มันเป็นประสบการณ์ชีวิตนักพัฒนาคนหนึ่งที่แอบมีความสุขเล็กๆคนเดียวเมื่อนึกถึงคำว่า....ให้.....

สองสามวันมานี่ผมคิดถึงเพื่อนรักคนหนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ เราทำงานพัฒนาชนบทที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ มาด้วยกัน ผมเรียกไอ้วัด เป็นคนสุพรรณ ปากเปราะ รักเพื่อนฝูง มีน้ำใจ และเป็นคนแบบ ชีวิตต้องสู้  

คนทำงานพัฒนาชนบทสมัยนั้นไม่ได้คิดอะไรกับอนาคตตัวเอง มีแต่คิดถึงชาวบ้าน จะทำอย่างไรจึงจะให้สภาพชนบทดีขึ้น เวลาล่วงเลยไปหลายปีไอ้วัดก็เอาลูกสาวชาวบ้านมาเป็นเมียซะแล้ว แต่ทุกฝ่ายก็เห็นดีเห็นชอบ ก็มันรักจริง น้องสุ คนนี้เป็นสาวชาวบ้านที่ไม่ธรรมดาเพราะพ่อแม่เธอมีเชื้อสายกะเหรี่ยง หรือปกากะญอ เราเห็นแววเธอว่าเป็นคนฉลาด จึงเอามาฝึกอบรมให้เป็นครูพี่เลี้ยงโรงเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน  เธอทำได้ดี การงานของเราคลุกคลีกับชาวบ้านจนเรียกเป็นลูกเป็นแม่เป็นพ่อกันหมด ขึ้นบ้านไหนกินข้าวได้หมด จะหลับจะนอนกี่วันกี่เดือนก็ได้ ความผูกพันแบบนี้มัดตรึงใจผมจนไปไหนไม่ได้ ต้องทำงานแบบนี้ตลอดไป 

(รูปบน) นักพัฒนาได้อาศัยรถมอเตอร์ไซด์เป็นยานพาหนะตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ กินนอนกับชาวบ้าน  (รูปล่าง) สภาพชนบท สมัยนั้น(พ.ศ. 2518-2522) การข้ามแม่น้ำขาน ต้องลุยแบบนี้ ไม่มีสะพานครับ ต้องแบกมอเตอร์ไซด์ข้ามน้ำกัน คนที่นุ่งผ้าขาวม้านี้คือนายอำเภอครับ

เมื่อโครงการจบตามกำหนด พวกนักพัฒนาก็เรือแตก ต่างคนก็ว่ายน้ำเอาตัวรอด เพราะไม่มีใครอยู่ในฐานะที่จะช่วยใครได้ ใครหางานทำที่ไหนได้ก็ไป ส่วนผมเองระเห็จมาอีสานก่อนหน้าที่โครงการจะจบแล้ว เพราะนโยบายของรัฐสมัยนั้นทำให้ผมทำงานที่นั่นไม่ได้ ไอ้วัดไปทำงานที่แม่ฮ่องสอน  ไม่กี่ปีโครงการแม่ฮ่องสอนก็จบอีก ไอ้วัดไม่มีทางจะไปไหนแล้ว หอบเมียและลูกน้อยคนหนึ่งเข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่กับญาติ แล้วทำน้ำเต้าหู้ขาย 

ทำได้ไม่เท่าไหร่ ตำรวจเทศกิจขับไล่หาว่ากีดขวางทางเดินเท้า ไอ้วัดเล่าว่า กูกับเมียต้องยกหม้อต้มน้ำเต้าหู้ร้อนๆหนีตำรวจ มือหนึ่งก็อุ้มลูก ....ผมฟังแล้วน้ำตาตก..เออ มึงตกระกำลำบากขนาดนั้นเชียวหรือ มันไม่เข็ดแอบทำน้ำเต้าหู้อีกไม่กี่วัน ไอ้วัดก็จดหมายไปหาผมที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมย้ายไปทำงานที่ท่าพระขอนแก่นแล้วกับโครงการของ USAID กับคณะเกษตร มข. ท่านอาจารย์ ดร.เทอด เจริญวัฒนา เป็นหัวหน้าโครงการ FSR/E กำลังนำเทคนิคการประเมินสภาวะชนบทแบบเร่งด่วนเข้ามาครั้งแรกในประเทศไทยแล้วขจรขจายไปทั่วโลกจนปัจจุบันนี้ในนาม PRA  

