สวัสดีครับ
13. อัยการชาวเกาะ
<div class="content">
ผมเคยเดินทางจากกรุงเทพกลับบ้านที่โคกกลอย จ.พังงา ด้วยรถ ๑๐ ล้อ กับเพื่อนสองคน แต่ต้องแยกไปนั่งคนละคัน เงินของเพื่อนหมดไปกับค่ารถเมล์ เหลือเงินที่ผม ๑๐ บาท เราแบ่งกันคนละ ๕ บาท ขึ้นรถ ๑๐ ล้อคนละคัน เพื่อนมันถึงบ้านก่อน ผมถึงทีหลัง ๑ วันเพราะคนขับแวะเยี่ยมเมียและลูกที่ราชบุรี ๑ คืน อิอิ
อีกวันหนึ่งผมมีเงินอยู่ ๕ บาท ไปหาเพื่อนที่ราชวัตรหมดค่ารถเมล์ไป ๒ บาท เพื่อไปขอยืมตังค์ มันบอกว่ามันมี ๕ บาทเท่ากัน เราเลยจะไปยืมเพื่อนที่อู่ไทยประดิษฐ์ แล้วเราก็เดินคุยกันไปเรื่อยๆจากราชวัตร ไปศรีย่าน แล้วเดินต่อไปซังฮี้ ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็เดินไปจนถึงบ้านเพื่อน พอไปถึงมันบอกว่ามันมีทั้งเนื้อทั้งตัวมี ๓๐ บาท เอางี้พวกเอ็งไปเก็บผักบุ้งที่ท้องร่อง ข้าฯจะหุงข้าว แล้วเราสามคนก็กินข้าวกับผัดผักบุ้ง จนอิ่มเต็มที่ แล้วมันก็แบ่งเงินให้คนละ ๑๐ บาท นั่นเป็นวัยเด็ก ต่อมาเพื่อนคนนี้ทำงานอยู่จังหวัดเดียวกับผม และเกิดผิดพลาดเกี่ยวกับการชำระหนี้ จนมีหนี้สินบานเบอะ หลบหน้าเพื่อนฝูง ผมทราบข่าวตามหาเขาจนเจอ ชวนเขาไปทานข้าวที่บ้าน ก่อนกลับผมแอบพับเงินใส่มือเพื่อน ๓,๐๐๐ บาทเพื่อนร้องไห้ บอกว่าผมเข้าใจเขา
ผมขำแบบน้ำตาซึมๆครับอัยการชาวเกาะ อย่างนี้แหละที่มันซึ้ง กินใจ และไม่มีทางจะลืมความสัมพันธ์กับเพื่อนแบบนี้เลยจนตาย ตายไปก็เอาความทรงจำดีดีไปด้วย..เอ้า.. มันหาความรู้สึกดีดี แบบนี้ได้ที่ไหนเล่าในสังคมปัจจุบัน มีแต่เอาเปรียบกัน นิดเดียวก็เอา มันแล้งน้ำใจ ..
เหมือนเราเวลารวมเพื่อนร่วมรุ่นกัน เราก็จะงัดความหลังสมัยเรียนมาแซวสนุกๆกัน เรื่องหนึ่งก็คือ การที่ทางบ้านยังไม่ส่งเงินประจำเดือนๆไปให้(ครอบครัวยากจน) ก็เอานาฬิกาไปจำนำซึ่งได้ไม่กี่ตังค์ แล้วเอาเงินมาแบ่งกันกินข้าวก่อน ประสบการณ์แบบนี้ทำให้เรารักกัน เห็นอกเห็นใจกัน และเป็นสำนึกดีดีต่อสังคมกว้างออกไปด้วย
ได้อ่านบทความของพี่แล้วอบอุ่นดีครับ
ผมอ่านบทความของอัยการก็อบอุ่นและรู้สึกดีดี และย้อนไปนึกถึงเพื่อนรักที่เป็นคนใต้อีกหลายคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ขอบคุณครับ
</div>