สองสามวันมานี่ผมคิดถึงเพื่อนรักคนหนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ เราทำงานพัฒนาชนบทที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ มาด้วยกัน ผมเรียกไอ้วัด เป็นคนสุพรรณ ปากเปราะ รักเพื่อนฝูง มีน้ำใจ และเป็นคนแบบ “ชีวิตต้องสู้”
คนทำงานพัฒนาชนบทสมัยนั้นไม่ได้คิดอะไรกับอนาคตตัวเอง มีแต่คิดถึงชาวบ้าน จะทำอย่างไรจึงจะให้สภาพชนบทดีขึ้น เวลาล่วงเลยไปหลายปีไอ้วัดก็เอาลูกสาวชาวบ้านมาเป็นเมียซะแล้ว แต่ทุกฝ่ายก็เห็นดีเห็นชอบ ก็มันรักจริง “น้องสุ” คนนี้เป็นสาวชาวบ้านที่ไม่ธรรมดาเพราะพ่อแม่เธอมีเชื้อสายกะเหรี่ยง หรือปกากะญอ เราเห็นแววเธอว่าเป็นคนฉลาด จึงเอามาฝึกอบรมให้เป็นครูพี่เลี้ยงโรงเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน เธอทำได้ดี การงานของเราคลุกคลีกับชาวบ้านจนเรียกเป็นลูกเป็นแม่เป็นพ่อกันหมด ขึ้นบ้านไหนกินข้าวได้หมด จะหลับจะนอนกี่วันกี่เดือนก็ได้ ความผูกพันแบบนี้มัดตรึงใจผมจนไปไหนไม่ได้ ต้องทำงานแบบนี้ตลอดไป

(รูปบน) นักพัฒนาได้อาศัยรถมอเตอร์ไซด์เป็นยานพาหนะตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ กินนอนกับชาวบ้าน (รูปล่าง) สภาพชนบท สมัยนั้น(พ.ศ. 2518-2522) การข้ามแม่น้ำขาน ต้องลุยแบบนี้ ไม่มีสะพานครับ ต้องแบกมอเตอร์ไซด์ข้ามน้ำกัน คนที่นุ่งผ้าขาวม้านี้คือนายอำเภอครับ
เมื่อโครงการจบตามกำหนด พวกนักพัฒนาก็เรือแตก ต่างคนก็ว่ายน้ำเอาตัวรอด เพราะไม่มีใครอยู่ในฐานะที่จะช่วยใครได้ ใครหางานทำที่ไหนได้ก็ไป ส่วนผมเองระเห็จมาอีสานก่อนหน้าที่โครงการจะจบแล้ว เพราะนโยบายของรัฐสมัยนั้นทำให้ผมทำงานที่นั่นไม่ได้ ไอ้วัดไปทำงานที่แม่ฮ่องสอน ไม่กี่ปีโครงการแม่ฮ่องสอนก็จบอีก ไอ้วัดไม่มีทางจะไปไหนแล้ว หอบเมียและลูกน้อยคนหนึ่งเข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่กับญาติ แล้วทำน้ำเต้าหู้ขาย
ทำได้ไม่เท่าไหร่ ตำรวจเทศกิจขับไล่หาว่ากีดขวางทางเดินเท้า ไอ้วัดเล่าว่า กูกับเมียต้องยกหม้อต้มน้ำเต้าหู้ร้อนๆหนีตำรวจ มือหนึ่งก็อุ้มลูก ....ผมฟังแล้วน้ำตาตก..เออ มึงตกระกำลำบากขนาดนั้นเชียวหรือ มันไม่เข็ดแอบทำน้ำเต้าหู้อีกไม่กี่วัน ไอ้วัดก็จดหมายไปหาผมที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมย้ายไปทำงานที่ท่าพระขอนแก่นแล้วกับโครงการของ USAID กับคณะเกษตร มข. ท่านอาจารย์ ดร.เทอด เจริญวัฒนา เป็นหัวหน้าโครงการ FSR/E กำลังนำเทคนิคการประเมินสภาวะชนบทแบบเร่งด่วนเข้ามาครั้งแรกในประเทศไทยแล้วขจรขจายไปทั่วโลกจนปัจจุบันนี้ในนาม PRA
ไอ้วัดจดหมายไปบอกผมว่า...กูขอยืมตังค์นาย 2,000 บาท จะขนลูกเมียกลับเชียงใหม่แล้ว กรุงเทพฯไม่ใช่ที่ของเรา กูจะไปหางานทำที่บ้านเมีย..กูไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย ขอยืมแล้วจะคืนให้...

