การพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษให้เหมือนเจ้าของภาษา สามารถทำได้ทุกคน
การพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น สามารถทำได้
การออกเสียงภาษาอังกฤษให้เหมือนชาวต่างชาติเจ้าของภาษาเลยนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะผู้ที่มาเรียนภาษาอังกฤษเมื่อโตแล้ว ตัวผู้เขียนเองแม้จะได้มีโอกาสมาอยู่ที่ประเทศแคนาดานานกว่าสิบสี่ปี มีโอกาสได้ฟังและได้ใช้ภาษาอังกฤษอยู่ทุกวัน กระนั้นก็ตามก็ต้องยอมรับความจริงว่ายังไม่สามารถออกเสียงภาษาอังกฤษให้เหมือนเจ้าของภาษาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผู้เขียนก็ยังไม่ท้อแท้นะคะ ยังพยายามฝึกฝนอยู่เสมอ เพราะการฝึกฝนให้สามารถออกเสียงให้ได้ใกล้เคียงเจ้าของภาษามากที่สุดนั้นสามารถทำได้ ผู้เขียนจะนำเทคนิค และเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยเกี่ยวกับวิธีการฝึกฝนมาบอกกล่าวให้ฟังในบล็อคต่อๆ ไป แต่ก่อนอื่นขอเกริ่นนำให้ผู้ที่ต้องการพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษ ได้เห็นถึงปัจจัยต่าง ๆ ทีมีอิทธิพลต่อการออกเสียงภาษาอังกฤษของแต่ละคนก่อน (จากแหล่งอ้างอิง Celce-Murcia, Brinton, & Goodwin, (1996), Gillette (1994), Graham (1994) and Pennington (1994)
อายุ
การวิจัยสองกลุ่มมีความเห็นขัดแย้งกันว่า จริงหรือที่เริ่มเรียนภาษาต่างประเทศเมื่ออายุยังน้อยนั้นดีกว่ามาเรียนเอาเมื่อตอนโตแล้ว กลุ่มแรกกล่าวว่าเรียนแต่อายุยังน้อยนั้นดีเพราะสมองเด็กเหมือนฟองน้ำ สามารถซีมซับความรู้ใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย และโดยไม่ต้องใช้ความพยายามในการเรียนรู้มากมายนัก ส่วนอีกกลุ่มกล่าวว่าเรียนตอนอายุมากขึ้นได้เปรียบกว่า เพราะเมื่ออายุมากขึ้นได้มีโอกาสพูดภาษามาแล้วหนึ่งภาษา สามารถเอาความรู้และหลักไวยากรณ์นั้นมาประยุกต์เปรียบเทียบให้เกิดประโยชน์ในการเรียนภาษาที่สองได้ และอีกทั้งเมื่อโตแล้ว รู้จักใช้เทคนิคในการเรียน และการจำ มาช่วยได้อีกด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันก็คือ เรียนภาษาต่างประเทศเมื่อโตแล้ว (อายุเกินสิบสองปี) โอกาสที่จะพูดให้ได้เหมือนเจ้าของภาษานั้นยากมาก
ปริมาณและประเภทของการเรียนการสอนการออกเสียง
ประสบการณ์การเรียนออกเสียงมีส่วนในการทำให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงได้ถูกต้องหรือไม่ นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเรียนการออกเสียงจากครูคนไทยที่ออกเสียงสำเนียงไทย ๆ ดังนั้นโอกาสที่คนไทยจะออกเสียงได้เหมือนเจ้าของภาษาก็มีน้อย ส่วนปริมาณชั่วโมงการเรียนของเด็กไทยนั้นคงไม่เพียงพอแน่นอน แม้แต่กระทั่งกรณีเด็กไทยที่มีโอกาสได้เรียนโรงเรียนสองภาษา เรียนสำเนียงจากครูฝรั่งโดยตรง แต่การเรียนแค่วันละสามสี่ชั่วโมงคงไม่พอเพียงให้ได้ซึมซับสำเนียงของเจ้าของภาษา อีกทั้งเพื่อนร่วมชั้นเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กไทยด้วยกันและมักจะอายที่จะพูดจะฝีกกันนอกห้องเรียน ฉะนั้นจะให้เด็กไทยเราได้ออกเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษาจึงค่อนข้างเป็นไปได้ยาก ผู้เขียนได้พบกับน้องนัทที่ย้ายมาอยู่แคนาดาเมื่อตอนอายุสิบขวบ น้องนัทเรียนโรงเรียนสองภาษาชื่อดังที่กรุงเทพมาตั้งแต่อายุสี่ขวบ ตอนที่น้องนัทย้ายมาอยู่ที่แวนคูเวอร์ใหม่ ๆ แกสามารถพูดจาสื่อสารประโยคง่าย ๆได้ ( อาจจะไม่พูดเพราะอายด้วย) แต่สังเกตได้ชัดเจนว่ายังมีสำเนียงเป็นไทยอยู่มากถึงแม้จะเรียนโรงเรียนสองภาษามานานถึงหกปี
