ดูหน้าแล้วที่นั่งอยู่นี้ตายแน่
พ่อตู้แม่ตู้ครับ พวกเรารุ่นอาวุโสที่นั่งอยู่ในห้องนี้ บอกให้ก็ได้ว่า อีก10 ปี ก็ล้มหายตายจากบ้านหนองบัวแปะไปแล้ว ถามว่าเราคิดเรื่องนี้กันอย่างไร เคยคิดไหม รึไม่คิดเลย ตายเมื่อไหร่ก็หามไปเผา เอายังงั้นใช่ไหมครับ ใครคิดยังไงช่วยบอกเล่าออกมาดังๆ ผมจะได้รู้ว่าคนหนองบัวแปะเลือกตายอีท่าไหน?
จะอยู่แบบเข้าท่า หรือจะอยู่ แบบหมาหางด้วน ทุกคนคงอยากมีความสุข มีความอบอุ่น อยู่เย็นเป็นสุขกันทั้งเครือญาติ นอนตาหลับ วางใจได้กับอนาคตของลูกหลาน เรื่องนี้จะมาอยากมาฝันลมแล้งๆไม่ได้หรอก ในฐานะผู้อาวุโสของชุมชนเราต้องทำหน้าที่ วางแผนให้กับอนาคตหมู่บ้านของเรา แผนอนาคตของหมู่บ้านเปรียบเสมือนกองมรดกที่ดีที่สุด มันมีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง ที่เป็นที่สวนที่นาวัวควายที่เอาจะแบ่งปันกันมากนัก เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ วิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสนล้าน
จะเอาทุนที่ไหนมาดำเนินการ
· มีที่นาไหม
· ตัวเองยังหายใจได้ไหม ยังไม่ตายใช่ไหม แสดงว่ายังมีแฮง แรงกายเป็นทุน
· หัวใจยังเต้นไหม แสดงว่า ยังพอมีแรงใจ
· สมองยังคิดอะไรได้อยู่ไหม แอบฝันซื้อหวยไหม แสดงว่าสมองยังใช้ได้
· ความรู้ละ พลังสติปัญญา ภูมิปัญญา น่าจะยังพอมีติดกะโหลกบ้าง
· ทั้งหมดนี้เป็นทุนหลัก ที่สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องไปกู้เงิน
· ลงมือกอบกู้ความรู้ ดีกว่าไปกู้เงินนายทุน
เงินขยายความโง่เงินกองทุนหมู่บ้านถ้าคิดได้ ก็กองทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ เงินพวกนี้ถ้าใช้ไม่เป็นมันจะนำความชั่วร้ายมาสู่หมู่บ้าน เป็นทุนจากภายนอกที่มาสร้างความโง่เขลาเบาปัญญาให้กับชุมชน มันเป็นเงินบาป เข้าที่ไหนแตกแยกที่นั่น สร้างหนี้สร้างภาระต่างๆ เป็นเงินที่ไม่มีความรู้ไม่มีคุณธรรมกำกับมาด้วย เทียบไม่ได้หรอกกับทุนฐานชีวิตของพวกเรา ดังที่กล่าวมาแล้ว เข้าใจไหม?
