ๒ ทะเลสาปด้วยกันคือ Lake Superior กับ Lake Michigan ก็เลยได้ถ่ายรูปตอนจะบินเข้า Lake Superior มาให้ดูกัน จะเห็นน้ำแข็งบนน้ำ กับบนดินต่างกันพอสมควรค่ะ



DHS ผมเรียกกระทรวงความมั่นคงภายใน เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่าราชอาณาจักรครับ
กระทรวงนี้ ป๋ามาก อำนาจมาก แล้วก็ค่อนข้างระแวงทุกอย่าง
ขอบคุณค่ะคุณ Conductor ตัวเองก็ไม่ใช้คำว่า"ราช"เหมือนกันค่ะ ใช้แต่"อาณาจักร"เฉยๆ เดี๋ยวจะแก้ค่ะ ^ ^
อ้าว ผมเอ๋อเติม "ราช" เอง ขอโทษครับ
ดีทรอย์ มีอัตราอาชญากรรมต่อหัวประชากรสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของสหรัฐทั้งประเทศ อาจารย์หลีกเลี่ยงสถานที่อโคจรหน่อยก็แล้วกันครับ
ไม่ได้ออกไปนอกสนามบินดีทรอยท์เลยค่ะ มิต้องเป็นห่วง ^ ^ เคยทราบอยู่เหมือนกันค่ะว่าเป็นเมืองที่อันตรายพอสมควร สมัยก่อน (สิบกว่าปีที่แล้ว) วอชิงตัน ดีซี นี่แหละค่ะัตัวดีเลย crime rate สูงกว่าใครเขาเลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ ^ ^
แวะมาอ่านต่อ สนุกดีคะ :)
โห ดีจังเลยพี่ ซื้อหนึ่งได้ถึงสาม ไฟล์ทยาวแบบนี้เมื่อยจะตาย ถ้าไม่ใช่ที่นั่งแบบ business class มีคนนั่งเต็มเอี๊ยดทั้งลำแล้วล่ะก็ทรมานมาก หนูเป็นประเภทนั่งเฉยนานๆ ไม่ค่อยได้ อึดอัด อยากเอาขาขึ้นมาพาดคอคนข้างหน้า ^ ^
ตอนนี้คงปรับเวลาได้แล้วมั้งคะ สบายแว้ว แต่ก็ขำเหมือนกันนะเรื่องเวลา เหมือนย้อนเวลาหาอดีต เคยจ้องดูนอกหน้าตาตอนเด็กๆ ว่าจะเจอจุดที่สว่างแล้วอยู่ดีๆ กลับไปมืดอะไรทำนองนั้น คือคิดซี้ซั้วไปเรื่อย แต่ก็ไม่เคยได้ดูซะที หลับม่อยกระรอกทุกเที่ยวบิน ขี้นอนไปหน่อย
นี่รอวันที่พี่ไปเที่ยวสมิธโซเนี่ยนเลยล่ะ อยากไปดูแต่ไม่เคยไป ต้องรอคนที่มีโอกาสไปเที่ยวแล้วเอามาเล่าให้ฟัง : )
สวัสดีค่ะ
นั่งเสียเมื่อยแล้ว เมื่อยอีกเลยนะคะอาจารย์ ยังดีที่นั่งติดทางเดินค่ะ
ดีแล้วค่ะ ที่จะไม่ออกไปนอกสนามบิน ที่ดีทรอยท์นี่ไม่ค่อยปลอดภัยนัก เราเป็นคนต่างถิ่นด้วย
พี่เคยมีประสบการณืที่นิวยอร์คนะคะ เดินๆอยู่ คนเดียว เพราะลืมเอกสารที่โรงแรม มีคุณมืด เข้ามาประชิดตัว ขอเงินเฉยเลย พี่รีบให้ไป 1 ดอลล์ ไม่มีเงินเศษเลยตอนนั้น ใจหายหมด ขนาดกลางวันค่ะ
ปกติแล้ว ไม่ค่อยกล้าเดินไปไหนคนเดียว ในเมืองใหญ่ๆ ไม่ค่อยดีค่ะ
