ทำงานกับชุมชนต้องเข้าถึงชุมชน

 

ตุงประดับวิหารชาวลื้อ

ทำงานในชุมชนชาวลื้อ บ้านนาทรายคำ เมืองหงสา ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบพี่น้องกำลังเตรียมงานบุญผะเวส หรือบุญมหาชาติที่บ้านเราเรียกกันอ้ายน้องพนักงานชาวลาว(แท้ๆ) ที่ไปด้วย เรียกบุญข้าวปาด บุญข้าวแคบ ชาวลื้อ ฟังดูสำเนียงออกจะไม่ค่อยยกย่องกันสักเท่าไร (ก็อย่างว่า....เพราะชาวลื้อเป็นชนกลุ่มน้อยในลาวนั่นเอง)

 

แต่เมื่อเดินไปทั่วชุมชน ถึงได้รู้ว่าทำไมจึงถูกเรียกว่า บุญข้าวปาด เป็นเพราะว่า ทุกหลังคาเรือนมีแม่บ้านกำลังคนขนมปาดกันอย่างขะมักเขม้นนั่นเอง ตรงลานบ้านเขาจะนำก้อนหินมาวางเป็นเตาไฟ หาท่อนไม้โตๆมาทำฟืน ตั้งกระทะใบใหญ่ ใส่น้ำ ใส่ข้าวสารข้าวเจ้าลงไป แล้วคุณแม่กับคุณลูกสาวก็ผลัดกันยืนถือไม้พายคนๆกันไปครึ่งค่อนวัน จนกว่าเม็ดข้าวจะแตกกลายเป็นแป้ง และน้ำงวดลง บ่ายคล้อยพ่อบ้านมีหน้าที่ปลอกมะพร้าวขูดมะพร้าวมาให้สาวๆโรยใส่ในกระทะ พร้อมทั้งน้ำอ้อยที่ปลูกเองหีบเองโดยใช้แรงควายที่เลี้ยงไว้ เรียกว่าขนมถาดนี้มีส่วนร่วมกันทุกคน รวมถึงควาย  เมื่อได้ที่แล้วนำไปเทใส่ถาดทิ้งไว้อีกหลายชั่วโมงให้แข็งตัวจึงจะกินได้

 

 

วัดบ้านนาทรายคำ

ในงานวันบุญ ปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๔ กุมภา วันวาเลนไทน์ ผมพบเห็นความงดงามมีชีวิตชีวา ของผู้หญิงชาวลื้อทุกวัย ที่นุ่งผ้าลายน้ำไหลสีสดใส ถือพานดอกไม้เข้าไปในวัด ผู้ชายก็แบกกระสอบกระบุงใส่ข้าวเปลือกมาเทกองรวมกันถวายทานให้วัด ที่น่าประทับใจคือ ทุกคนถอดรองเท้าไว้หน้าวัดหมด เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อวัด คนลื้อและชาวเหนือจะถือว่าทรัพย์สมบัติของวัดนี่ห้ามเอามาเป็นของตนเด็ดขาด แม้แต่เข้าวัดยังต้องระวังไม่ให้เม็ดทรายติดรองเท้ากลับออกมา

 

เสร็จพิธีตอนบ่ายแก่ คณะเราขอเชิญผู้เฒ่าผู้แก่ เจ้าก๊กเจ้าเหล่าหารือกันเรื่องย้ายวัด ย้ายชุมชน ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผมต้องขอออกหน้า ส่วนเหตุที่ต้องย้ายนั้นคงไม่อาจขยายความได้ครับ (นี่คงเป็นผลกรรมที่ผมต้องมายุ่งเกี่ยวกับการย้ายบ้านย้ายคนนี่เอง จึงทำให้พลัดที่นา คลาที่อยู่ ไร้คู่มาจนทุกวันนี้ แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายไปช่วยฟื้นฟูวิถีชีวิตเขาก็เถอะ แต่ก็ถือว่าลงเรือลำเดียวกัน)

 

บุญพระเวสปีนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับบ้านนี้ ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดขึ้น ทำให้ผมสะท้อนใจอย่างมาก เราคุยกันถึงพิธีกรรมที่จำเป็นในการย้ายวัด การย้ายเสาหลักบ้าน วิธีย้ายบ้านที่พี่น้องจะลำบากน้อยที่สุด ฮีตที่น่าสนใจของชาวลื้อเกี่ยวกับการย้ายวัด ผู้เฒ่าบอกว่าต้องสร้างให้ใหญ่โตกว่าเก่า ใหญ่ขึ้นเท่าไรก็ได้ แต่ขอให้ใหญ่ เรื่องรูปทรงของวัดใหม่นั้น ผมต้องต่อสู้โน้มน้าวให้พี่น้องรักษาสัญลักษณ์ชาวลื้อไว้ ในขณะที่บรรดาคณะจัดตั้งของบ้านอยากได้แบบใหม่เหมือนโบสถ์ในหลวงพระบางหรือเชียงใหม่  ผมดึงดันจนรัฐกรชาวลาวอึดอัดเหมือนกับอยากเตือนผมให้ยอม อาจเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจคำว่ารักษ์อัตตะลักษณ์ คงจะเกรงว่าจะเป็นการแบ่งแยกความสามัคคี ตกลงผมได้ศาลาบาตรแบบลื้อ แต่นายบ้านได้โบสถ์แบบลาว ก็ยังดีกว่าไม่ได้ เลิกกองประชุมพ่อหนานเจ้าก๊กเจ้าเหล่าผู้เฒ่าเดินมาจับแขนว่า พ่อขอฝากลูกไว้อย่าทิ้งฮีตลื้อฮีตยวน คนในหมู่บ้านนี้ชักจะหลงของแบบใหม่เข้าไปทุกที คนใจอ่อนแออย่างผมน้ำตาหลั่งอีกครั้งกับคำพูดของผู้เฒ่า พร้อมให้คำสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด

 

วันรุ่งขึ้น เราพากันไปดูพื้นที่ที่จะตั้งบ้านเรือนใหม่ อยู่ห่างจากบ้านปัจจุบันราวสิบห้ากิโลเมตร พ่อเฒ่าคนเดิมยังอุตส่าห์นั่งท้ายรถกะบะมากับเข้าด้วย คราวนี้พ่อสะพายย่ามใส่เครื่องมือเสี่ยงทายความเหมาะสมของที่ตั้งชุมชนใหม่มาด้วย ประกอบด้วย ตาชั่งโบราณ กระดาน ข้าวสุกลูกไม้ หมากพลู ยาสูบ พ่อเฒ่าให้ลูกหลาน หาไม้มาปักเป็นรูปสี่เหลี่ยม อีกหลักหนึ่งอยู่ตรงกลางรวมเป็นห้าหลัก เอากาบกล้วยวางบนหลัก ทั้งห้า และอันที่หกวางบนพื้น ใส่เครื่องสังเวย แล้วพวกเรานั่งลงพนมมือในระหว่างที่พ่อเฒ่าสวด อัญเชิญเทวดา พญาอินตาเป็นเค้าฯ... และสวดอีกบทสำหรับแม่ธรณี

 

พิธีเสี่ยงทายที่ตั้งหมู่บ้านชาวลื้อ

จากนั้นให้พ่อหลวง(นายบ้าน) กลั้นหายใจ ใช้มือซ้ายถือเสียมขุดเอาดินขึ้นมาครั้งเดียว นำดินไปชั่งกับตาชั่งโบราณ ได้กี่กรัมแล้วนำมาคำนวณ คูณแปดหารเจ็ด ได้เศษเท่าใด ค่อยนำไปทำนาย พวกเราลุ้นกันใหญ่ว่าจะออกเลขเศษอะไร หากเศษ ๑ นี่คงต้องหาที่ใหม่เพราะคุณตาบอกว่าอยู่ไม่ได้ ปรากฏว่าออกเศษ ๔ ครับ ไม่ถึงกับดีที่สุดเหมือนเศษ ๐ แต่ก็ถือว่าใช้ได้ ...เฮ้อโล่งใจไปที

 

ทำงานกับชุมชนต้องเข้าถึงจารีตประเพณีของชุมชนครับ ผมบอกเพื่อนร่วมงานอย่างนี้เสมอ แต่การเข้าถึงชุมชนนั้นก็สามารถทำได้หลายรูปแบบ ที่นอกเหนือไปจากการไปนั่งสุมหัวกินเหล้ากินเป็ดกินไก่กับพ่อบ้านเขาแล้วปล่อยให้ลูกเมียเขาอดอยากกินข้าวกับน้ำพริกอยู่ในครัว (ขออนุญาตบ่นผ่านบันทึกครับ)