อะไรคือบาป อะไรคือบุญวันที่พวกเรามาถึง ผมได้พูดถึงการพัฒนาและไม่เอาจริงของพวกเราทุกฝ่าย จะเห็นว่าโครงการต่างๆล้มเหลว หลายหมู่บ้านซอยเท้าอยู่กับที่ ส่งเสริมอะไรก็ จอด จบ เจ๊ง การที่ทำอะไรเล่นๆไม่เอาจริง”มันเป็นบาป” บาปหน้าตาเป็นอย่างไร โบราณว่า..สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ พวกเราต่างรู้และอยู่ในวังวนเหล่านี้อยู่แล้ว ต่อไปนี้เราจะมาทำบุญกัน การคิดดี ทำดี ทุ่มเทเอาใจใส่การงานอย่างจริงจังจะประสบผลสำเร็จเกิดความปลื้มปิติสบายใจ และมั่นใจกว่าแต่เก่าก่อน ความสบายใจเป็นตัวแทนของความสุข นี่คืออานิสงส์ผลบุญ สบายใจ กินอิ่มนอนอุ่น สุขภาพแข็งแรง ชีวิตสดชื่น อายุยืดยืนได้อยู่กับลูกหลานนานๆ สิ่งนี้แหละคือบุญ
มรดกของพ่อ-แม่ใหญ่เมื่อวานนี้วิทยากรกระบวนการ ก็พาไปดูมนุษย์ผู้ที่ทำอะไรง่ายไปหมด อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะหัวใจเขาเป็นคนจริง เป็นนักสู้ เมื่อเขาคิดสู้ ทุกอย่างก็ระเบิดระเบย เมื่อคืนนี้วิทยากรพี่เลี้ยง ไล่เรียงถามเราเป็นรายตัว ว่าไปบ้านพ่อไล เราเห็นกิจกรรมอะไรบ้าง แค่ไปเห็นในช่วงสั้นๆก็พบว่าพ่อไลทำงานต่างๆถึง60-70รายการ อายุเกือบ70ปี ตัวเล็กๆดำๆแถมยังผอมกะร่อง แต่ทำไมร่างเล็กๆนี้ถึงอัดแน่นพลังมหาศาล ตัวอย่างนี้ เห็นกับตาว่าเราทำได้แน่นอน ได้พาไปให้ดูให้เห็นกับตา เห็นจะจะมาแล้ว และตอบคำถามพ่อใหญ่ที่บอกว่า ให้คัดคนจริงมาอบรม คนจริงเป็นอย่างไร จึงพาไปดูคนจริง
มรดกของชาติก่อนนอน พวกเราสวดมนต์ไหว้พระ แล้วหันหน้าไปทางพระบรมมหาราชวัง ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกึกก้อง แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน ผมคิดว่าเราอย่าร้องเพียงว่า..ธ.ประสงค์ใด ถ้าคนไทยมีหัวใจเศรษฐกิจพอเพียง รักในหลวงต้องทำตรงนี้ นี่คือวาระแห่งเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
อบรมกันทั้งโคตรในรอบออกความเห็น พ่อสุข ศรีวัชระกุล เล่าว่า..ในการมาครั้งนี้ผมยกชุดมาเลย พ่อดองแม่ดอง ลูกเขย หลานเขย แม่ใหญ่ที่บ้าน ลูกสาว หลานตัวจ้อยเรียกว่าขนกันมาทั้งโคตร เพื่อประกันว่างานนี้พวกผมทุ่มเทใจทำกันทั้งหมู่บ้าน และผู้คนที่นั่งแวดล้อมอยู่นี้ก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมหมู่บ้าน ที่ชอบพอและสนใจงานด้านนี้ เขาขอติดตามมาจากหมู่บ้านข้างเคียงก็มี
อาการตึ๊บ ครูพี่เลี้ยงขอให้ทุกคนสะท้อนความรู้สึก ความเห็น อย่างอิสระ พ่อสุข ศรีวัชระกุล ผู้อาวุโสหัวหน้ากลุ่ม ชูมือขอไมค์คนแรก ..พ่อบอกว่า ดีใจหลาย ตั้งใจฟัง คิดตาม ทุกเรื่องวิ่งเป็นละลอกเข้ากระแทกใจ พูดได้แค่นี้ก้อนสะอึกตีสว้านขึ้น พ่อยกมือไหว้แล้วก็หันหลังไปเช็ดน้ำตา ไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้อีก แค่นี้เราก็สื่อทางใจกันได้หมดจดแล้วนะพ่อนะ
แม่ใหญ่ใจทระนงหลังจากนั้นแม่ใหญ่ทั้งหลาย ยกมือขอแสดงความในใจ แม่ๆยืนยันขันแข็งว่า ผู้ใหญ่บ้านโทรฯมาให้ไปเซ็นหลักฐานโครงการของหมู่บ้าน จึงมาลาแล้วยืนยันว่า..แม่จะไปเซ็นชื่อให้เขาก่อน แล้วจะรีบกลับมาให้ทันในบ่ายนี้ ระยะทางไป-กลับ ประมาณ120ก.ม. นี่แหละแม่ใหญ่หัวใจเหล็ก ที่ทำให้ผมนั่งสะอื้นในระหว่างที่พิมพ์ข้อความนี้..แม่ๆบอกว่า มานอนบ้านพ่อครูบา นึกว่าจะได้นอนคุยด้วย แต่ก็เห็นพ่อทำงานตลอด ไม่กล้ามาถามมารบกวน
..เอาอย่างนี้แม่ๆเอ๋ย
คืนพรุ่งนี้ผมจะไปนอนในหมู่บ้านของแม่
ผมจะไม่เอาคอมเอาอะไรไป
..จะไปแต่ตัวและหัวใจ
..เพื่อที่ผมจะได้นอนฟังเรื่องราวจากใจในอดีตของแม่ๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกหลานชาวแซ่เฮเอ๋ย..