(รูปบน) "น้องสุ" ทำหน้าที่ครูพี่เลี้ยงเด็ก (รูปล่าง) นี่คือสภาพโรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในสมัยนั้น(ประมาณปี 2519) ทำกันแบบตามมีตามเกิดจริงๆ
ผมส่งเงินให้ไอ้วัดไป 3,000 บาท แล้วบอกว่า มึงไม่ต้องคืนเงินกู และกูเชื่อว่ามึงไม่อดตาย คนอย่างมึงกับน้องสุนั้น ไม่อดตาย กลับไปเถอะ กลับไปบ้านเชียงใหม่เถอะ ว่างๆจะขึ้นไปหามึง...
มันยืนยันว่าจะคืนเงินให้ ผมก็เลยถือโอกาสเล่าให้ฟังว่า มึงจำที่พักกูชานเมืองเชียงใหม่ได้ไหม.. วันหนึ่งคนเผยแพร่ศาสนาหนึ่งเขามาเผยแพร่แล้วก็มอบเอกสารเล่มเล็กๆให้กู กูก็รับมางั้นๆ..ว่างๆก็หยิบเอามาอ่านกูประทับใจเรื่องหนึ่ง ว่า ...มีสตรีขับรถเสียข้างทาง ก็ลงรถพยายามโบกให้คนขับรถผ่านมาช่วยเหลือ ก็ไม่มีใครยอมหยุดรถมาช่วย.. จวนมืดแล้วมีคนหนึ่งหยุดรถลงมาช่วยจนสามารถใช้การได้ สตรีขอบคุณชายคนนั้นพร้อมหยิบเงินเป็นค่าตอบแทนสินน้ำใจที่ลงมาช่วย ชายคนนั้นไม่รับ สตรีก็ยืนยันจะให้พร้อมขอบคุณเป็นที่สุดที่ช่วยเหลือ ในที่สุดชายคนนั้นกล่าวว่า เอางี้ก็แล้วกัน ผมไม่รับเงินคุณผู้หญิง แต่ขอให้คุณผู้หญิงได้โปรดช่วยเหลือคนอื่นๆเมื่อตกทุกข์ได้ยากเหมือนผมช่วยคุณวันนี้...ก็แล้วกัน สตรีคนนั้นตกลง... ผมบอกไอ้วัดว่า มึงไม่ต้องคืนเงินกู แต่มึงช่วยเหลือคนอื่นบ้างก็แล้วกันเหมือนเรื่องที่เล่าให้ฟังนี้...มันตกลง
ผมไม่ได้ข่าวไอ้วัดอีกเลยหลายปีต่อมา จนฤดูหนาวปีหนึ่งผมพาครอบครัวขึ้นไปเชียงใหม่เพราะคิดถึงเพื่อนๆ พบไอ้วัด มันก็กอดคอแล้วลากผมไปคุยกัน มันเล่าให้ฟังว่า กูมาเชียงใหม่ก็ไปหาที่พักในเมืองถูกๆ เช่าเครื่องซีล๊อคมารับจ้าง ช่วยบริหารโรงแรมกระจอกๆให้เขา อาศัยไอ้วัดปากเปราะ คุยกับคนเก่งและพูดอังกฤษได้ดี กิจการก็ไปได้ดีพอมีเงินหมุนเวียนส่งลูกเรียนหนังสือ พอกินพอใช้ แต่ความเป็นคนสู้ชีวิต น้องสุชวนไอ้วัดไปรับจ้างรีสอร์ทที่ขึ้นเป็นดอกเห็ดในสมัยนั้น ตกแต่งสวนไม้ดอกไม้ประดับอีก ก็ไปพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ปูหญ้า จนรับงานไม่ไหว
