คนไร้รัฐในประเทศอังกฤษสามารถเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติได้แล้วทำไมคนไร้รัฐในประเทศไทยจึงไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

การจัดหลักประกันสุขภาพสำหรับคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ

           ประเทศอังกฤษได้ชื่อว่ามีระบบประกันสุขภาพ(National Health Service) ที่ดีที่สุดในโลก สามารถครอบคลุมประชากรได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่เว้นแม้แต่คนไร้รัฐ ในขณะที่ประเทศไทยก็มีระบบหลักประกันสุขภาพเช่นกันแต่ปรากฏว่าคนไร้รัฐยังไม่สามารถเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ การศึกษาว่าคนไร้รัฐประเทศอังกฤษสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างไรจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและอาจก่อเกิดประโยชน์ต่อระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยในอนาคตได้ก่อนที่จะทำการศึกษาการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ เรามาทำความรู้จักกับประเทศอังกฤษเพื่อให้เข้าใจภาพโดยรวมของประเทศอังกฤษดังนี้

          ประเทศอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร ประกอบด้วย อิงแลนด์(England) สก๊อตแลนด์(Scotland) เวลล์(Wales) และไอร์แลนด์เหนือ(Northen Ireland) มีประชากร 60,776,237(july 2007 est.)

            เชื้อชาติ ประกอบด้วย พวกเซลท์(Celt) พิคท์(Pict)และไบรตัน(Briton) โรมัน นอร์มันส์(Normans) ชนเผ่าแองเกิลส์(Angles) แซกซอน(Saxson) จูตส์(Jutes) และเดนส์(Danes)         

            การเมืองการปกครอง ประเทศอังกฤษมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาซึ่งเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยของประเทศต่างๆทั่วโลก มีสภา 2 สภา คือ สภาสามัญ(House of Commons) และสภาขุนนาง(House of Loads) อำนาจสูงสุดเป็นของรัฐสภามีพรรคการเมืองที่สำคัญ 2 พรรคคือ พรรคอนุรักษ์นิยม(Conservative Party) และพรรคแรงงาน(Labour Party) สลับกันเป็นรัฐบาล         

            ระบบกฎหมาย ประเทศอังกฤษมีระบบกฎหมาย 3 ระบบคือ ระบบกฎหมายอังกฤษใช้ในอังกฤษและเวลส์ ระบบกฎหมายสก๊อตใช้ในสก๊อตแลนด์ และ ระบบกฎหมายไอร์แลนด์เหนือใช้ในไอร์แลนด์เหนือ

             รัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย เอกสารประวัติศาสตร์ ได้แก่ Magna Garta 1215,Petition of Right 1628, Habeas Corpus Act 1979, Bill of Right 1686, Act of Settlement 1701, Reform Act 1832, Parliament Act 1911. คำพิพากษาของศาล(Jurisprudence) และจารีตประเพณี  

1.แนวคิดในการจัดหลักประกันสุขภาพสำหรับคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ           

แนวคิดการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ           

               แม้ว่าประเทศอังกฤษจะได้มีการต่อสู้อันยาวนานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับหลายประเทศในโลกอันเนื่องมาจากมีความแตกต่างหรือความหลากหลายของเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงมีการเลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่ประเทศอังกฤษก็เป็นประเทศแรกที่ให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานดังปรากฏใน Megna Garta 1215 โดยได้รับรองและเคารพหลักเสมอภาคแก่ประชากรทุกคนที่อาศัยในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นพลเมืองของอังกฤษหรือไม่ แนวคิดเรื่องความเป็นพลเมือง(Citizenship) ไม่เคยปรากฏในกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษ ตามความคิดเห็นของ Burker, Bentham, Austin, Dcey และ Jennings พลเมืองอังกฤษ(British Citizens) หมายถึง บุคคลที่อยู่ภายใต้ราชบัลลังของอังกฤษที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐหรือผู้แทน  สิทธิที่ได้รับการับรองคือ เสรีภาพ โดยมีหลักที่ว่าบุคคลใดที่อาศัยในประเทศอังกฤษสามารถจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่มีกฎหมายห้าม ในเรื่องสิทธิด้านสาธารณสุข ประเทศอังกฤษถือว่าสิทธิด้านสาธารณสุขเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องให้การคุ้มครองอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ด้านเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว และเป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดให้ประชากรสามารถเข้าถึงสิทธิด้านสาธารณสุข โดยได้จัดให้มีการบริการโดยรัฐหรือที่เรียกว่าระบบรัฐสวัสดิการขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.๑๙๑๑ (The National Insurance Act 1911)

