ผมเข้าสู่ชีวิตของผู้อาวุโสโดยสมบูรณ์แล้ว คืออาวุโสด้วยวัยวุฒิ     และกำลังหัดสร้างคุณวุฒิอย่างไม่ละลดและสนุกสนาน     โดยผมตีความว่าคุณวุฒิที่สำคัญคือความสามารถในการสร้างคุณค่า ความดี ความงาม ให้แก่กิจการต่างๆ ที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง  และแก่ตัวผมเองและคนรอบข้าง     ภรรยาบอกว่าผมสอบตกที่ประเด็นหลังนี่แหละ

         วันที่ ๑๔ ม.ค. ๕๑ ผมผละจาก Day 1 ของ IOCS ที่ สคส. จัด ไปศาลายา เพื่อประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ๑๑.๓๐ น. คือประชุมไปกินข้าวเที่ยงไป      ผมสังเกตว่าคณะกรรมการเตรียมมาลงคะแนนตัดสินอย่างเต็มที่     แต่ผมไม่ชอบการตัดสินด้วยการโหวต เพราะจะมีการแพ้-ชนะ  เกิดฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ    ทำให้เกิดการแยกฝักฝ่ายภายในองค์กร

         ผมจึงเสนอต่อที่ประชุมว่า เรามีมติแบบหาฉันทานุมัติ (consensus) หรือที่ผมเรียกว่าประชุมแบบญี่ปุ่น ได้ไหม     ทุกคนเห็นด้วยแต่กังวลว่าจะใช้เวลามาก อาจจบเลย ๓ ทุ่ม     ผมได้ชี้ให้เห็นว่า การสรรหากรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะครั้งนี้เป็นชุดแรกของสภาฯ ในสภาพที่ ม. มหิดลเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ     และกรรมการชุดนี้จะมีอายุ ๔ ปี ไม่ใช่ ๒ ปีอย่างครั้งก่อนๆ     จุดสำคัญที่ผมชวนที่ประชุมร่วมกันพิจารณาและกำหนด คือ
1. เราไม่ควรพิจารณาเฉพาะคุณสมบัติหรือความสามารถของกรรมการเป็นรายบุคคล     แต่ต้องพิจารณาความครบถ้วนสมดุลขององค์ประกอบ คือพิจารณาการประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะที่ทำหน้าที่ร่วมกันได้อย่างดี
2. ต้องการมุมมองที่แตกต่างหลากหลายในสภาฯ     จึงต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหลากหลาย background     ต้องไม่หนักไปทางผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพมากเกินไป
3. ต้องพิจารณา reputation risk ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และสภามหาวิทยาลัยจะต้องแบกรับ หากมีบุคคลบางท่านมาเป็นกรรมการสภา
4. ต้องพิจารณาความสามารถในการทุ่มเทเวลาและความเอาใจใส่ในการทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล
5. ต้องการคนมาทำหน้าที่ macro governance ไม่ใช่ micro management     หรือเน้นความสามารถเชิงเทคนิคเฉพาะ
6. ต้องตัดสินใจเลือกแบบ informed choice คือมีข้อมูลสำหรับตัดสินใจ    หรือต้องรู้จักจุดแข็งจุดอ่อนของคนในรายชื่อที่ได้รับการเสนอ     มิฉะนั้นก็จะเป็นการลงคะแนนแบบเดาๆ เอา 

         หลังจากพูดถึงผู้ได้รับเสนอชื่อบางคน     และด้วยความกังวลว่าจะทำงานไม่เสร็จก่อน ๓ ทุ่ม     กรรมการจึงตกลงกันว่าให้โหวตลับ โดยกรรมการแต่ละคนเลือก ๑๕ ชื่อ จากรายชื่อ ๑๐๑ ชื่อที่หน่วยงาน/บุคคลที่มีสิทธิ์เสนอชื่อ เป็นผู้เสนอมา      เมื่อได้กระดาษลงคะแนนมา ๑๑ แผ่น  ก็มีคนถามว่าใครยังไม่ลงคะแนน เพราะกรรมการมี ๑๒ คน    ผมบอกว่าผมไม่ลงคะแนน     กรรมการถามว่าประธานมีสิทธิ์โหวตไหม     ผมตอบว่ามีสิทธิ์ แต่ผมขอเลือกไม่โหวต  เพราะผมพูดมากแล้ว  เพื่อให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมมากกว่าคนอื่นๆ     ถ้าผมโหวตด้วย ผมจะมีอิทธิพลต่อผลการประชุมมากกว่าคนอื่นๆ มากเกินไป

         ต่อจากนี้ไปกรรมการก็ช่วยกันออกความเห็นคนละนิด คนละหน่อย เพื่อ “ด้นกลอนสด” (improvise) กระบวนการไปสู่การตัดสินใจร่วมกัน     ได้แก่การกำหนดกลุ่มภูมิหลังของคน  และร่วมกันจัดคนเข้ากลุ่ม     ช่วยกันพิจารณาตัวบุคคลตามข้อ ๓ – ๕ ข้างบน    ช่วยกันดูความสมดุลของกรรมการสภาเป็นองค์คณะ    และพิจารณาประเด็นอื่นๆ เพื่อความรอบคอบ