วันหนึ่งขณะที่ไอ้วัดง่วนอยู่กับการดูแลต้นไม้ ใส่ปุ๋ย นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินมาใกล้ๆ ความเป็นคนปากเปราะ ไอ้วัดทักทายเขา เป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่นคนนั้นก็คุยเล่นด้วย 2-3 วันต่อมาไอ้วัดกลายเป็นคนคุยสนิทสนมกับญี่ปุ่นไปเลย ในที่สุดญี่ปุ่นสนใจเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้ อัธยาศัยดี ทำงานเข้มแข็ง จึงคุยกันถึงการทำธุรกิจด้วยกัน...

(1) ไอ้วัด (2) พี่พินิจ กอศรีพร ปัจจุบันเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตร (3) บางทราย (4) ศิษย์เก่า มอ. "สมพงษ์" ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญ UN (5) ศรีภรรยา ผู้เขียน อิอิ..
นักธุรกิจญี่ปุ่นคนนั้น ชวนสองคนผัวเมียไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น แล้วกลับมาเมืองไทย ออกทุนให้หมดทำธุรกิจเกษตรตัวหนึ่งคือ สะสมไม้ดอกประเภทหัว เช่น แสงตะวัน สมุนไพร หรือว่านต่างๆที่มีหัวใต้ดิน และออกดอกสวยๆ เอามาเพาะขยาย แล้วส่งไปขายที่ญี่ปุ่น เพียงไม่กี่ปี ไอ้วัดและน้องสุกลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ มีรถ มีที่ดิน มีบ้าน มีเงินในธนาคาร และมีกิจการที่มั่นคง
น้องสุนั้นเรียนจบแค่ ป.4 แต่ความมุมานะและมีจิตใจเรียนรู้ อดทน สู้กับชีวิต เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Tissue culture และการเพาะขยายว่านที่ให้ดอกสวยๆในประเทศไทยไปแล้ว แปลงเพาะขยายของเธอกลายเป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์หลายมหาวิทยาลัย เด็ก ป.4 กลายเป็นวิทยากรบรรยายในห้องเรียนปริญญาตรีและโท เธอถูกอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างประเทศเชิญไปบรรยายผ่านล่าม
ไอ้วัดและน้องสุมันทำตามคำที่ผมบอกมันว่าขอให้ช่วยคนอื่นต่อไปเถอะ ...มันตั้งงบประมาณส่งเด็กเรียนปริญญาหลายคน เป็นกรรมการมูลนิธิเด็กแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เพื่อนฝูงตกทุกข์ได้ยากไม่มีเงินส่งค่าเทอมลูก ไอ้วัดและน้องสุรับผิดชอบหมด...
ผมคิดคนเดียวว่า ..การทำความดี..มันส่งผลดีดีขึ้นแล้ว มันได้กระจายการทำดีออกไปแล้ว..
มันเป็นประสบการณ์ชีวิตนักพัฒนาคนหนึ่งที่แอบมีความสุขเล็กๆ เมื่อนึกถึงคำว่า....ให้.....
ขอชื่นชม ขอชื่นชม ขอชื่นชม
มันเป็นประสบการณ์ชีวิตนักพัฒนาคนหนึ่งที่แอบมีความสุขเล็กๆคนเดียวเมื่อนึกถึงคำว่า....ให้.....