แนวคิดแบบรัฐสวัสดิการ

               เป็นแนวคิดที่มีมาตั้งแต่ยุครัฐสมบูรณาญาสิทธิราชภายใต้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งถือหลักการปกครองแบบพ่อกับลูก และต่อมาในศตวรรษที่ ๑๙ ก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดสวัสดิการสังคม(Social Welfare) ที่ว่ารัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและดำเนินการต่างๆ รวมทั้งใช้อำนาจแทรกแซงกลไกการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อประกันสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้มาตรฐาน บรรเทาความเลื่อมล้ำทางสังคม และการให้สงเคราะห์แก่สมาชิกสังคมที่อ่อนแอ ด้อยโอกาสและตกทุกข์ได้ยากที่ไม่สามารถยกระดับชีวิตให้ได้มาตรฐานตามกำลังของตนเอง โดยรัฐมีหน้าที่

                 ๑.      ประกันสวัสดิการขั้นต่ำ (Minimun Existence) โดยจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้

                 ๒.      ประกันสวัสดิภาพสังคมให้มั่นคง (Social Security) และ

                 ๓.      บรรเทาความเหลื่อล้ำและยกระดับสวัสดิภาพและการครองชีพให้ได้มาตรฐาน(Social Standard) โดยจัดให้มีบริการสาธารณะอย่างพอเพียง และดำเนินนโยบายสังคมในรูปแบบต่างๆตามความเหมาะสม

               ในด้านสาธารณสุข ประเทศอังกฤษมีนโยบายในลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการ (Welfare State) โดยกำหนดให้รัฐเป็นผู้ให้บริการสาธารณสุขแบบให้เปล่าเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่าหลักประกันสวัสดิการขั้นต่ำเป็นหลักที่รัฐพึงกระทำ   

แนวคิดก่อนมีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ

               ก่อนปี ค.ศ. 1948 ประเทศอังกฤษได้มีระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ ๓ ระบบคือ ผู้ป่วยจ่ายเงินค่ารักษาเต็มเมื่อเจ็บป่วย รักษาฟรีในบางครั้งในกรณีที่เป็นเพื่อการศึกษาและโรงพยาบาลสังเคราะห์(Teaching Hospitals and Charities Hospitals) เช่น The Royal Free Hospital  บาง Local Authorities ดูแลจัดการโรงพยาบาลท้องถิ่น(Local Hospitals) สำหรับผู้เสียภาษีท้องถิ่น(Local Ratepayers) (ภายใต้ระบบกฎหมายสำหรับคนยากจน(Poor Law) แต่กฎเกณฑ์ดังกล่าวไม่กลมกลืนและมีคุณภาพพอในการดูแลและไม่ได้รับการพัฒนาเมื่อระบบประกันสุขภาพไม่ได้รับการพัฒนาและส่วนมากเป็นระบบเอกชน(Private Schemes) เช่น สมาคมมิตรสหาย(Friendly Societies) ภายใต้พระราชบัญญัติประกันแห่งชาติ(The National Insurance Act 1911) นำโดย David Lloyd George โดยได้มีการนำรายได้มาร่วมสมทบระหว่างนายจ้างกับรัฐบาลเพื่อมาดูแลระบบสุขภาพของผู้ยากไร้ในพื้นที่สูงและตามเกาะให้ได้รับบริการทางการแพทย์(a Medical Service)ฟรี เนื่องจากพบว่าประชากร (Population) เหล่านั้นยากจนเกินกว่าที่จะเสียค่ารักษาพยาบาลเอง ตั้งแต่ปี 1912คนงาน(Workman) สามารถเข้าสู่การดูแลทางการแพทย์(Medical Care) โดยการลงทะเบียนกับแพทย์ เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์แต่ละคนจะมีระบบข้อมูลผู้ป่วยและการร่วมสมทบ ดังนั้นข้อมูลผู้ป่วยที่ลงทะเบียนจึงถูกเก็บกระจัดกระจายโดยแพทย์แต่ละคน เช่น Lloyd George’s ก็จะใช้ชื่อว่า “Lloyd George envelopes” ถือว่าเป็นการเริ่มต้นระบบข้อมูลการดูแลสุขภาพเบื้องต้น(Primary Care) ของประเทศอังกฤษ และต่อมารู้จักกันในชื่อ “Lloyd George Ambulance Wagon” และสิ้นสุดเมื่อระหว่าง ค.ศ.1931-1939 เนื่องจากระบบใหญ่เกินไปไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง            

