สวนสุนันทา MPA รุ่น 4
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้รับเชิญสอนวิชา การบริหารทรัพยากรมนุษย์แก่นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตร MPA ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเป็นรุ่นที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 3-24 กุมภาพันธ์ 2551
ในการนี้ จึงได้จัดทำblogนี้ให้นักศึกษาและผู้สนใจร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ต่อไป
ภาครัฐและภาคเอกชน มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร โดย นางสาวสถิภรณ์ คำพานิช นักศึกษา รป.ม.รุ่นที่ 4 หน่วยงานของภาครัฐ ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ สถาบันทางการเงิน สถาบันทางการศึกษา ธนาคารพาณิชย์ บริษัท ห้างร้านต่างๆ ย่อมต้องมีการจัดองค์การให้สอดคล้องกับการดำเนินงาน โดยการจัดองค์การนั้นจะเป็นในรูปแบบทางการ และไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ เช่น ผู้บริหาร ขนาดและโครงสร้างองค์การ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรและปัจจัยภายนอก เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ในเรื่องนี้ผู้ศึกษา มีความเห็นว่าสามารถ แบ่งออกเป็น 2 มิติใหญ่ๆ ดังนี้ 1) มิติที่ 1 ระดับประเทศ รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย และออกข้อกฎหมายต่างๆ ให้มีผลบังคับใช้กับคนในประเทศ ดังเช่น กรมสรรพากร มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี เพื่อเป็นรายได้ของแผ่น ในการนำเงินดังกล่าวไปบริหารจัดการประเทศ ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสวัสดิการ ด้านสาธารณสุขรวมถึงการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โครงการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้เอง เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ จำเป็นต้องให้ภาคเอกชน เข้าร่วมดำเนินการ 2) มิติที่ 2 ระดับหน่วยงาน กรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมผู้ต้องขังไม่ให้หลบหนี และการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นคนดี เมื่อพ้นโทษแล้วสามารถกลับไปอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ในการบริการจัดการเรือนจำและทัณฑสถานนั้น เป็นการดำเนินงานภายใต้ข้อกฎหมายหลายฉบับ ดังเช่น 1) ด้านการลงทุน ในการก่อสร้างเรือนจำและทัณฑสถาน นั้น ต้องมีการประกวดราคา ซึ่งผู้เข้ามาดำเนินการก็จะเป็นหน่วยงานของภาคเอกชน 2) ด้านอาหาร ในการจัดซื้ออาหารผู้ต้องขัง ก็ต้องมีการตกลงราคา หรือประกวดราคา ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับวงเงินตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 3) ด้านการเงิน เรือนจำและทัณฑสถาน ต้องนำเงินสด ที่ได้มาจากเงินฝากผู้ต้องขัง เงินที่ได้จากการขายสินค้า โดยนำเข้าฝากกับธนาคารพาณิชย์ ตามหนังสือสั่งการกระทรวงการคลังกำหนด 4) ด้านการบริหาร สำนักงาน ก.พ.ร.ร่วมกับบริษัท TRIS ในการติดตามตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติงานของแต่ละส่วนราชการ โดยการว่าจ้างบริษัท TRIS จะเข้ามาตรวจสอบผลงานที่กรมราชทัณฑ์ และส่วนราชการอื่นๆ 5) ด้านการฝึกอาชีพ กรมราชทัณฑ์ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการมา ลงทุนภายในเรือนจำ เช่น ผู้ประกอบการนำพลอยมาให้ผู้ต้องขังเจียระไนภายในเรือนจำ ทั้งนี้ เป็นการเซ็นสัญญาจ้างระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชน 6) ด้านการศึกษาอบรม กรมราชทัณฑ์ ว่าจ้างบุคลากรจ้างหน่วยงานภายนอกมาสอนหนังสือให้กับเจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขัง
รายงานสรุปบทสัมภาษณ์ท่านอาจารย์พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: center" align="center">ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt">ผู้ร่วมดำเนินการ ประกอบด้วย</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt">1. นางสาวสถิภรณ์ คำพานิช</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt">2. นางสาวอรทัย บุณยรัตพันธ์</h1> 3. นางจารุวรรณ ต้นไชย 4. นางสาวภัทรจิตรา เขียวมีส่วน 5. นางสาวพิมพ์ลดา โต๊ะเพิ่มพูน 6. นางสาวจุฑารัตน์ เกษรปทุมานันท์ 7. นางสาวจุไรรัตน์ เปลี่ยขำ 8. นายสรสิช ตรีเนตร จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว ทำให้นักศึกษากลุ่มที่ 4 ได้รับทราบว่า การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์นั้น ต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกระดับ ให้เกียรติทางด้านความคิดเห็นของผู้ร่วมงานทุกคน สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการทำงาน การตัดสินใจ ตลอดจนมีการอบรม พัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน ให้ทันต่อยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา เช่น การนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการการทำงาน รวมตลอดถึง การที่ผู้บริหารระดับสูงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านคุณธรรม จริยธรรม และความโปร่งใสในการทำงาน ดังนั้น เมื่อพิจารณาแล้วสามารถแบ่งหลักแนวคิดของท่านอาจารย์พารณ ฯ ได้ออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านบุคคล 1.1 ให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหาร หรือระดับปฏิบัติงาน 1.2 ให้บุคลากรทุกคนมีความยึดมั่นในอุดมการณ์ขององค์กร 1.3 สนับสนุนให้บุคลากรทุกคน มีความเชื่อมั่นในการทำงาน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลภายนอกได้รับทราบด้วย 1.4 บุคลากรต้องมีความรักสามัคคี และจงรักภักดีต่อองค์กร 1.5 การลงทุนกับคนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนต้องมีการเพิ่มความรู้ เพิ่มทักษะ และประสบการณ์การทำงาน จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นบุคคลกรที่มีคุณภาพ ส่วนการลงทุนในด้านวัสดุอุปกรณ์ เมื่อเวลาผ่านไปจะเสื่อมคุณค่าลง 2) ด้านการบริหาร 2.1 ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ในการทำงาน เพื่อให้การบริหารทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผู้บริหาร ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ ทั้งในด้านคุณธรรม และจริยธรรม รวมถึง ในเรื่องของการทำงาน 2.2 ต้องมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ 2.3 ต้องให้บุคลากรยึดมั่นในวัฒธรรมองค์กรในเรื่องของ คุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งเรื่องความโปร่งใสในการทำงานด้วย 3) ด้านองค์กร 3.1 ในการบริหารงานองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่สำคัญคือ การติดต่อสื่อสารต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เมื่อองค์กรขนาดใหญ่มีสายการบังคับบัญชาที่ยาว จำเป็นยากยิ่งที่ต้องลดสายการบังคับชาลงในสั้น และต้องมีการมอบอำนาจให้กับบุคคลที่พิจารณาแล้วว่าสามารถทำงานให้กับองค์กรได้ 3.2 องค์กรที่ดีต้องเป็นแบบแนวราบ เพื่อสะดวกในการบริหารงานและการติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะตรงกันข้ามกับองค์กรแบบแนวดิ่ง 3.3 การสร้างคนในองค์กรจะต้องสร้างทั้งระบบ มิใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์กร
ความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนับวันจะมีความจำเป็นที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์(Globalization) ที่ต้องมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ และเอกชน ทั้งในระดับประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งความเชื่อมโยงดังกล่าว ยิ่งมีความเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์มีการปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่จะได้รับก็จะมากมายมหาศาลเป็นเงาตามตัว คงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ในปัจจุบันการบริหารจัดการขององค์กรภาครัฐยังนับว่าด้อย และยังเป็นรองภาคเอกชนอยู่มากอาทิเช่น โรงเรียน วิทยาลัยเป็นต้น ซึ่งถ้าหากภาครัฐยอมเลือกที่จะใช้นโยบายและระบบการบริหารของภาคเอกชนเข้ามาบูรนาการบ้างก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด และผลลัพธ์ก็จะตกกับประชาชน และประเทศชาติบ้านเมืองในที่สุด ขอยกตัวอย่างเช่นการเอ็กปอร์ต อิมปอร์ต การส่งออก นำเข้า หากมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในระบบของศุลกากรให้ดีขึ้นและรัดกุม สะดวกและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในอดีตก็จะทำให้ภาคการส่งออกของเราดีขึ้น ผู้นำเข้าและส่งออกได้รับความสะดวกไม่ต้องอาศัยโบรคเกอร์หรือคนกลางทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นและผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะตกกับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าที่เป็นมาในอดีต ซึ่งนั่นหมายถึงเมื่อภาคเอกชนไปไม่ถึงดวงดาวหรือไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควรก็ย่อมส่งผลถึงประเทศชาติ และประชาชนในที่สุด ราชการควรทำองค์กรของตนเองให้เหมือนกับภาคเอกชน คือมีความคล่องตัว ลดทอนสายงาน หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจให้แคบลง และคัดสรรบุคลากรที่มีประสิทธิภาพสูง แม้จะมีเงินเดือนสูง แต่ก็คุ้มค่าได้งาน ไม่ล้าหลังหรือล่าช้า เรียกว่ายอมเสียเงินจ้างคนดีๆสักคนสองคนดีกว่าจ้างควายสิบตัวที่โง่เขลา ราชการควรทำตัวให้เหมือนนักบริหารชั้นยอดของภาคเอกชน ซึ่งได้รับการยอมรับ ไม่ใช่ผูกติดอยู่กับระบบเจ้าขุนมูลนาย หรือคลั่งไคล้ในตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ ระบบ ซี ซึ่งมิอาจจะล่วงล้ำกันได้ อาทิเช่น ระบบของผู้ว่าราชการในอดีตซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ให้เสมือนผู้จัดการหรือนักบริหารระดับมืออาชีพ มากกว่าที่จะพยายามทำตัวเป็นเจ้าเมือง เจ้านายที่ใครๆต่างต้องเข้ามากราบกราน และมิอาจที่จะแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ควรจะกระจายอำนาจไปให้ทั่วถึง โดยเฉพาะการบริหารงานแบบแนวนอนที่ต้องเข้าถึงประชาชน ซื้อใจผู้คนด้วยพระคุณมิใช่พระเดช ระบบราชการในอดีตส่วนใหญ่ปูนบำเหน็จรางวัลโดยอาศัยเครื่องมือวัดจากระยะเวลาของการทำงาน ระบบอุปถัมภ์ มากกว่าจะวัดกันที่ผลงาน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของเนื้องานที่ออกมาอันมีผลมาจากระบบ หรือวิธีคิดแบบเดิมๆซึ่งตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาทำงานก็หนีไม่พ้นระบบอุปถัมภ์อันเปรียบเสมือนวัฒนธรรมดั้งเดิมของระบบราชการไทยนั่นเอง จริงอยู่แม้ระบบราชการเมื่อมิอาจจะบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วองค์กรภาครัฐจะไม่เจ๊งทันตาเหมือนภาคเอกชนแต่แม้วันนี้ยังไม่เจ๊งวันข้างหน้าก็ต้องเจ๊งอยู่ดี หากไม่กู้สถานการณ์ด้วยการส่งเสริมความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือมิเช่นนั้นก็ต้องหาวิธีเชิญออกหรือไล่ออกแล้วนำผู้มีความรู้ความสามารถอย่างจริงจังเข้ามาแทน ระบบราชการจริงอยู่แม้จะไม่มุ่งเน้นที่ผลกำไรเหมือนภาคเอกชน