การมีโอกาสได้ใช้ภาษา
การเรียนภาษาให้ได้ผลและไม่ลืมก็คือต้องใช้อยู่เสมอ แต่ผู้เขียนก็เข้าใจค่ะว่าอยู่เมืองไทยโอกาสจะให้ได้ใช้ภาษากับชาวต่างชาติคงไม่ง่ายนัก แต่ก็ยังดีที่ว่าปัจจุบันนี้มีสื่อทางวิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมายให้ได้ฝึกฝนกัน อย่างไรก็ตามพยายามหาโอกาสพูดออกเสียงนะคะ พูดกับตัวเองก็ยังดี เพราะการพูดออกเสียงเป็นการเรียนภาษาที่ดีวิธีหนึ่ง การพยายามฝึกฟังและพูดตามจากสื่อก็เป็นวิธีการฝึกที่ดี ผู้เขียนเองตอนนี้ฝึกออกเสียงตามแกรมม่าเกิลร์ www.grammar.quickanddirtytips.com เป็นเว็บไซต์เรียนแกรมม่าที่สามารถฟังการอออกเสียงที่ชัดเจนและน่าฟังของแกรมม่าเกิลร์ ทั้งยังมีสคริปให้อ่านตามไปพร้อม ๆอีกด้วย จากนั้นลองอัดเทปเสียงตัวเองอ่านสคริป เพื่อเปิดฟังเทียบดูหาข้อบกพร่องของตัวเองดูนะคะ
เชาวน์ปัญญาในการเรียนภาษา
นักวิจัยหลายฝ่ายมีข้อโต้แย้งที่น่าสนใจคือ ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่าความสามารถและเชาน์ปัญญาในการเรียนภาษาที่สองของทุกคนนั้นเท่ากัน เพราะดูได้จากทุกคนมีความสามารถเท่าเทียมกันในการเรียนภาษาที่หนึ่งของตัวเอง แต่อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวว่าความสามารถในการแยกแยะเสียงในภาษาที่สองนั้นไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
-
ความสามารถในการได้ยินและแยกเสียงภาษาต่างประเทศ หรือที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า คุณพูดภาษาต่างประเทศได้เก่งจังเลย สงสัยคง " having an ear for language"
-
ความสามารถในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจในกฎเกณฑ์ไวยากรณ์ของภาษา
-
ความสามารถในการซึมซับและเรียนรู้ภาษาถึงแม้ว่าจะได้อยู่ในที่ที่มีโอกาสได้ใช้ภาษา จะเห็นได้ว่าคนไทยที่อยู่ต่างประเทศมานาน ไม่ได้สามารถออกเสียงภาษาต่างประเทศนั้นได้ดีทุกคนไป
-
ความสามารถในการจำ บางคนได้ยินไม่กี่ครังก็จำได้ บางคนใช้เวลานานมากกว่าจะสามารถจดจำได้
ความสามารถในการได้ยินและแยกเสียงภาษาต่างประเทศ หรือที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า คุณพูดภาษาต่างประเทศได้เก่งจังเลย สงสัยคง " having an ear for language"
ความสามารถในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจในกฎเกณฑ์ไวยากรณ์ของภาษา
ความสามารถในการซึมซับและเรียนรู้ภาษาถึงแม้ว่าจะได้อยู่ในที่ที่มีโอกาสได้ใช้ภาษา จะเห็นได้ว่าคนไทยที่อยู่ต่างประเทศมานาน ไม่ได้สามารถออกเสียงภาษาต่างประเทศนั้นได้ดีทุกคนไป
ความสามารถในการจำ บางคนได้ยินไม่กี่ครังก็จำได้ บางคนใช้เวลานานมากกว่าจะสามารถจดจำได้
ทัศนคติและแรงจูงใจ
การจะพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษให้ได้ใกล้เคียงเจ้าของภาษานั้น ทัศนคติและแรงจูงใจนี้มีส่วนสำคัญมาก ถ้าผู้เรียนมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้อย่างจริงจัง มีทัศนคติที่ดีต่อภาษา วัฒนธรรม และเจ้าของภาษา ไม่อายที่จะฝึกฝน เปิดใจสำรวจหาข้อบกพร่องการออกเสียงของตน และขวนขวายหาทางแก้ไข การออกเสียงให้ใกล้เคียงเจ้าของภาษามากที่สุด เป็นเรื่องไม่ยากเลย การสำรวจหาข้อบกพร่องในการออกเสียงของตนเองนั้นถือเป็นหัวใจของการเรียนการสอนการออกเสียงเพราะก่อนที่จะให้ครู หรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือ ตัวผู้เรียนเองต้องเริ่มต้นด้วยการมีความรับผิดชอบในการเรียนของตนเองเสียก่อน ท้ายสุดนี้ขอให้ทุกคนตั้งจุดมุ่งหมายในการเรียนภาษาที่สามารถเป็นไปได้ ซึ่งก็คือมีความสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และออกเสียงใกล้เคียงเจ้าของภาษามากที่สุด
