การประท้วงของนางฟ้า

            คราวที่ไปภาคเหนือพบกับน้าอึ่ง อ.แสวง น้องเอก และหมอรอน ผมนั่งเครื่องบินการบินไทยไปลงกรุงเทพฯ ไปส่งลูกสาวไปเรียนต่อ แล้วนั่งเครื่องต่อไปเชียงใหม่ นั่งรถไปปายและกลับมาที่เชียงใหม่ แล้วขึ้นเครื่องจากเชียงใหม่กลับภูเก็ต เห็นแอร์โฮสเตสปฏิบัติหน้าที่บนเครื่อง ก็ดูเรียบร้อยดี ไม่เห็นมีแย่งผู้ชายกันบนเครื่อง อิอิ

                ตอนขึ้นเครื่องจะมีแอร์โฮสเตส มายืนรอรับอยู่ที่หน้าประตู สมัยนี้ดีหน่อยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสทักทาย ไม่กระดกมืออย่างเดียวเหมือนสมัยก่อนแล้ว  เห็นแอร์โฮสเตสแล้วนึกถึงละครสงครามนางฟ้า ว่ากันว่าละครเรื่องนี้เอามาจากอินเตอร์เนท คนเขียนใช้ชื่อ แอร์กี่ เขียนเรื่อง ชีวิตรันทด เรื่องจริงผ่านคอม ว่ากันว่ามีคนตามอ่านเป็นเรื่องฮิตทีเดียว จนกระทั่งมาเป็นบทละครเรื่องนี้ แต่ทำไมตอนอยู่ในอินเตอร์เนทไม่มีใครประท้วงเนาะ....

                ผมไม่เข้าข้างใครเพราะไม่ได้มีเมียเป็นแอร์โฮสเตส...เอิ้กๆๆ แต่จากบทละครย่อพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นของแอร์ สจ๊วตของสายการบินเมฆขลา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการบินไทย สีเสื้อผ้าก็คนละสี ชุดแต่งกายก็ไม่เหมือนหรือคล้ายที่จะทำให้ใครเข้าใจว่าเป็นเรื่องของแอร์สายการบินไทย  ฉากละครนอกจากที่ถ่ายทำที่ไทยแล้วยังไปถ่ายทำที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ยังสงสัยว่าทำไมแอร์สายการบินไทยจึงเป็นเดือดเป็นแค้นอยู่บริษัทเดียว หรือว่าเป็นเรื่องจริงของอดีตนางฟ้าในไทยตามที่ผู้ประพันธ์อ้าง  ถ้าเป็นเรื่องจริงผู้จัดละครก็ไม่น่าจะผิดอะไรเพราะเป็นการเอาชีวิตรันทดของคนในสังคมที่มีอาชีพแอร์โฮสเตสมาตีแผ่ เหมือนกับว่าหากเอาเรื่องของหมอกับพยาบาลมาตีแผ่ หากมีฉากพยาบาลตบกันเพื่อแย่งหมอ พยาบาลจะออกมาประท้วงไหม  หรือจะเอาเรื่องคนในกระบวนการยุติธรรมทุกฝ่ายมาตีแผ่ว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นจะรับกันได้ไหม หรือจะเอาเรื่องครูตบกันเพื่อแย่ง ผ.อ. จะมีครูออกมาประท้วงไหม

                เรื่องเหล่านี้สำคัญอยู่ที่ว่าผู้จัดละครเอาเรื่องไม่ดีมาตีแผ่แล้วได้นำส่วนที่ดีมาให้เกิดการเปรียบเทียบไหม เพื่อให้ผู้ชมได้คิดว่านี่มันเป็นเพียงส่วนน้อยของสังคมส่วนหนึ่งเท่านั้น คนส่วนใหญ่ในองค์กรเขาไม่ได้เป็นแบบนี้  เราจะใจกว้างกันพอที่จะรับกันได้ไหมล่ะ  สมมุติว่ามีฉากตบกันในเครื่องแบบ แล้วมีคนมาห้ามปรามแล้วบอกว่า การตบกันในเครื่องแบบถือเป็นเรื่องร้ายแรง โทษคือไล่ออก และคนที่ไปตบคนอื่นก็ถูกไล่ออกตามกฎ   ผมว่าผู้ชมเขารับรู้ได้นะว่านี่มันเป็นส่วนน้อยของสังคม