พรุ่งนี้น้ำตาอาจจะไปไหลอาบทุ่งกุลาร้องไห้ก็ได้
ฮือๆๆ.. แปลว่า มีหลายฮือ
ดิฉัน เป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลที่ขอนแก่น ครอบครัวพ่อแม่อยู่อุดรธานี มาตรวจสุขภาพตามแพทย์นัด เดือนละ 1 ครั้ง
เมื่อเดือนที่แล้ว หลังปีใหม่ พ่อแม่มาตรวจตามแพทย์นัด ผลตรวจยังมีปัญหาสุขภาพที่ต้องดูแลต่อเนื่อง
แม่เป็นเบาหวาน ดูแลสุขภาพตัวเองดีมาตลอด ครั้งนี้แพทย์พบว่ามีหัวใจโตเล็กน้อย
พ่อเป็นโรคเก๊าท์ ขาไม่บวม ไม่ปวดแล้ว ครั้งนี้แพทย์พบความดันโลหิตสูงขึ้น
ดิฉัน ก็แนะนำเรื่องการปฏิบัติตัว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารเค็ม ไม่ดื่มสุรา ออกกำลังกาย และรับประทานยาตามแพทย์สั่งต่อเนื่อง และการติดต่อสถานพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร 1669 และบอกจะโทรถามข่าวทุกวัน
แม่ก็บอกว่า ไม่ต้องโทรหรอกลูก ค่าโทร แพง หรือเวลาจะไป
ดิฉันให้น้องสาวคนเล็กขับรถไปส่งพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดหลังจากตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเสร็จ พ่ออายุ 75 ปี แม่อายุ 65 ปี ระยะการเดินทาง 80 กม. ดิฉันได้ฟังน้องสาวเล่าให้ฟังว่า ระหว่างขับรถ พ่อกับแม่พูดคุยถึงผลการตรวจสุขภาพ ถ้าหากความตายเกรงว่าลูก ๆ จะลำบาก จึงได้ผลัดกันบอกสิ่งที่ลูก ๆ ต้องปฏิบัติเมื่อพ่อแม่ตาย สิ่งที่พ่อแม่ชอบให้ทำ สิ่งไม่ชอบไม่ให้ทำให้ เงินที่ใช้จัดงานศพให้ จะมีมาจากที่ใดบ้าง ยังห่วงลูก ๆ มีการแบ่งปันเงินที่ได้จากระบบ เช่น เคยส่งเงินทำประกันชีวิต กับเครือข่ายกองทุนต่าง ๆ ว่าส่วนไหนจะใช้ทำอะไร ที่เหลือจะยกให้ใคร มีเหตุผลประกอบว่าทำไมจึงให้คนนั้น คนนี้ บอกเวลาที่ใช้จัดการกับงานศพ บอกวิธีทำกิจกรรมงานศพ บอกการเชิญคนรู้จัก บอกให้ช่วยเหลือคนมาช่วยงาน แม้เป็นเศษเงินที่น้อยนิด หรือเขาไม่ต้องการเพราะมีน้ำใจอยากมาช่วย ลูก ๆ ก็ต้องหยิบยื่นให้กับเขาบ้าง เขาอุตส่าห์มีน้ำใจมาช่วยงานและร่วมแสดงความอาลัย ถ้าลูก ๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ก็ให้ไปสอบถามผู้มีประสบการณ์
น้องสาว...ฟังแล้ว ใจหดหู่ ทำไมพ่อแม่พูดเหมือนจะสั่งเสีย ใจไม่ดีกำลังขับรถอยู่ แต่ก็รีบพูดกลบเกลื่อนไปทางอื่น ๆ เช่น พ่อแม่ไม่ตายง่ายหรอก ถ้าพูดตอนนี้ หนูนี่แหละที่จะเป็นอะไรไปก่อน ไม่อยากให้พูด .....ถ้าพ่อตาย....แล้วใครหล่ะจะมาลับมีดให้หนูใช้ ถ้าแม่ตาย...แล้วใครหล่ะจะมาบอกสูตรทำอาหาร ขนม ให้หนู .....จากนั้นทุกคนก็ผ่อนคลาย ได้หัวเราะ น้องสาวขับรถส่งถึงบ้าน แล้วขับกลับ มาเล่าให้พี่สาวอีก 2 คน ฟัง
น้องสาวอีกคนของดิฉันก็สีหน้าไม่ค่อยดี กลัวเป็นรางร้ายบอกเหตุ กับพ่อแม่
ดิฉัน คิดว่า เข้าใจพ่อแม่ ท่านไม่กลัวความตาย แต่กลัวลูก ๆ ลำบาก ทำอะไรไม่ถูก จึงพูดเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม หากเกิดการณ์ ลูก ๆ จะได้ดูแลตนเองให้สามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่พ่อแม่ต้องการ เมื่อไม่มีชีวิตอยู่แล้ว.......
ดิฉัน..กลับมาถามพี่พยาบาล (ผู้เชี่ยวชาญ) ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันอายุ 57 ปี
ดิฉัน ถามว่า "สิ่งที่พ่อแม่พูดเตรียมลูก ๆ เกี่ยวกับเรื่องความตาย เป็นเรื่องที่ลูก ๆ ต้องรู้ในตอนนี้หรือเปล่า"
พี่เขาตอบว่า "เป็นสิ่งที่ดี ไม่แปลกหรอก พี่ก็ทำแบบนี้เหมือนกัน เขาก็มีลูกสาว 2 คน เวลาไปไหนมาไหนเขาก็จะเตรียมการล่วงหน้าทุกครั้ง ว่า เขาจะเก็บสมุดบัญชีธนาคารวางไว้ที่ไหน และโทรบอกลูกทุกครั้ง เพราะความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ จะเกิดเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นการที่พ่อกับแม่พูดอย่างนั้น จึงถือเป็นเรื่องที่ดี"
ดิฉัน...จึงให้น้องสาวคนเล็ก จดบันทึกสิ่งที่พ่อแม่พูดไว้ให้ลูก ๆ คนอื่น ได้อ่าน ว่าพ่อแม่คิดไว้อย่างไร จะให้ใครทำอะไร...อย่างน้อยก็เข้าใจ....ที่พ่อแม่พูด ก็เพราะ.....ท่านเป็นห่วงพวกเรามาก.....นั่นเอง
ดิฉันจึงขอร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบล็อกนี้ ไว้เท่านี้ก่อนนะคะ
สวัสดีครับท่านครูบาครับ
อยู่ทางหงสานี้ก็หลั่งน้ำตากับผู้เฒ่าเหมือนกันครับ
อยากเล่าว่าที่นี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ แนวโฮม นี่มีบทบาทมากมากในการวางแผนชุมชนครับ
ทุกกองประชุมขาดไม่ได้เลย
แล้วคำพูดที่รัฐกรลาวพูดกับพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ลองฟังนะครับ "ขอแสดงความฮู้บุญคุณพ่อแม่ ที่มาเต้าโฮมในบั้นปึกษาหารือ...."
เขาให้ความเคารพนับถือมากๆครับ
ไม่เหมือนข้าราชการประเทศสารขัณธ์ ที่ชอบมองว่าคนเฒ่าบ้านนอก เป็นคน..(ไม่ฉลาด) ขาดความรู้
ถ้ามีน้ำตาในวันนี้
แต่ดีขึ้นในวันข้างหน้า
ยินยอมอาบน้ำตา
เพื่อทุ่งกุลาและประเทศไทย
.......เหล่านักการ........