แต่ระบบราชการก็ต้องมุ่งเน้นที่ความผาสุกของประชาชนซึ่งนับเป็นผลกำไรและความเลอเลิศของทางราชการ โดยทั้งหลายทั้งปวงควรมีการจัดสรรการทำงาน ระบบงานที่ดี มีสวัสดิการ การประกันสังคมเป็นเลิศผู้บริหารควรมีความตั้งใจ จริงใจ รักที่จะทำงาน รักองค์กร รักในเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่มุ่งเน้นที่จะกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง ครอบครัว หรือพวกพ้อง แม้กฎหมายจะมีช่องโหว่ให้ทำได้ก็ตามขณะเดียวกันภาคเอกชนควรที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมด้วยเช่นกัน เสมือนดังเช่นภาครัฐที่วางกฎระเบียบเอาไว้อย่างรัดกุม อาทิการที่ต้องจ่ายภาษี ณ ที่จ่าย โดยมิอาจจะหลบเลี่ยงได้อย่างภาคเอกชนที่กำลังฮือฮากันอยู่ดังเช่นทุกวันนี้ หรือผลกำไรที่ภาคเอกชนได้รับก็ควรนำมาแบ่งปันให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรมในอัตราส่วนที่ควรจะเป็น แต่จะอย่างไรก็ตามแม้ความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสององค์กรคือทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการปรับเปลี่ยนหรือบูรนาการกันอย่างไรก็ตาม จรรยาบรรณของนักบริหารตลอดจนบุคคลากรจะต้องยึดมั่นในเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ความยุติธรรม เที่ยงธรรมอย่างเคร่งคัด อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าและเสถียรภาพอันนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง
ความเห็นของนักศึกษา
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เปรียบเทียบระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 18.0pt" class="MsoNormal">1. เอกชนมีความคล่องตัวกว่าราชการ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 18.0pt" class="MsoNormal">2. ทั้งภาครัฐและเอกชนมีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เช่น การสรรหาบุคลากร การรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ ฯลฯ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 18.0pt" class="MsoNormal">3. เป้าหมายของราชการและเอกชนต่างกันเอกชนเน้นกำไร แต่ราชการไม่เน้นกำไร</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 18.0pt" class="MsoNormal">4. ทั้งรัฐและเอกชนต้องคำนึงถึงการวางแผนยุทธศาสตร์ให้ไปสู่เป้าหมาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 18.0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 18.0pt" class="MsoNormal">5. ทั้งรัฐและเอกชนคำนึงถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชน แต่ทำกันคนละรูปแบบ</p>
1. พระนิธิสิทธิ์ นอขุนทด2. ดาโต๊ะ อิหม่ามพัฒนา หลังปูเต๊ะ3. ด.ต. ณรงค์ พึ่งพานิช4. พ.ต.หญิงประไพศรี บุญรอด5. นางนพมาศ แก้วแหยม6. นางสาวสุภานุช นุพงค์7. นางสาวดนิตา มูลละออง8. นางดวงตา ม่วงเกตุยา9. นายอรุณ สุขสมบูรณ์วัฒนา สาระสำคัญที่ได้จาการชมวีดีโอสัมภาษณ์คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ เหนือสิ่งอื่นใด ในเรื่องของการบริหารองค์กร จำเป็นต้องยึดมั่นในความศรัทธา เชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของทุกๆ คนในองค์กรทั้งจากผู้บริหารที่อยู่ในระดับสูง และระดับล่าง โดยมีความรัก ความผูกพัน ความจงรักภักดี ความสามัคคี เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นคงและการสร้างสรรค์ของงาน ผู้บริหารต้องมีความเชื่อมั่น ศรัทธาในความรู้ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา และการตัดสินใจของเขาได้ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่ากลุ่มคนระดับล่างจะมีมาตรฐานดังกล่าวที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งใจ ก็สามารถฝึกอบรมให้ความรู้และทำให้เขานำพรสวรรค์ในตัวของเขาออกมาทุ่มเทให้กับองค์กรได้ “คนไม่เหมือนเครื่องจักร”ซึ่งเครื่องจักรนั้นนานวันไปมีแต่จะด้อยคุณค่า ด้อยประสิทธิภาพ แต่คนยิ่งนานวันไปยิ่งสร้างสรรค์ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนา ทางด้านเทคโนโลยีให้ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ก้าวทันกับการแข่งขันของธุรกิจ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งถ้าหากระบบของการบริหารจัดการได้ดี แม้ว่าองค์กรนั้นจะยิ่งใหญ่สักเพียงใด ก็สามารถที่จะบริหารได้โดยง่าย ใช้ระบบทรัพยากรบุคคลให้น้อย แต่ประสิทธิภาพในขณะเดียวกันก็จัดระบบงานให้ตัดทอนสั้นลง โดยอาศัยการกระจายอำนาจและการตัดสินใจให้ทั่วถึง โดยไม่ต้องรอฟังการตัดสินใจแต่หัวหน้าระดับผู้บริหารแต่เพียงผู้เดียว และทีสำคัญการยึดมั่นในกฎระเบียบ วินัยนั้น ทุกคนควรจะยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ระบบของการบริหารก็ควรมุ่งเน้นคุณธรรมเที่ยงธรรม จริยธรรม และทำให้ทุกคนในองค์กรมีความรักในองค์กร เช่น มีเงินกองทุนประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไรก็เบิกได้ตามสิทธิ เป็นต้น
ข้อ 1 ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร 1. เป็นองค์กรที่นำคนจำนวนหนึ่งมาอยู่ร่วมกันในสถานที่หนึ่งๆ ในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อทำบางสิ่งบางอย่างที่มีจุดหมายเดียวกัน 2. เป็นการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันของคนในองค์กร เพราะองค์กรต้องมีบุคลากรเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน สามารถกำหนดได้ว่าองค์กรจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ถึงแม้จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ก็ตาม คนก็ยังต้องเข้ามาควบคุมการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ ด้วยเช่นกัน 3. ต้องการให้บุคลากรมีความสามารถ มีการพัฒนาในสายงานเพิ่มขึ้นเพื่อให้องค์กร ประสบความสำเร็จ ดังนั้นในแต่ละองค์กรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ต้องมีการฝึกอบรมบุคลากรทุกระดับ เพื่อให้การทำงานขององค์กรมีการประสานไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้นการดำเนินงาน ในทุกขั้นตอนจึงต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ4. มีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น เช่นภาครัฐ มีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาลภาคเอกชน มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ5. ภาครัฐมีเป้าหมาย คือ ต้องการให้ประชาชนมีความอยู่ดี มีสุข เพราะประชาชนเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้แก่ภาครัฐ ดังนั้น ประชาชนจึงต้องได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่า (ประชาชนเป็นลูกค้าของภาครัฐ) , ภาคเอกชนมีเป้าหมาย คือ ต้องการให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนจากการจ้างงานที่ดีที่สุด ดังนั้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก็ต้องการให้ลูกค้าได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดเหมือนกัน6. มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนของคนในองค์กร ได้แก่ ค่าจ้าง เงินรางวัล ประกาศเกียรติคุณต่างๆ การได้รับการยอมรับในองค์กร เป็นต้น
หัวข้อ ภาครัฐและภาคเอกชน เชื่อมโยงกันอย่างไร ฯ