ในความหมายนี้ยิ่งใหญ่นักคะ
สวัสดีค่ะ
เข้ามาอนุโมทนาสาธุ กับพี่บางทราย การให้ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน น่าชื่นใจ พี่สร้างผู้ให้เกิดขึ้นอีกหลายคน โดยส่วนตัวก็เคยเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในฐานะผู้ให้เมื่อให้เสร็จ ก็จะปลาบปลื้มในบุญ เหมือนส่งคนขึ้นฝั่งไปแล้ว เมื่อลับตาเราก็อาจลืมเขาได้
ในฐานะผู้รับ ในวันที่มีคนให้ ในยามคับขันวิกฤต มันเป็นความซึ้งใจ ติดตรึงในหัวใจเสมอมา แม้เราจะเดินจากกันไปแล้ว แต่ก็เฝ้าภานา อยากจะเดินวนไปให้พบเจอเขาอีก มันเป็นความรู้สึก ที่ไม่อาจลืมเลยค่ะ
ขอสนับสนุนการให้กันอย่างไม่มีวันจบค่ะ
หนูนึกถึงหนังเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงของเด็กชายวัย 12 ขวบ เขาได้รับโจทย์การบ้านจากครูว่า "Think of an idea to change the world and put it into action" เขาเลยคิดโครงการ Pay it forward ขึ้นเพื่อทำดีช่วยเหลือคนอื่น โดยคนที่ได้รับการช่วยเหลือก็จะช่วยคนอื่นต่อไป เป็นการตอบแทนในสิ่งที่ตัวเองได้รับ ทำต่อเป็นลูกโซ่ขยายวงออกไปเรื่อยๆ หนังเรื่องนี้โดนใจหนูอย่างแรงเลยค่ะ มีมูลนิธินี้ด้วยค่ะ http://www.payitforwardfoundation.org/home.html
สวัสดีค่ะ อาจารย์
คนล้มไม่ให้ข้าม เป็นเรื่องจริงโดยแท้นะคะอาจารย์
การให้ เป็นเรื่อง มหัศจรรย์เสมอค่ะ
บุญเลยหนุนนำให้อาจารย์เจอแต่สิ่งดีๆๆ
ท่านครูบาครับ
เป็นความประทับใจดีดีจากการทำงานน่ะครับ ชีวิตทั้งชีวิตอาจจะมีเพียงความภูมิใจเล็กเท่านี้ก็มีความสุขมากกว่าการไปกิน พระโดดกำแพงราคาหลายหมื่นบาทอีก เพราะความสุขแบบนี้เป็นความสุขข้างในใช่ไหมครับ ที่มันคงทนอยู่นานเท่านาน
ขอบพระคุณครับ
น้องหมูครับ
2. อ.หมู
มันเป็นประสบการณ์ชีวิตนักพัฒนาคนหนึ่งที่แอบมีความสุขเล็กๆคนเดียวเมื่อนึกถึงคำว่า....ให้.....