ไอ้วัดจดหมายไปบอกผมว่า...กูขอยืมตังค์นาย 2,000 บาท จะขนลูกเมียกลับเชียงใหม่แล้ว กรุงเทพฯไม่ใช่ที่ของเรา  กูจะไปหางานทำที่บ้านเมีย..กูไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย ขอยืมแล้วจะคืนให้...  

(รูปบน) "น้องสุ" ทำหน้าที่ครูพี่เลี้ยงเด็ก (รูปล่าง) นี่คือสภาพโรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในสมัยนั้น(ประมาณปี 2519) ทำกันแบบตามมีตามเกิดจริงๆ 

ผมส่งเงินให้ไอ้วัดไป 3,000 บาท แล้วบอกว่า มึงไม่ต้องคืนเงินกู และกูเชื่อว่ามึงไม่อดตาย คนอย่างมึงกับน้องสุนั้น ไม่อดตาย กลับไปเถอะ กลับไปบ้านเชียงใหม่เถอะ ว่างๆจะขึ้นไปหามึง...

มันยืนยันว่าจะคืนเงินให้  ผมก็เลยถือโอกาสเล่าให้ฟังว่า มึงจำที่พักกูชานเมืองเชียงใหม่ได้ไหม.. วันหนึ่งคนเผยแพร่ศาสนาหนึ่งเขามาเผยแพร่แล้วก็มอบเอกสารเล่มเล็กๆให้กู กูก็รับมางั้นๆ..ว่างๆก็หยิบเอามาอ่านกูประทับใจเรื่องหนึ่ง ว่า ...มีสตรีขับรถเสียข้างทาง ก็ลงรถพยายามโบกให้คนขับรถผ่านมาช่วยเหลือ ก็ไม่มีใครยอมหยุดรถมาช่วย.. จวนมืดแล้วมีคนหนึ่งหยุดรถลงมาช่วยจนสามารถใช้การได้ สตรีขอบคุณชายคนนั้นพร้อมหยิบเงินเป็นค่าตอบแทนสินน้ำใจที่ลงมาช่วย  ชายคนนั้นไม่รับ สตรีก็ยืนยันจะให้พร้อมขอบคุณเป็นที่สุดที่ช่วยเหลือ ในที่สุดชายคนนั้นกล่าวว่า เอางี้ก็แล้วกัน ผมไม่รับเงินคุณผู้หญิง แต่ขอให้คุณผู้หญิงได้โปรดช่วยเหลือคนอื่นๆเมื่อตกทุกข์ได้ยากเหมือนผมช่วยคุณวันนี้...ก็แล้วกัน สตรีคนนั้นตกลง... ผมบอกไอ้วัดว่า มึงไม่ต้องคืนเงินกู แต่มึงช่วยเหลือคนอื่นบ้างก็แล้วกันเหมือนเรื่องที่เล่าให้ฟังนี้...มันตกลง 