 แนวคิดระยะเริ่มต้นระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ           

                หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศอังกฤษได้ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก รัฐบาลอังกฤษโดยนาย Clement Attlee นายกรัฐมนตรีจากพรรคแรงงานได้จัดให้มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อดูแลสวัสดิการประชากรทั้งประเทศจาก The Beveridge Report โดยได้มีการเตรียมการตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๔๒ จัดทำ White Paper ในปี ค.ศ.๑๙๔๓ ได้รับการต่อต้านจากสมาคมแพทยสภาแห่งชาติ(The British Medical Association) แต่ยังสามารถออกกฎหมายที่ใช้ชื่อว่า The National Health Service Act ในปี ค.ศ. 1946 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๕ กรกฎาคม ค.ศ.1948 เพื่อสร้างระบบประกันสุขภาพแห่งชาติให้กับประชากรทุกคน โดยการนำเงินภาษีมาเป็นกองทุน ไม่ผ่านระบบประกันแห่งชาติ(National Insurance) ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังนี้

                 ๑.     ฟรีค่าบริการ ณ จุดที่ใช้บริการ

                 ๒.     ระบบการเงินของการบริการได้มาจากภาษี และ

                 ๓.     ทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบการดูแล แม้ว่าจะอาศัยชั่วคราวหรือเดินทางเข้ามา (Even People temporarily resident or visiting the Country) นั้นหมายความว่าคนไร้รัฐก็สามารถเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติได้

โครงสร้างเริ่มต้นประกอบด้วย ๓ โครงสร้าง ดังนี้

                ๑.     Hospital Services

                ๒.     Primary Care[1] 

               ๓.     Community Service

แนวคิดในช่วง ค.ศ. 1950 – 1980           

               ในช่วง ค.ศ. ๑๙๕๐ ๑๙๕๙ ค่าใช้จ่ายของระบบ NHS เหนือความคาดหมายของรัฐสภาและกระทรวงการคลัง ระบบการร่วมจ่ายจึงถูกนำมาใช้ โดยจะเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยดังนี้ ๑ ชิลลิ่งสำหรับ ๑ ใบสั่งยา และ ๑ ปอนด์สำหรับการรักษาทางทันตกรรม  



[1]แพทย์เวชปฏิบัติ(General Practitioners : GP) ในประเทศอังกฤษ คือ แพทย์ที่จบการศึกษาสี่หรือห้าปีจากโรงเรียนแพทย์และฝึกภาคปฏิบัติอีกสี่ปีในโรงพยาบาลและฝึกเพื่อเป็นแพทย์ปฏิบัติอีกหนึ่งปีในชุมชน