         เพียงแค่ ๑๗.๓๐ น. เราก็ทำงานเสร็จ โดยไม่ต้องโหวต คือเราร่วมกันหาข้อยุติเป็นฉันทามติ (consensus)     ผมถามที่ประชุม ๓ ครั้ง ว่าใครยังติดใจตรงไหนอีกบ้าง     ทุกคนรู้สึกสบายใจต่อผลการตัดสินร่วมกันนี้ใช่ไหม    จบการประชุมมีคนมาบอกผมว่าไม่เคยมีการประชุมไหนที่ให้ความสุขแก่เขาเหมือนการประชุมนี้เลย

         ผมเดินทางกลับบ้านด้วยความสุข     และลอง “กรอเทปกลับ” ใคร่ครวญว่าความสำเร็จในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ครั้งนี้ราบรื่น  ได้ผลดี  และให้ความรักสามัคคีในกลุ่มกรรมการด้วยกัน เพราะอะไร

         ผมบอกตัวเองแบบเข้าข้างตัวเองว่า เพราะ “ความไว้วางใจ” (trust) ที่ก่อตัวขึ้นในกระบวนการของการประชุม     ผมสังเกต (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) ว่ากรรมการเริ่มประชุมแบบแต่ละคนเป็น “ฝ่าย” ของตัวเอง  แต่จบลงด้วยบรรยากาศที่กรรมการทุกคนเป็นฝ่ายเดียวกัน หรือเป็นทีมเดียวกัน     เพราะต่างก็เห็นว่าทุกคนมีเป้าหมายที่สูงส่งร่วมกัน คือมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ก้าวหน้าไปเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก     และที่มาทำงานร่วมกันในครึ่งวันนี้ก็เพื่อร่วมกันสรรหากรรมการสภาฯ ทำหน้าที่ “ผู้นำในระดับกำกับดูแลส่งเสริม” ให้มหาวิทยาลัยมหิดลบรรลุเป้าหมายนั้นได้     ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประธาน (คือผม) ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีรายชื่อในใจที่จะต้องมาผลักดันให้เป็นกรรมการสภาฯ      แต่มาร่วมกันทำงานเป็นองค์คณะกับกรรมการสรรหา ร่วมกันใช้ความรู้ และวิจารณญาณร่วมกัน (collective wisdom) ไม่ใช่มาเอาชนะกัน      ได้ค่อยๆ เปลี่ยนบรรยกาศของการประชุม ให้กรรมการรวมตัวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หรือ สามัคคีกัน    ร่วมกันลงมติแบบไม่ต้องโหวตเลย    เกิดขึ้นได้แบบมหัศจรรย์ ที่ผมก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดได้     และเกิดเร็วกว่าที่คิดไว้มาก

         ผมได้เรียนรู้บทเรียนที่เป็นแบบฝึกหัดจากของจริง learning by doing ว่า ความไว้วางใจต่อกัน มีพลังสร้างสรรค์อย่างไม่น่าเชื่อ    และวิธีสร้างความไว้วางใจนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก    หัวใจของการสร้างความไว้วางใจต่อกันคือ การชวนกันทำเพื่อเป้าหมายที่ beyond ตัวเราเอง     beyond หน่วยงานเล็กๆ ของเรา     ไปสู่เป้าหมายที่สูงส่ง คือขององค์กร ของประเทศ หรือสังคม    คนที่กำลังร่วมกระบวนการอยู่นั้นเป็นคนฉลาดล้ำทุกคน ท่านจะสังเกตเห็นความจริงใจระหว่างกันได้ไม่ยาก    ความจริงใจ บวกกับเป้าหมายที่สูงส่งร่วมกัน นำไปสู่ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน    มีพลังเอาชนะอุปสรรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ

         เรื่องนี้กรรมการสภาฯ จากคณาจารย์ที่ร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วย มาบอกผมเมื่อวันที่ ๑๖ ม.ค. ว่า กรรมการสรรหาจากคณาจารย์ได้ไปปรึกษาและนัดแนะกันมาก่อนล่วงหน้า     ที่เรียกว่า block vote แต่มาเจอวิธีดำเนินการประชุมแบบนี้เข้า การนัดแนะกันมาก่อนก็โดนสลายไปโดยอัตโนมัติ     ท่านพูดทำนองว่า กรรมการสรรหาจากคณาจารย์เตรียมมา manipulate ผลการประชุม     กลายเป็นว่าประธานกลับเป็นผู้ manipulate กรรมการทั้งหมด    ซึ่งผมไม่รู้สึกเช่นนั้น    หากคำว่า manipulate มีความหมายไปในทางลบ ผมไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้นแน่นอน     ผมไม่ได้ตั้งใจเอาชนะใคร  ไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะเอาใครมาเป็นกรรมการสภาฯ     ตั้งใจอย่างเดียวให้ได้คนดีมีความสามารถเหมาะสม และเป็นองค์คณะที่มีขีดความสามารถครบถ้วนสมดุล เข้ามาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล     โดยที่ผมเคารพความเห็นของกรรมการสรรหาทุกคน

         กรรมการสรรหาอีกท่านหนึ่งมาเล่าว่า มีคนมาถามว่าได้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกใจไหม     ท่านตอบว่าไม่มีไม่ถูกใจเลย เพราะเป็นฉันทามติของกรรมการสรรหาทุกคน    แสดงว่าวิธีประชุมเพื่อหาฉันทามติแบบนี้ ให้ความรู้สึกว่ากรรมการทุกคนเป็น “ผู้ชนะ” ร่วมกัน     มีแต่ winner  ไม่มี loser เลย

วิจารณ์ พานิช
๑๕ ม.ค. ๕๑  ปรับปรุงเพิ่มเติม ๑๖ ม.ค. ๕๑