อาจารยือยู่ไกลเหมือนใกล้นะคะ ติดต่อกันได้สะดวกค่ะ
ดูจากรูปสวยนะครับ แต่คงหนาวมากๆ
สวัสดีครับ อาจารย์กมลวัลย์
บุญรักษา คนไกลบ้าน :)
อัตราการเกิดอาชญากรรมที่วอชิงตัน ดีซีครับ
รอฟังประสบการณ์ตรวจคนเข้าเมืองครับ ผมไม่ได้ไปสหรัฐมาหลายปีแล้ว ได้ข่าวว่าหลังจากเครื่องบินชนตึกมานี่ เจ้าหน้าที่เป็นโรคจิตหลอนกันเป็นแถว
แต่ผมว่าอะไรก็ไม่ประหลาดเท่าอิสราเอลครับ ตอนผมไป ขาเข้าง่ายดายมาก แต่ขาออกเค้าทำเหมือนไม่อยากให้เรากลับบ้านซะอย่างนั้น
สวัสดีค่ะ ตามอ่านค่ะ
เทคแคร์นะคะ
สวัสดีค่ะน้องมะปราง
ตามมาอ่านเรื่อยๆ นะคะ จะมีเล่าถึงสถานที่ มหาวิทยาลัย เอาไว้เปรียบเทียบกับ ม.ในบ้านเราน่ะค่ะ ^ ^
สวัสดีจ๊ะน้องซูซาน
พี่เคยนั่งริมหน้าต่างสมัยก่อนนู้น จำได้ว่าตอนบินกลับเนี่ยแหละที่มืดนานมาก เพราะบินไล่ตามพระอาทิตย์น่ะ ^ ^
น้องๆ หลายคนที่นี่เป็น expert ที่พิพิธภัณฑ์ เพราะเขาไปกันทะลุหมดแล้ว ว่าจะไป explore บ่อยๆ เหมือนกัน เพราะเข้าฟรี เย้...^ ^ นั่งรถ metro ไปไม่ยากจ๊ะ แต่ก่อนก็เคยไปแล้ว แต่เดินได้นิดเดียวที่ aerospace museum ไว้คราวนี้คงมีเวลาเยอะขึ้นน่ะจ๊ะ ยังไงๆ จะมาเล่าให้ฟังแน่นอน ^ ^
ตามมาติดๆ อิอิ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
ที่เมืองใหญ่ๆ มักจะอันตรายทั้งนั้นค่ะ ตัวเองเคยอยู่แต่เมืองมหาวิทยาลัย บรรยากาศก็จะเป็นอีกแบบ ฝรั่งขาวจะค่อนข้างสุภาพ ประมาณว่าเปิดประตูให้เราด้วย แต่ถ้าเข้าเมืองใหญ่ต้องศึกษาไปก่อนเลยว่าตรงไหนควรหรือไม่ควรไป แม้กระทั่งขับรถเข้าไปหลงก็อันตรายอยู่ดีค่ะ เคยเจอคนมาขอตังค์เหมือนกัน แต่เป็นพวกไร้บ้าน อายุเยอะๆ ก็ให้เศษสตางค์ไปน่ะค่ะ คล้ายๆ ขอทานมากกว่า
เรื่องการติดต่อสื่อสาร ที่นี่สะดวกมากค่ะ ที่มหาวิทยาลัย เน็ตดีมากๆ ค่ะ มีวายเลสให้ใช้ทุกที่สำหรับนักเรียนกับคนทำงานที่นี่ ตอนนี้ก็นั่งอยู่หน้าห้องสมุดค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณ กวินทรากร
ยินดีต้อนรับนะคะ ใช่ค่ะอากาศเย็นมาก แถวๆ กลางประเทศสหรัฐช่วงนี้อากาศยังติดลบอยู่พอสมควร ทำให้หิมะตกลงมาแล้วไม่ละลายค่ะ แล้วก็ผิวน้ำทะเลสาปก็มีแผ่นน้ำแข็งบางๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะ อ.วสวัตดีมาร