ความเชื่อมโยงกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนั้น แน่นอนว่า ทั้งสององค์กรนี้ย่อมแยกจากกันไม่ได้ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน อันเนื่องมาจากที่ รัฐบาลกับภาคเอกชน ในเวลาที่จะกำหนดนโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ ก็ต้องร่วมมือกันกับภาคเอกชนหรือผู้มีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ ในการกำหนดนโยบาย การกำหนดราคาสินค้า การตรึงราคาสินค้า การจดทะเบียนขึ้นทะเบียนต่าง ๆ การนำเข้า การส่งออกทั้งภายในและภายนอกประเทศ ฯลฯ ในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดภาคเอกชนก็ต้องอาศัยภาครัฐทั้งนั้น ฯ
เช่น ในเรื่องของการกำหนดราคาสินค้านั้น เอกชนไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าเองได้ ราคาสินค้าจะถูกหรือแพงขนาดไหนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล หากรัฐบาลไม่อนุมัติ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลแล้ว ก็ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ ดังในเรื่องของราคาน้ำมันพืช ราคาสินค้าเครื่องอุปโภค ผู้ผลิตจะไม่สามารถขึ้นราคาตามความพึงพอใจของตนได้ รัฐบาลจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดราคาให้เป็นไปตามความเป็นจริง ทั้งนี้ที่รัฐเข้ามาควบคุมดูแลนี้ก็เพราะคำนึงถึงส่วนรวมเป็นหลัก คือ ประชาชนส่วนใหญ่ โดยที่รัฐจะไม่ทำให้กระทบทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ผลิตเองก็ต้องจำหน่ายออกในราคาที่เป็นกลาง ไม่เอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยการควบคุมของภาครัฐ เพราะถ้าราคาสินค้าแพงเกินไป ประชาชนก็จะลดกำลังการซื้อลง ทำให้สินค้าขายไม่ออก เมื่อขายไม่ออก ผู้ผลิตก็จะอยู่ได้ยาก ถ้าถูกเกินไปละ ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้นในส่วนนี้เอง รัฐจึงต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของราคาสินค้า ถ้าแพงเกินไป ก็ต้องตรึงราคาไว้ ให้พอเหมาะพอควร กับภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ฯ
การจดทะเบียนบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ก็เช่นกัน เอกชนจะดำเนินการเองไม่ได้ ต้องติดต่อทำการจดทะเบียนผ่านหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานราชการ การทำธุรกรรมต่าง ๆ ก็ต้องผ่านหน่วยงานราชการทั้งสิ้น ฯ การนำเข้าหรือการส่งออกสินค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศก็ต้องผ่านหน่วยงานราชการ คือ กรมศุลกากร ต้องเสียภาษีระวางให้กับศุลกากร เป็นต้น ฯ
หรือในเรื่องที่ภาคเอกชน เช่น เบียร์ช้าง จะทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภูมิภาคต่าง ๆ ก็จะร่วมมือกับภาครัฐ คือ หน่วยทหาร หรือ หน่วยงานราชการต่าง ๆ ในการดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือ หรือ แม้แต่ ไทยรัฐเอง จะสร้างโรงเรียนให้กับอำเภอใดอำเภอหนึ่ง ก็ต้องติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐเช่นกัน คือ กระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดสร้างแล้วมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาควบคุมดูแล ฯ รวมแล้ว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องดำเนินงานด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน (น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ) เพราะภาครัฐเองก็มีรายได้หลักจากภาษีที่เก็บจากภาคเอกชนทั้งรายใหญ่และรายย่อย และ ภาษีจากประชาชนด้วย ภาคเอกชนก็ต้องอาศัยภาครัฐ เช่นในการกู้ยืมเพื่อการลงทุนบ้างบางครั้งคราว และ การกำหนดนโยบายการนำเข้าและส่งออก การกำหนดอัตราภาษี ต่าง ๆ เป็นต้น ล้วนต้องอาศัยภาครัฐทั้งสิ้น (รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เรา (ทั้งคู่) ตาย) ฯ