ในความหมายนี้ยิ่งใหญ่นักคะ
น้องหมูครับ พี่เชื่อว่าทุกคนมีเรื่องประทับใจเช่นนี้อยู่ทุกคนแหละ เพียงยังไม่ได้เอาออกมาเท่านั้นแหละครับ น้องหมูครับ
น้องรุ่งครับ
3. ตันติราพันธ์
<div class="content">
ในฐานะผู้ให้เมื่อให้เสร็จ ก็จะปลาบปลื้มในบุญ เหมือนส่งคนขึ้นฝั่งไปแล้ว เมื่อลับตาเราก็อาจลืมเขาได้
ในฐานะผู้รับ ในวันที่มีคนให้ ในยามคับขันวิกฤต มันเป็นความซึ้งใจ ติดตรึงในหัวใจเสมอมา แม้เราจะเดินจากกันไปแล้ว แต่ก็เฝ้าภาวนา อยากจะเดินวนไปให้พบเจอเขาอีก มันเป็นความรู้สึก ที่ไม่อาจลืมเลยค่ะ
ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ ทำอะไรไปก็ตรงๆ และก็ลืมไปหมดแล้ว จนเรากลับไปพบเขาใหม่นั่นแหละจึงรู้ว่า เออ การที่เราช่วยเขานั้น มีผลมากทีเดียว และเขาเองก็ไม่ลืมแม้ปัจจุบัน แม้ว่าวันเวลาผ่านไปนานแสนนานแล้ว เรายังรักใคร่กัน สนิทสนมกัน และให้กับสังคมเท่าที่เรามีโอกาส ครับ
</div>
น้องซูซานครับ
ใช่เลย ใช่เลย ใช่เลยครับ
<div class="content">
หนูนึกถึงหนังเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงของเด็กชายวัย 12 ขวบ เขาได้รับโจทย์การบ้านจากครูว่า "Think of an idea to change the world and put it into action" เขาเลยคิดโครงการ Pay it forward ขึ้นเพื่อทำดีช่วยเหลือคนอื่น โดยคนที่ได้รับการช่วยเหลือก็จะช่วยคนอื่นต่อไป เป็นการตอบแทนในสิ่งที่ตัวเองได้รับ ทำต่อเป็นลูกโซ่ขยายวงออกไปเรื่อยๆ หนังเรื่องนี้โดนใจหนูอย่างแรงเลยค่ะ มีมูลนิธินี้ด้วยค่ะ http://www.payitforwardfoundation.org/home.html
</div>
ป้าแดงครับ
pa_daeng
<div class="content">
คนล้มไม่ให้ข้าม เป็นเรื่องจริงโดยแท้นะคะอาจารย์
การให้ เป็นเรื่อง มหัศจรรย์เสมอค่ะ
เราคบกับเพื่อนแต่ละคนเราก็รู้โดยสัญชาติญาณว่าแต่ละคนจะมีแนวไปอย่างไร สำหรับเพื่อนคนนี้ แววมันบอกว่า คนสู้ชีวิตย่อมประสบผลสำเร็จ แน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง..
</div>
น้องขจิตครับ
6. ขจิต ฝอยทอง
<div class="comment_item">
ใช่ครับคนสุพรรณ ถ้าจะบอกนามสกุลเขาก็จะรู้ว่า ญาติสนิทคนหนึ่งเขาคืออดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครับ
อิอิ...คนที่สามตอนนั้นผอม หุ่นดี ตอนนี้ อ้วนมากเลย สังเกตุห้อยกล้องที่คอ เพราะบ้ากล้องมาตั้งแต่สมัยโน้นแน่ะครับ สบายดีนะครับน้องขจิต
</div>