นั่งจนเมื่อยไปหลายข้างเลยค่ะ ^ ^ ต้องลุกขึ้นมายืน เดินบ่อยๆ คนขึ้นเครื่องบินแล้วไม่ค่อยลุกเนี่ย เคยมีคนเสียชีวิตเพราะ DVT หรือลิ่มเลือดในเส้นเลือดใหญ่ไปอุดตันที่หัวใจน่ะค่ะ
ยอมรับเลยว่าระบบการเข้าเมืองค่อนข้างเคร่งเครียด แต่ถ้าเรามาถูกกฎหมาย เอกสารถูก ไม่พกอะำไรแปลกๆ มาก็ไม่เป็นอะไรค่ะ อ้ออีกอย่าง ถ้าคุยรู้เรื่องก็จะง่ายขึ้นค่ะ
ขอบคุณสำหรับพรนะคะ ^ ^ บุญรักษาเช่นกันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ Conductor
เห็นไหมคะว่าสถิติน่ากลัวขนาดไหน อิอิ แสดงว่าดีซีเนี่ยยังไม่เปลี่ยนหรือพัฒนาไปจากสิบห้าปีที่แล้วเลย อัตราพอๆ กับดีทรอยท์เลย มันเป็นโซนๆ น่ะค่ะ แถวๆ เมืองที่อยู่หรือคอลเลจพาร์คเนี่ยมีคนเม็กซิกันเยอะเลยค่ะ ซึ่งประหลาดใจอยู่เหมือนกัน แต่นักเรียนส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยเป็นคนขาว มีคนดำนิดๆ เยอะกว่าเพอร์ดู แต่ต่างชาติแบบเอเซียน้อยกว่าที่เพอร์ดูที่เคยเรียนค่ะ
ยังไม่เคยไปอิสราเอลเลยค่ะ แปลกนะคะ ไม่อยากให้เรากลับ ^ ^ รู้สึกว่าไม่ใช่ประเทศที่น่าท่องเที่ยว เห็นรบกันจัง น่ากลัวค่ะ แต่ก็อย่างว่านะคะ ตัวเองไม่เคยศึกษาลึกซึ้งน่ะค่ะ
สวัสดีค่ะป้าแดงและคุณหนิง
ตามมาอ่านบ่อยๆ มีเรื่องใหม่ๆ เล่าให้ฟังแน่ๆ ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ^ ^
พูดถึงอิสราเอลแล้วนึกขำลูกน้องเพื่อนคนนึงชื่อเจ้านาง พอดีเพื่อนซูซานพาลูกน้องคนนี้ไปดูงานไร่องุ่นที่โน่น พาไปหมักโคลนที่เดดซีด้วยเพื่อความงาม ตอนขากลับกระเป๋าน้องเขาแสกนไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่แตกตื่นมารุมล้อมกันเต็มเพราะว่าเจอก้อนกลมๆ เท่าลูกบอลพลาสติกเล็ก พอเห็นผ่านเครื่องแสกนคงนึกว่าระเบิด คือเรื่องมันมีอยู่ว่าไอ้น้องนี่มันอยากสวยแต่ไม่อยากลงทุน เลยแอบปั้นโคลนจากเดดซีมาเป็นก้อนกลมใส่ถุงไว้ จะเอากลับมาพอกต่อที่บ้าน 555 เลยแจ๊กพ็อตแตก กว่าเพื่อนจะเจรจาให้ผ่านมาได้แทบแย่ แต่ต้องทิ้งโคลนนั่นไว้ ไม่ให้เอามาด้วย กลายเป็นเรื่องขำปนหวาดเสียวไปเลย (หนูได้แบบหลอดที่เพื่อนซื้อมาฝากด้วยล่ะ พอกดีเชียว)
โอโฮ ลงทุนพกกลับบ้านจริงๆ นะ ^ ^ เกือบได้เรื่องเลยจริงๆ ตลกอ่ะ พี่ก็ลืมไปนะว่าอิสราเอลเขาก็มีที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน ชื่อทะเลสาปไม่ค่อยน่าเที่ยวเ่ท่าไหร่ จำได้คร่าวๆ ว่าทะเลนี้มีความเค็มสุดๆ ประมาณนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ อิอิ ยังขี้เกียจค้นอ่ะ
