เมื่อวานหลังจากที่ผมไปถึงปัตตานีตามความหวังที่จะไปร่วมรับการอบรมเพื่อพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ แต่สุดท้ายนึกขึ้นมาได้ว่าต้องไปงานเลี้ยงที่บ้านพี่ภรรยาก่อน (แฮะ) เลยกว่าจะไปถึงโรงแรมซีเอส สถานที่จัดอบรมก็บ่ายสามไปแล้วครับ ทีแรกนึกว่างานจะใกล้เลิกแล้ว แต่ที่ไหนได้ เวทีกำลังเดือดอยู่พอดี ผมไม่ได้เห็นเวทีที่คุยกับสนุกแบบนี้มานานมากแล้วครับ จำได้ครั้งหลังสุดคือ ตอนที่ไปประชุมเรื่องมาตรฐานวารสารวิชาการที่ กทม. อีกครั้งหนึ่ง (ซึ่งผมว่ายังไม่ถึงขั้นเดือด แต่อาจารย์บางท่านบอกว่าเดือด) คือ เวที proceeding ของคณะเมื่อปีที่แล้ว เฉพาะในตอนที่ผมนำเสนอ แล้วมีคนเห็นแย้ง
ตอนที่ผมไปถึงกำลังคุยกันเรื่องของการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นที่กำลังแสดงความคิดเห็นกันอย่างเผ็ดร้อนระหว่างวิทยากร น่าจะเป็นประเด็นของการเก็บข้อมูลภาคสนามครับ ซึ่งถ้าดูในกำหนดการน่าจะเป็นช่วงก่อนหน้าที่ผมไปถึง และวิทยากรน่าจะเป็นอีกท่านหนึ่ง ไม่ใช่ท่านที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
บังเอิญเรื่องที่กำลังถกเถียงกันอยู่นั่น เมื่อเทอมที่แล้วผมเพิ่งได้ถกเถียงกับอาจารย์ในชั้นเรียนป.เอกไปแล้ว ผมจึงไม่แปลกใจกับความหลากหลายของแนวคิดและวิธีการ และความเห็นที่แตกต่างกันของวิทยากร
ประเด็นง่ายๆ ที่คุยกันไม่จบในงานวิจัยเชิงคุณภาพ คือ เครื่องมือมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ก็เพราะงานวิจัยเชิงคุณภาพใช้นักวิจัยเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล หลายท่านพยายามจะบอกว่า นักวิจัยต้องไม่มีอคติแอบแฝง และขจัดสิ่งนั้นออกไปในการให้ค่าให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนตัวผมเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอคติ ฮิฮิ เพราะนั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่ไม้บรรทัด ผมว่า การให้ค่าต่อเหตุการณ์ๆ หนึ่ง จะต้องขึ้นอยู่กับผู้วิจัย ซึ่งฐานในการให้ค่า คือ ความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด หรือรวมไปถึงอคติ เพราะทั้งหมดเป็นส่วนที่ทำให้เกิดมุมมองและการอธิบายเหตุการณ์ได้
เพียงแต่เหตุผลที่คุณให้นั้นคนอ่านงานของคุณจะเห็นด้วยหรือเปล่า นั่นแหละที่เป็นหัวใจสำคัญที่นักวิจัยจะต้องใช้เหตุผล และอ้างอิงกับสิ่งที่ดีที่สุด นั่นก็หมายถึง ถ้าเราคิดว่า อคติคือปัญหาของการทำวิจัย เราก็ไม่สามารถทำงานวิจัยประเภทนี้ได้หรอกครับ
ประเด็นต่อมาที่มีการพูดถึงกันอีกประเด็นหนึ่ง คือ ในกรณีที่มีข้อมูลขัดแย้งกับผลการวิจัยส่วนใหญ่ คุณจะนำเสนอหรือเปล่าในงานวิจัยของคุณ
คำถามนี้ประสบการณ์ของผมให้ตอบง่ายๆ อย่างนี้ครับว่า ครั้งหนึ่งผมนำเสนอผลงานวิจัยของผม อาจารย์ผมถามว่า ทำไมมันดีไปหมดทุกอย่างเลย ไหนละที่มีคนไม่เห็นด้วย ผมก็เปิดไปในงานวิจัยของผม แล้วบอกอาจารย์ว่า ประเด็นนี้ไงครับที่มีคนไม่เห็นด้วย ว่า มันไม่ดี อาจารย์ผมตอบกลับมาว่า ทำไมน้อยจัง ทำงานการทำงานของคุณจะมีมุมเดียว
ดังนั้นงานวิจัยที่นำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว คิดเล่นๆ ว่าจะมีคนเชื่องานของคุณเหรอ? ดังนั้นในการนำเสนอผลงานวิจัยจะต้องนำเสนอในทุกมิติที่ผู้วิจัยเก็บเกี่ยวมาได้
เพียงแต่การตัดสินใจว่าจะเลือกข้างไหนเท่านั้นแหละที่เป็นสิทธิของนักวิจัยเลือก แต่ต้องให้เหตุผลว่าทำไม ซึ่งผู้อ่านงานก็จะตัดสินใจได้ว่า เชื่อคุณดีมัย
ที่ผมประทับใจในงานอบรมนี้ ก็ตรงที่วิทยากรทุกท่านมีอิสระในการนำเสนอแนวคิดประสบการณ์ของตนเองครับ ซึ่งในวงวิชาการ ไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นเหมือนกัน เพียงแต่ที่จะต้องนำมาเสนอคือเหตุและผล
นักวิชาการเถียงกันได้ (เคยได้ยินดร.ชัยวัฒน์ เรียกว่า กัดกันได้) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทะเลาะกัน ทะเลาะกันกับเถียงกันคนละเรื่องครับ
บรรยากาศแบบนี้เลยมีข้อสรุป จำเป็นต้องมีอีกเรื่อยๆ ครับเพื่อพัฒนานักวิชาการรุ่นใหม่
ปล. หลังอบรม นักวิจัยรุ่นใหม่อย่างเราๆ ตั้งคำถามว่า เราจะตามแนวคิดของใครดี ผมตอบคำถามนี้ว่า สรุปว่า ผมเชื่ออาจารย์ผมดีกว่า (หมายถึงเป็นอีกสำนักหนึ่งจากหลายสำนักที่นั่งฟังวันนี้)
โอ้ ขอบคุณมากครับอาจารย์
ขจิต ฝอยทอง มากครับ
สิ่งที่เราควรเชื่อ คือความจริงเท่า นั้นอาจารย์ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนไว้ว่า ถ้าคุณเชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง และใช้มันอ้างอิง คุณช่างเป็นคนโง่เสียเหลือเกิน <div class="info">
</div>
มาเยี่ยม คุณ
จารุวัจน์
หลายสำนักก็หลายมุมคิดนะครับ ถ้าวิทยากรมีอัตตาสูงก็เป็นงานหนักที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจนะครับ..
ขอบคุณครับอาจารย์
umi นอกจากวิทยากรที่มีอัตตาสูงจะทำให้เกิดงานหนักแล้ว ผู้เข้าร่วมอบรมที่อัตตาสูงพอๆ กันก็เป็นปัญหาเหมือนกันครับ