สวัสดีครับพี่บางทราย
ชื่นชมกับการให้ และให้ผู้รับให้ต่อ คนเราเวลาไม่มีและมีคนยื่นโอกาสให้มันเป็นความยิ่งใหญ่ กับเพื่อนเวลาไม่มีถ้าเรามีแบ่งกันคนละครึ่งมันเป็นความสุขร่วมกัน
ผมเคยเดินทางจากกรุงเทพกลับบ้านที่โคกกลอย จ.พังงา ด้วยรถ ๑๐ ล้อ กับเพื่อนสองคน แต่ต้องแยกไปนั่งคนละคัน เงินของเพื่อนหมดไปกับค่ารถเมล์ เหลือเงินที่ผม ๑๐ บาท เราแบ่งกันคนละ ๕ บาท ขึ้นรถ ๑๐ ล้อคนละคัน เพื่อนมันถึงบ้านก่อน ผมถึงทีหลัง ๑ วันเพราะคนขับแวะเยี่ยมเมียและลูกที่ราชบุรี ๑ คืน อิอิ
อีกวันหนึ่งผมมีเงินอยู่ ๕ บาท ไปหาเพื่อนที่ราชวัตรหมดค่ารถเมล์ไป ๒ บาท เพื่อไปขอยืมตังค์ มันบอกว่ามันมี ๕ บาทเท่ากัน เราเลยจะไปยืมเพื่อนที่อู่ไทยประดิษฐ์ แล้วเราก็เดินคุยกันไปเรื่อยๆจากราชวัตร ไปศรีย่าน แล้วเดินต่อไปซังฮี้ ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็เดินไปจนถึงบ้านเพื่อน พอไปถึงมันบอกว่ามันมีทั้งเนื้อทั้งตัวมี ๓๐ บาท เอางี้พวกเอ็งไปเก็บผักบุ้งที่ท้องร่อง ข้าฯจะหุงข้าว แล้วเราสามคนก็กินข้าวกับผัดผักบุ้ง จนอิ่มเต็มที่ แล้วมันก็แบ่งเงินให้คนละ ๑๐ บาท นั่นเป็นวัยเด็ก ต่อมาเพื่อนคนนี้ทำงานอยู่จังหวัดเดียวกับผม และเกิดผิดพลาดเกี่ยวกับการชำระหนี้ จนมีหนี้สินบานเบอะ หลบหน้าเพื่อนฝูง ผมทราบข่าวตามหาเขาจนเจอ ชวนเขาไปทานข้าวที่บ้าน ก่อนกลับผมแอบพับเงินใส่มือเพื่อน ๓,๐๐๐ บาทเพื่อนร้องไห้ บอกว่าผมเข้าใจเขา
หลังจากนั้นไม่นานเพื่อนหน้าตาแจ่มใสขึ้น บอกกับผมว่าตอนนี้ปลดหนี้ไปได้เยอะแล้ว ไม่ค่อยเป็นห่วงอะไรแล้ว ได้รับมรดกด้วยก็เลยเริ่มสบายตัวเพิ่งมานัดผมไปเลี้ยงข้าว ก็มีความสุขดีขึ้น
กับเพื่อนที่ดี เราให้โดยไม่คิดอะไรตอบแทน เราก็เป็นสุข เพื่อนก็เป็นสุข และเมื่อเพื่อนคนอื่นตกทุกข์ได้ยาก เพื่อนของผมคนนี้ก็จะไม่ทิ้งเพื่อนเหมือนเดิม
ได้อ่านบทความของพี่แล้วอบอุ่นดีครับ
สวัสดีครับ
13. อัยการชาวเกาะ
<div class="content">
ผมเคยเดินทางจากกรุงเทพกลับบ้านที่โคกกลอย จ.พังงา ด้วยรถ ๑๐ ล้อ กับเพื่อนสองคน แต่ต้องแยกไปนั่งคนละคัน เงินของเพื่อนหมดไปกับค่ารถเมล์ เหลือเงินที่ผม ๑๐ บาท เราแบ่งกันคนละ ๕ บาท ขึ้นรถ ๑๐ ล้อคนละคัน เพื่อนมันถึงบ้านก่อน ผมถึงทีหลัง ๑ วันเพราะคนขับแวะเยี่ยมเมียและลูกที่ราชบุรี ๑ คืน อิอิ