นอนดึกเหมือนเคยนะเรา ^ ^ รักษาสุขภาพนะจ๊ะ ทำงานหนัก ได้เงินเยอะ แต่ไม่สบายน่ะไม่มันนะ อิอิ
ตกข่าวมากๆเลยค่ะ เนี่ยไล่ตามอ่านบันทึกแรกๆตั้งแต่อาจารย์ได้รับทุน เลยเพิ่งทราบว่าน้องจากศูนย์พันธุวิศวกรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค ในสังกัด สวทช.ก็ได้รับทุนรุ่นเดียวกับอาจารย์ น้องเขาชื่อ อ้อย-ทิพยวรรณ ได้ทุนFulbright-Humphry คงได้พบปะพูดคุยกันที่บ้านท่านทูตมังคะ น้องเขาไปทำวิจัยเกี่ยวกับไข้หวัดนก
คนจะได้ทุนนี้ต้องมีความรู้ ความสามารถและศักยภาพสูงมากจริงๆ ชื่นชมจังค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วย และขออวยพรให้เป็นสี่เดือนแห่งการเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างเบิกบาน มีความสุข สดใสแข็งแรง
ขอบคุณที่มีภารกิจสำคัญมากมายยังอุตส่าห์แวะไปเยี่ยมพี่ที่บล็อก ทำให้รู้สึกเหมือนอาจารย์ไม่ได้ไปไหนไกลนะคะ
สวัสดีค่ะพี่นุช
ไม่เป็นไรค่ะ พอดีก็ไม่ได้เจาะจงบอกกับทุกคนด้วยค่ะ เดี๋ยวก็คงค่อยๆ รู้กัน อิอิ เรื่องน้องทิพยวรรณ นั้นไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ จำไม่ได้ ^ ^ เพราะตอนเขา orientation กันก่อนไปบ้านท่านทูตนั้น ตัวเองไม่ได้ไปเข้า orientation เพราะไม่ได้รับ email และได้ทุนมานานแล้วเป็นของปี ๐๗ ไม่ใช่ ๐๘ แต่มาขอเดินทางในช่วง ๐๘ นี้แหละค่ะ
ขอบคุณคุณพี่ที่ชมนะคะ เขินเลย ^ ^ รับรองว่าจะเก็บเกี่ยว เรียนรู้ ได้ประสบการณ์กลับไปสอนหนังสือ ไปต่อยอดให้กับเด็กๆ แล้วก็มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังในบันทึกแน่นอนค่ะ
ต้องขอบคุณโกทูโนว์และเทคโนโลยีที่ทำให้อย่ไกลก็เหมือนใกล้ค่ะ ^ ^
อยากอ่านเรื่องเล่าของอาจารย์ต่อ ชอบภาพที่ถ่ายมาให้ชมมากๆ ค่ะ จะรายงานอาจารย์ว่าดิฉันได้พบคุณหยดน้ำแล้ว และเชิญเธอมาเล่าประสบการณ์เยี่ยมบ้านให้แก่นักศึกษาพยาบาลในวันสำเร็จหลักสูตรด้วย ประทับใจมาก เธอเป็นตัวอย่างของพยาบาลที่ทำงานอย่างมีความสุข และทำงานด้วยใจ โชคดีมากๆที่ได้แวะเข้ามาอ่านเรื่องเล่าของอาจารย์ จนได้รู้จักเธอ ขณะนี้ดิฉันนำหนังสือพยาบาลไร้หมวกติดไปมอบให้ผู้ฟังเสมอเมื่อมีโอกาสไปบรรยายที่ไหน รอฟังเรื่องราวการดูงานของอาจารย์ต่อนะคะ