แล้วพบกันใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ
คนไทย เน้นหลายอย่างในการเรียนภาษา
ทำให้เราอายว่าพูดไม่เหมือนเจ้าของภาษา ทั้งๆที่พอรู้คำศัพท์ แต่ไม้กล้าพูดค่ะ
จริง ๆ ค่ะ การอายกลัวพูดผิดนี่เป็นปัญหาสำคัญของคนไทยเราที่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยแสดงออก ตอนนี้ผู้เขียนเองเรียนภาษาสเปนอยู่ที่เม็กซิโก ก็ยังอดไม่ได้ที่จะอายไม่กล้าพูด โดยเฉพาะในคลาสที่เรียนด้วยกันมีแต่ฝรั่งอเมริกันและแคนาเดียน มีแต่ผู้เขียนที่เป็นคนเอเชียผมดำหน้าตาเหมือนเม็กซิกันอยู่คนเดียว พยายามบอกตัวเองอยู่เสมอว่าไม่ควรอาย พูดออกไปเลย ผิดถูกไม่เป็นไร แต่ก็ยังอายอยู่นั่นแหละ
มีข้อมูลที่น่าสนใจกล่าวถึงสาเหตุที่ทำไมนักเรียน จึงเรียนภาษาอังกฤษได้เร็วช้าไม่เท่ากัน
๑. อิทธิพลของภาษาที่หนึ่ง ถ้าภาษาที่หนึ่งมีส่วนใกล้เคียงภาษาอังกฤษเด็กพวกนี้ก็จะเรียนภาษาอังกฤษได้เร็ว ส่วนเด็กไทยเราน่าสงสารเพราะภาษาไทยกับภาษาอังกฤษนั้นเป็นคนละเรื่องเลย
๒. ทัศนคติของเด็กที่มีต่อวัฒนธรรมและภาษา ถ้าเด็กเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษก็คงตั้งใจเรียน แต่ส่วนใหญ่ที่เรียนก็เพราะพ่อแม่เห็นความสำคัญแล้วบังคับให้ลูกเรียน
๓.ทัศนคติของเด็กที่มีต่อครูผู้สอนและสภาพแวดล้อมในห้องเรียน
๔.บุคลิกภาพของเด็ก ถ้ากล้าแสดงออก กล้าพูด มีความมั่นใจในตัวเองก็เรียนได้เร็ว ถ้าขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกก็คงเรียนได้ช้ากว่าเพื่อน
ขอบคุณค่ะอาจารย์ขจิตที่ให้กำลังใจ ติดตามบล็อคของอาจารย์อยู่เช่นกัน ข้อมูลและวิธีการแนะนำการเรียนการสอนของอาจารย์น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ
พึ่งมีโอกาสเข้ามาใน blog ของพี่อักษร มีหลายอย่างให้เรียนรู้ ผมพยายามที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษ แต่ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผมต้องเรียนรู้มีไม่มากนัก เช่นไม่ค่อยมีโอกาสได้พบกับกับชาวต่างประเทศ หรือพบแล้วเขินที่จะคุย กลัวว่าจะพูดผิด กลัวว่าจะใช้ผิดไวยกรณ์ และในที่สุดก็ไม่ได้ใช้สักที จนส่งคืนเจ้าของจะหมดอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบัน หัวสมองก็ไม่ค่อยจำซักเท่าไร คำศัพท์ต้องแปลอยู่หลายครั้งกว่าจะจำได้ แต่ถึงพรุ่งนี้ หรือเดินสะดุดก้อนหินก็หลุดจากหัวไปแล้ว ต้องเปิด Dic. อีกครั้ง เฮ้อ! กลุ้ม พี่อักษร ช่วยแนะนำหน่อย ผมควรเริ่มอย่างไร
ขอบคุณๆๆๆ พี่อักษรมากครับ ที่ให้กำลังใจ จะพยายามต่อไปครับ
ขออนุญาตทักทาย
พบกันอีกแล้วครับ อ.ขจิต โลกกลมๆ ใบนี้สักวันอาจจะจ๊ะเอ๋กันจริง ๆ ก็ได้ครับ
สวัสดีค่ะ คุณหมอเล็ก วันก่อนเข้าไปอ่านเรื่องไฮคลอเลสเตอรอลในบล็อกล่าสุดของคุณหมอ มีประโยชน์มากเลยค่ะ เพราะกำลังคิดอยู่ว่าเดือนหน้ากลับไปแคนาดาจะไปขอคุณหมอตรวจตัวนี้อยู่พอดี
Boun gourno. Come va?
มาทักทายพี่ งานยุ่งๆๆนะเนี่ย อิอิๆๆ
สวัสดีค่ะพี่อักษร