อีกวันหนึ่งผมมีเงินอยู่ ๕ บาท ไปหาเพื่อนที่ราชวัตรหมดค่ารถเมล์ไป ๒ บาท เพื่อไปขอยืมตังค์ มันบอกว่ามันมี ๕ บาทเท่ากัน เราเลยจะไปยืมเพื่อนที่อู่ไทยประดิษฐ์ แล้วเราก็เดินคุยกันไปเรื่อยๆจากราชวัตร ไปศรีย่าน แล้วเดินต่อไปซังฮี้ ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็เดินไปจนถึงบ้านเพื่อน พอไปถึงมันบอกว่ามันมีทั้งเนื้อทั้งตัวมี ๓๐ บาท เอางี้พวกเอ็งไปเก็บผักบุ้งที่ท้องร่อง ข้าฯจะหุงข้าว แล้วเราสามคนก็กินข้าวกับผัดผักบุ้ง จนอิ่มเต็มที่ แล้วมันก็แบ่งเงินให้คนละ ๑๐ บาท นั่นเป็นวัยเด็ก ต่อมาเพื่อนคนนี้ทำงานอยู่จังหวัดเดียวกับผม และเกิดผิดพลาดเกี่ยวกับการชำระหนี้ จนมีหนี้สินบานเบอะ หลบหน้าเพื่อนฝูง ผมทราบข่าวตามหาเขาจนเจอ ชวนเขาไปทานข้าวที่บ้าน ก่อนกลับผมแอบพับเงินใส่มือเพื่อน ๓,๐๐๐ บาทเพื่อนร้องไห้ บอกว่าผมเข้าใจเขา
ผมขำแบบน้ำตาซึมๆครับอัยการชาวเกาะ อย่างนี้แหละที่มันซึ้ง กินใจ และไม่มีทางจะลืมความสัมพันธ์กับเพื่อนแบบนี้เลยจนตาย ตายไปก็เอาความทรงจำดีดีไปด้วย..เอ้า.. มันหาความรู้สึกดีดี แบบนี้ได้ที่ไหนเล่าในสังคมปัจจุบัน มีแต่เอาเปรียบกัน นิดเดียวก็เอา มันแล้งน้ำใจ ..
เหมือนเราเวลารวมเพื่อนร่วมรุ่นกัน เราก็จะงัดความหลังสมัยเรียนมาแซวสนุกๆกัน เรื่องหนึ่งก็คือ การที่ทางบ้านยังไม่ส่งเงินประจำเดือนๆไปให้(ครอบครัวยากจน) ก็เอานาฬิกาไปจำนำซึ่งได้ไม่กี่ตังค์ แล้วเอาเงินมาแบ่งกันกินข้าวก่อน ประสบการณ์แบบนี้ทำให้เรารักกัน เห็นอกเห็นใจกัน และเป็นสำนึกดีดีต่อสังคมกว้างออกไปด้วย
ได้อ่านบทความของพี่แล้วอบอุ่นดีครับ
ผมอ่านบทความของอัยการก็อบอุ่นและรู้สึกดีดี และย้อนไปนึกถึงเพื่อนรักที่เป็นคนใต้อีกหลายคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ขอบคุณครับ
</div>
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
เบิร์ดเข้ามาหลายรอบเพราะชอบ..
นั่งอ่านนิ่งๆ แบบช้ามากๆเพราะอยากให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้งค่อยๆซึมเข้ามา..จนอิ่มเอมแล้วก็เดินออกจากบันทึกไปเงียบๆเนื่องจากไม่มีคำใดจะเอ่ย..แต่พอหลายๆครั้งเข้ารู้สึกว่าควรจะทิ้งรอยไว้หน่อยก็เลยทักทาย
แต่ต้องการแค่ทักทายค่ะ ไม่ได้ต้องการเสริมต่ออะไร เพราะพี่บางทราย ท่านอัยการชาวเกาะและกัลยาณมิตรทุกๆท่านทำให้เบิร์ดทราบว่า..
การทำให้คนล้มลง ไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ แต่การทำให้คนยืนขึ้นนี่สิยิ่งใหญ่กว่า..
ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่เอามาแบ่งปันทำให้หัวใจอ่อนละมุนกับคำว่าให้ค่ะ
น้องเบิร์ดครับ
ครั้งใดที่เผชิญอุปสรรคปัญหา และผิดหวังกับเพื่อนร่วมงาน ก็นึกถึงไอ้วัด น้องสุ และเอาชีวประวัติส่วนนี้ไปเล่าให้น้องๆที่ทำงานด้วยกันฟังหลายครั้ง เป็นแรงกระตุ้นให้เขามีมานะและทำดี นานๆ เขากับโทรไปคุยกับพี่
ด้วยความคิดถึง เมื่อปีก่อนไอ้วัดไปหาพี่ที่ดงหลวง มุกดาหาร เราก็นอนคุยกันเสียสองคืน ทุกครั้งพี่ขึ้นเชียงใหม่ต้องแอบๆไป จะบอกเขาก็วันเดินทางกลับ เพราะเขารู้ทีไรต้องเอารถมาให้พี่ใช้ มาหาชวนไปกินข้าว อยากไปไหนพาไปให้
กิจการเขาเติบโตมาก ส่งสินค้าไปถึงยุโรปแล้ว เขามีลูกน้อยอีกคน เขาก็ให้พี่ตั้งชื่อให้...น้องเบิร์ด..ยังกะเราเป็นพ่อครูจับยามสามตาดูฤกษ์ยามอะไรทำนองนั้น แต่ก็ตั้งให้ อิอิ..
เพื่อนสมัยนั้นรักกันมากที่สุดเพราะเราหัวหกก้นขวิดมากับความยากลำบากกับสภาพชนบทสะเมิงสมัยนั้น มาด้วยกัน
อ่านเรื่องของท่านอัยการแล้วก็ น้ำตาซึม เลยหละ เพราะเราก็ผ่านช่วงนั้นมาเหมือนกัน คิดว่าหลายๆคนก็มีแบบนี้
ของพี่เป็นครอบครัวใหญ่ พ่อแม่มีลูกหลายคน ลูกเรียนหนังสือทั้งนั้น เปิดเทอมที วิ่งให้วุ่นไปหมด หาเงินส่งลูกน่ะซี มีครั้งหนึ่งที่เราจำติดตา พี่เรียน มช. แล้วนะ แม่ไม่มีเงินค่าเทอม แม้ค่ารถไปเรียนก็ไม่มี ต้องเก็บเศษขวดใต้ถุนบ้านไปขาย จะได้ซักกี่บาท เล่า ก็ต้องไปขอยืมตังหลวงพ่อที่วัดข้างบ้าน ถึงได้กลับไปเรียนต่อ เรื่องอย่างนี้จำไปจนตายนะ..น้องเบิร์ด..มันสอนเรา..เตือนเรา.และสั่งเราให้คิดถึงคนอื่นที่ทุกข์ยากมากกว่าเรา..
ให้เขาเถอะ..ถ้าเราพอมีจะให้...
คิดไปคิดมา การให้ นี่มันเป็นสายโซ่ของทุนทางสังคมด้วยนะครับ น้องเบิร์ด อย่างที่น้องซูซานแนะนำ Web นั่น ใช่เลย
มันเป็นหลักจิตตารมณ์ของเครดิตยูเนี่นยน (กลุ่มออมทรัพย์)ด้วยคือการให้ ทำให้กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนในสะเมิงที่พี่ไปก่อตั้งไว้นั้น จากเงินเพียง 2-3 พับาทสมัยปี 19 ปัจจุบันมีเงินเป็น 10 ล้านแล้ว ไม่เชื่อ คิดไม่ถึง ว่าจะได้ผลมากขนาดนี้ พี่ใช้เวลา 1 ปี ตระเวนฝึกอบรม สร้างสำนึกชาวบ้านก่อนจะตั้งกลุ่มขึ้นมา โดยเน้นการให้...
พี่โฆษณางานเรื่องผักปลอดสารพิษที่เชียงรายไปซะหลายรอบแล้ว หากเริ่มโครงการระยะที่สอง จะมีคนแอบมาดูงานเน้อครับ...
สวัสดีค่ะ อาจารย์บางทราย
สวัสดีครับน้องกาแฟ
สวัสดีค่ะท่านพี่
ขอบคุณค่ะ