ผมไม่ได้ข่าวไอ้วัดอีกเลยหลายปีต่อมา  จนฤดูหนาวปีหนึ่งผมพาครอบครัวขึ้นไปเชียงใหม่เพราะคิดถึงเพื่อนๆ พบไอ้วัด มันก็กอดคอแล้วลากผมไปคุยกัน มันเล่าให้ฟังว่า กูมาเชียงใหม่ก็ไปหาที่พักในเมืองถูกๆ เช่าเครื่องซีล๊อคมารับจ้าง  ช่วยบริหารโรงแรมกระจอกๆให้เขา อาศัยไอ้วัดปากเปราะ คุยกับคนเก่งและพูดอังกฤษได้ดี กิจการก็ไปได้ดีพอมีเงินหมุนเวียนส่งลูกเรียนหนังสือ พอกินพอใช้  แต่ความเป็นคนสู้ชีวิต  น้องสุชวนไอ้วัดไปรับจ้างรีสอร์ทที่ขึ้นเป็นดอกเห็ดในสมัยนั้น ตกแต่งสวนไม้ดอกไม้ประดับอีก ก็ไปพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ปูหญ้า  จนรับงานไม่ไหว 

วันหนึ่งขณะที่ไอ้วัดง่วนอยู่กับการดูแลต้นไม้ ใส่ปุ๋ย นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินมาใกล้ๆ ความเป็นคนปากเปราะ ไอ้วัดทักทายเขา เป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่นคนนั้นก็คุยเล่นด้วย 2-3 วันต่อมาไอ้วัดกลายเป็นคนคุยสนิทสนมกับญี่ปุ่นไปเลย  ในที่สุดญี่ปุ่นสนใจเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้ อัธยาศัยดี ทำงานเข้มแข็ง จึงคุยกันถึงการทำธุรกิจด้วยกัน...  

(1) ไอ้วัด (2) พี่พินิจ กอศรีพร ปัจจุบันเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตร (3) บางทราย (4) ศิษย์เก่า มอ. "สมพงษ์" ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญ UN (5) ศรีภรรยา ผู้เขียน อิอิ..  

นักธุรกิจญี่ปุ่นคนนั้น ชวนสองคนผัวเมียไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น แล้วกลับมาเมืองไทย ออกทุนให้หมดทำธุรกิจเกษตรตัวหนึ่งคือ  สะสมไม้ดอกประเภทหัว เช่น แสงตะวัน สมุนไพร หรือว่านต่างๆที่มีหัวใต้ดิน และออกดอกสวยๆ เอามาเพาะขยาย แล้วส่งไปขายที่ญี่ปุ่น เพียงไม่กี่ปี ไอ้วัดและน้องสุกลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ มีรถ มีที่ดิน มีบ้าน มีเงินในธนาคาร และมีกิจการที่มั่นคง 

น้องสุนั้นเรียนจบแค่ ป.4 แต่ความมุมานะและมีจิตใจเรียนรู้ อดทน สู้กับชีวิต เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Tissue culture และการเพาะขยายว่านที่ให้ดอกสวยๆในประเทศไทยไปแล้ว  แปลงเพาะขยายของเธอกลายเป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์หลายมหาวิทยาลัย เด็ก ป.4 กลายเป็นวิทยากรบรรยายในห้องเรียนปริญญาตรีและโท เธอถูกอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างประเทศเชิญไปบรรยายผ่านล่าม 

ไอ้วัดและน้องสุมันทำตามคำที่ผมบอกมันว่าขอให้ช่วยคนอื่นต่อไปเถอะ  ...มันตั้งงบประมาณส่งเด็กเรียนปริญญาหลายคน เป็นกรรมการมูลนิธิเด็กแห่งหนึ่งในเชียงใหม่  เพื่อนฝูงตกทุกข์ได้ยากไม่มีเงินส่งค่าเทอมลูก ไอ้วัดและน้องสุรับผิดชอบหมด... 

ผมคิดคนเดียวว่า ..การทำความดี..มันส่งผลดีดีขึ้นแล้ว มันได้กระจายการทำดีออกไปแล้ว..

มันเป็นประสบการณ์ชีวิตนักพัฒนาคนหนึ่งที่แอบมีความสุขเล็กๆ  เมื่อนึกถึงคำว่า....ให้.....