ตอบ/คุณกัญญา วังศรี
-ขอบคุณมากที่เล่าเรื่องความจริงที่ธรรมดา ใครก็ต้องตาย
-แต่คุณพ่อคุณแม่ท่านประเสรฺฐ ออกอุบายถ่ายทุกข์ให้ลูกๆที่ละนิด
ผมเชื่อแน่ว่าท่านจะแข็งแรง อยู่เป็นขวัญใจลูกหลาน
ผมดีใจ ที่ได้รู้จักลูกกตัญญู แห่งอีสาน
เมื่อ พ. 20 ก.พ. 2551 @ 15:45
"พูดเหมือนเคยร้องไห้ยังงั้นแหละ
อย่าเฮอะแฮะเฮฮาทำตาหวาน
ถ้าแน่จริงมาสิมาร่วมงาน
มาบริการน้ำตาสัก5ปิ๊บ"
7. สิงห์ป่าสัก
ตอบกลับว่า : ก่อนตายวายชีวาทย์
ก่อนจะขาดใจตายมุ่งหมายว่า
จะสวมกอดพี่ป้าและน้าอา
กอดจนกว่าขาดใจได้ไหมจ๊ะ
ผมชอบกระบวนการแบบนี้ครับท่านครูบาครับ และผมก็ชอบทำแบบนี้ เขาเรียกว่า "กระบวนวิธีสนทนาชีวิต" มันเป็นการกระตุกให้คนได้คิด คิด คิด ไม่ว่าเรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคต คิด เมื่อคิดสะระตะแล้ว ปัญญาเกิด เรากระทุ้งต่อ การกระทำในสิ่งที่หวังจะตามมา เราอาจะเรียกบรรลุธรรมในทางโลก หากทำไปสักพักเรากระตุ้นแบบนี้ ย้ำไปเรือยๆ มันก็กลายเป็นผลึกความคิดและการกระทำ
นั่นแหละคนจริง สาธุ
เมื่อจอมยุทธยืนยันวิธีนี้
ดีไม่ดีก็ต้องลองสักตั้ง
ถ้าจะเป็นอะไรก็เป็นกัน
จะเกมันหมดหน้าตักเพราะรักนะ
ผมคิดว่าบางทีการเรียนรู้ ก็เกิดได้เพียงแต่ตั้งคำถามให้ถูกต้องนะครับ ไม่แปลกที่คำตอบอาจจะไม่เหมือนกัน -- คนละคน คนละชีวิต คนละบริบท คนละข้อจำกัด ทำไมถึงจะต้องตอบเหมือนกัน
ไม่จำเป็นต้องไปยัดเยียดคำตอบให้ผู้เรียนเลย -- ถามคำถาม ให้แต่ละคนหาคำตอบเอง นำสู่การปฏิบัติ (รู้แต่ไม่ทำ มีค่าเท่ากับไม่รู้) ถ้าคำตอบไม่ใช่ ก็เปลี่ยนคำตอบ ทดลองค้นคว้าได้ เรียนรู้ร่วมกัน
กระบวนการนี้ไม่ใช่การทำข้อสอบที่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวจึงจะได้คะแนน
เป็นเรื่องธรรมชาติของคำถาม
วันนี้เปลี่ยนจากเรื่องซ่าส์ มาเป็นเรื่องซึ้งๆ
สวัสดีค่ะ พ่อครูบา ซึ้งใจ กับแม่ใหญ่ ค่ะ
น้องๆ ไปช่วยท่านครูบาหน่อยนะ งานแบบนี้คนดำเนินการต้องมีสมาธิ และใช้พลังงาน(สมอง)มาก ต้องมีผู้ช่วยมาเกาะติดพร้อมที่จะแทนที่ได้ทันทีครับ เชียร์ เชียร์...
เกรงว่าจะเสียเวลาเรียนรู้ ใช้การแสดงความรู้สึก อารมณ์ในเรื่องจริงนานเกินไป จึงขอแนะนำแหล่งความรู้จากเว็บ ให้ศึกษา อีกมิติหนึ่งด้านจิตวิญญาณ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเผชิญความตายอย่างรู้เท่าทัน ซึ่งทุกคนควรทำความเข้าใจและยอมรับความตายอย่างสงบได้อย่างกล้าหาญดีกว่าจะปล่อยให้ใจเป็นทุกข์ และหดหู่ ซึ่งจะทำให้ชีวิตสั้นลง ควรรีบปรับให้จิตใจผ่องใส การยิ้ม หัวเราะ ทำให้ฮอร์โมนความสุขหลั่ง ไม่เครียด เสียโดยเร็ว นะขอบอก และขอบอก
http://www.budnet.info/dead/dead.htm