                แต่อย่างไรก็ตาม ทราบว่าผู้จัดละครกับฝ่ายแอร์โฮสเตสเขาตกลงกันแล้ว ผู้จัดละครก็พยายามเปลี่ยนแปลงบท และจะให้แอร์โฮสเตสนุ่งกระโปรงให้ยาวขึ้น ก็ดีครับตกลงกันได้ก็ดีด้วยกันทุกฝ่าย   แต่ส่วนตัวผมเห็นแอร์โฮสเตสที่อเมริกานุ่งสั้นกว่าในละครอีกก็ไม่เห็นใครเขาให้นุ่งกระโปรงยาวขึ้น อิอิ

                ตอนผมไปทัศนศึกษาเมืองจีนกับคณะอัยการจังหวัดซึ่งผมเป็นประธานรุ่น เราไปกันประมาณ ๖๐ คน นั่งกันเต็มเครื่อง (อ้อ..รวมกับคณะอื่นๆเขาด้วย อิอิ) ก็มีแอร์โฮสเตสหน้าตาจิ้มลิ้ม ออกมายืนทำท่าทางกรณีมีเหตุฉุกเฉิน จะสวมหน้ากากยังไง พวกเราพยายามยั่วให้ยิ้มเธอก็ทำหน้าเฉยไม่ยินดียินร้าย   พอเธอแสดงจบ พวกเราก็ปรบมือกันเสียงดัง คราวนี้หน้าเธอแดงเหมือนลูกท้อ หัวเราะคิกๆๆ

                นึกถึงยายคนหนึ่งที่ภูเก็ต จะไปตรวจรักษาหัวเข่า ลูกชายมาเยี่ยมก็ชวนแม่นั่งรถไปหาหมอที่กรุงเทพด้วยกัน ยายแกก็ไป  พอตรวจรักษาเสร็จ ลูกชายให้อยู่ที่บ้านที่กรุงเทพสักอาทิตย์สองอาทิตย์ให้หายคิดถึง แต่ยายทนคิดถึงบ้านไม่ไหว บอกลูกชายว่าจะกลับบ้าน ลูกชายก็เลยซื้อตั๋วเครื่องบินให้แม่กลับ ยายแกไม่เคยนั่งเครื่องบิน แกรู้ว่าวันนี้แกจะได้นั่งเครื่องบิน(แถวบ้านผมสมัยก่อนเขาเรียกเรือบิน) พอลูกไปส่งที่ดอนเมือง เช็คอินเสร็จแล้ว พาแม่ไปส่งที่ทางออกขึ้นเครื่องแล้วลูก ลูกสะใภ้และหลานก็ลากลับ

                   ยายก็เดินไปตามที่เขาบอก แต่เที่ยวบินของยายต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตูทางออกหมายเลข ๘ ใครไปดอนเมืองก็จะรู้ว่าถ้าประตูทางออกหมายเลข ๘ ก็จะต้องนั่งรถบัสไปขึ้นเครื่องที่จอดอยู่ไกล

                   หลังจากที่เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องไปแล้ว แอร์และสจ๊วตตรวจนับผู้โดยสารปรากฏว่าขาดอยู่เพียงคนเดียว จึงประกาศ ประกาศครั้งสุดท้าย ของสายการบินไทย ผู้โดยสารที่ใช้นามว่านางเสียว ตัน(นางเสียว แซ่ตัน)กรุณาขึ้นเครื่องที่ประตูทางออกหมายเลข ๘  แล้วประกาศซ้ำ    แต่เจ้าหน้าที่กราวน์สังเกตเห็นยายคนนี้คนเดียวที่เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นจึงเข้าไปถามว่า ยายชื่อนางเสียวใช่ไหม ยายแกตอบว่า ไม่ใช่ ยายชื่อสิ้ว ไม่ใช่ชื่อเสียว (ภาษาอังกฤษเป็นพิษ คนขายตั๋วพิมพ์ชื่อ สิ้ว เป็น SEAW  แต่คนประกาศอ่านเป็น เสียว

                  ยัง....ยังไม่จบแค่นั้น เจ้าหน้าที่เขาก็เลยพายายสิ้วไปขึ้นรถบัส  ยายสิ้วไม่ยอมขึ้น ไม่ไปยายไม่ไป... เจ้าหน้าที่ถามว่า ทำไมละยาย กลัวเครื่องบินเหรอ ไม่มีอะไรหรอก แป๊บเดียวก็ถึงภูเก็ตแล้ว   ยายบอกว่า ยายไม่กลัวหรอก แต่ยายไม่ยอมให้คนกรุงเทพหลอกจะบอกให้ ลูกยายซื้อตั๋วเครื่องบินไปภูเก็ต ไม่ใช่ตั๋วรถบัส โว้ย.....ฮ่าๆๆๆ