คำติเตือนแม้ขื่นขม ยังดีกว่าคำชื่นชมที่มีพิษ ฝากพี่ ๆ เพื่อน ๆ รปม รุ่น ๔ ด้วยนะ มีอะไรผิดพลาดก็ติชมกันได้ ไม่ว่ากัน ฯ ขอเจริญพร
ระวังครูมะปรางเปรี้ยวถือไม้เรียวมานะครับ เพราะเขาให้ไปใช้ใน Learner ครับ
ส.ท. สราวุธ ดอกไม้จีน รหัส 50038010017 เลขที่ 17 นักศึกษา รปม. รุ่นที่ 4ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร1. ภาครัฐมีความมั่นคงมากกว่าเอกชน2. ภาคเอกชนมีความเท่าเทียมมากกว่าภาครัฐแต่ภาครัฐจะแบ่งตามลำดับตำแหน่ง3. ภาคเอกชนเน้นผลกำไรเป็นหลัก ภาครัฐจะเน้นภาษี4. ภาคเอกชนต้องมีลูกค้า ภาครัฐต้องมีประชาชน5. ภาคเอกชนตัดสินใจได้รวดเร็วและคล่องตัวกว่าภาครัฐ6. ภาครัฐยังมีความเชื่อแบบเจ้าขุนมูลนายแต่ภาคเอกชนไม่มี7. ภาครัฐและเอกชนมีความเป็นเลิศคล้ายกัน มนุษย์เป็นตัวผลักดันให้เป็นเลิศ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">8. ภาครัฐและเอกชนมีการบริหารทรัพยากรมนุษย์เหมือนกัน </p><p> </p>
น.ส.พิมพ์ลดา โต๊ะเพิ่มพูน รหัส 50038010009 เลขที่ 9 นักศึกษา รปม.รุ่น4 แนวคิดภาครัฐและภาคเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">1. ในการประกอบกิจการภาคเอกชนมีเป้าหมายเพื่อผลกำไร ต้องการตอบสนองต่อ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ความต้องการอันหลากหลายในกลุ่มผลประโยชน์ แต่ในภาครัฐ มิได้มุ่งหวังผล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กำไร แต่มีเป้าหมายคือการให้ความเสมอภาคของการให้บริการประชาชนส่วน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> รวม ซึ่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินงาน ไม่ว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จะเป็นการวางแผนงาน การปฏิบัติงาน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การ</p> จัดสรรงบประมาณ การควบคุม ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ มีอยู่ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">2. ภาครัฐ มีการจัดสรรงบประมาณในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อจัดทำโครงการในการ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ลงทุนในโครงการใหญ่ ๆ เช่น การทำรถไฟฟ้า ถนน สะพาน ก็ต้องมีการ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ประมูลเพื่อสรรหาบริษัทเอกชนมาดำเนินการ ซึ่งในขั้นตอนการดำเนินการก็ต้อง</p> มีเอกชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องใน การดำเนินการตามโครงการ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐ ปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานองค์กร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> มากขึ้น โดยการลดงานบางส่วนที่ไม่จำเป็นลง เช่น การทำความสะอาด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> งานดูแลด้านโภชนาการ ซึ่งในอดีตจะมีนักการภารโรง แต่ปัจจุบันจะเป็นในรูป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> แบบการทำสัญญากับบริษัททำความสะอาด , บริษัทที่เกี่ยวกับโภชนการ ของ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ภาคเอกชน ให้เข้ามาดูแลเฉพาะงานทำความสะอาด และ งานโภชนาการใน</p> หน่วยงานของภาครัฐ จากที่กล่าวมาถือได้ว่าในหน่วยงานภาครัฐมีความเชื่อมโยงในด้านเงื่อนไข แต่มีเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน
ณ เวลาก่อนเกิดเหตุ 08:45 น. สายฝน (มิใช่นางสาวสายฝน เพื่อนร่วมชั้นเรียนแต่ประการใด) ได้โปรยปรายลงมา วันนี้เหมือนฟ้าจะรู้และบอกเป็นนัยว่า การเรียนรู้แบบธรรมดา แบบเรียนเพื่อใบปริญญาจักไม่บังเกิดขึ้นแล้ว ในช่วงเวลาเดือนแห่งความรักตลอดเดือนนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ถึงห้องเรียนและมองเข้าไป เห็นบรรยากาศ (Environment) ซึ่งแตกต่างจากวันเดิม ๆ วิชาที่เคยเรียนผ่านมา ณ ช่วงเวลานั้นการทักทายและสนทนาพูดล้อต่อกระซิกและดำเนินไปด้วยความสนุกสนาน
ณ ช่วงเวลาเกิดเหตุ..09:15 น. เมื่อร่างของบุรุษผู้หนึ่งได้ปรากฏต่อสายตา เสียงภายในห้องได้เงียบลงสนิท บรรยากาศเริ่มตึงเครียด ด้วยวาทะที่ชวนให้หนาวซึ่งก็หนาวอยู่แล้วจากบรรยากาศภายนอก ภายในก็มีแอร์ และบุรุษผู้จุดไฟน้ำแข็ง ณ ช่วงเวลานี้เลยมีพลังของความหนาวยกกำลัง 3 แต่ด้วยลีลาและวาทะที่คอยกระตุ้นกระทุ้งอย่างออกรสออกชาดภายในเวลาอันไม่มากบรรยาศก็เริ่มอบอวลด้วยความร้อนแรง ไม่ได้ขี้เกียจเว้ยย!! แต่ไม่มีเวลา..เป็นวาทะที่ดูคล้ายปัดความรับผิดชอบ แต่ถ้าใช้รอยหยักของสมองวิเคราะห์และหยั่งลึก จะทำให้เราคิดขบวาทะนั่นออก โป๊ะเช๊ะ!! อ้อ..นั่นก็เพราะภารกิจความทุ่มเทแน่วแน่มุ่งมั่น เพื่อพัฒนาคนสู่ความเป็นเลิศ "ผู้สร้างคันเบ็ด" เพื่อมอบเบ็ดนั้นให้กับคนใช้ตกปลา (ซึ่งก็คือลูกศิษย์)
จากสมองที่ไม่ค่อยได้ทำงานต้องกลับแน่นขนัดอึ้งด้วยงาน และการบริหารกับตัวเอง กับ 3 งานที่ได้รับมอบหมาย ทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่ม รายงานเดี่ยวที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้รับมอบมาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นมนุษย์ที่ โป๊ะเชะ!! และไม่งั่งและเปลี่ยนทัศนคติจากบ้าใบปริญญา มาบ้างคลั่งปัญญา ก็คือ..
ภารกิจที่ 1 mission one : ฉายเดี่ยว (Solo)..“การเปรียบเทียบภาครัฐและเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร?” ..
หากจะมองความเหมือน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะมีลักษณะเหมือนกันคือ
• มีรูปแบบเป็นลักษณะหน่วยงาน หรือองค์กร ซึ่งภายในองค์กรก็ต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการพัฒนาองค์กร และจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ทรัพยากรที่ต้องพัฒนาให้มีคุณภาพมากที่สุดก็คือทรัพยากรมนุษย์ เมื่อทรัพยากรมนุษย์มีคุณภาพดีเลิศ นั่นก็หมายถึงการนำทรัพยากรอย่างอื่นมาใช้ย่อมมีประสิทธิภาพตามไปด้วย
• มีผู้บังคับบัญชา ผู้นำ หรือผู้บริหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณภาพของผู้นำจะมีความเป็นเลิศ อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับทัศนวิสัย การตัดสินใจที่เด็ดขาดแม่นยำ และการมีจริยธรรมคุณธรรมด้วย เพื่อเป็นสารถีนำพาองค์กรไปสู่จุดหมายที่เป็นเลิศ (อีกแล้วครับท่าน)
• มีระบบการคัดสรร เลือกสรร การลงโทษ การให้รางวัล มีกฏระเบียบหรือข้อบัญญัติ ซึ่งเป็นกลไกที่จะนำพาบุคคลเข้าสู่องค์กร แต่ดูเหมือนว่า ระบบราชการจะได้บุคคลที่เป็นกากกะทิ มากกว่าหัวกระทิ ซึ่งแตกต่างจากเอกชน คำถามตามมา เพราะอะไร? อาจจะเป็นเพราะการบริหารจัดการ การให้รางวัล การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) การสร้างความสัมพันธ์ (Relationship) การมีส่วนร่วมและสร้างจิตสำนึกรักองค์กรหวงแหนองค์กร
• มีกฎระเบียบหรือข้อบัญญัติ เพื่อควบคุมเพื่อพัฒนาให้ไปในทิศทางที่เป็นเลิศ ไม่ใช่เป็นเลิศทางที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นเลิศในด้านคอรัปชั่น หากแต่ความเป็นเลิศนั้นต้องเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์ มีประโยชน์ และกอปรด้วยคุณธรรมจริยธรรม
• มีกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ การวางแผน เพื่อให้เพื่อนำบุคคลมาใช้อย่างเกิดประสิทธิภาพ แต่ดูเหมือนว่ากลยุทธ์ในภาครัฐจะมีไว้ในหนังสือหรือรูปแบบลายลักษณ์อักษรมากกว่าที่จะนำมาปฏิบัติจริงและเห็นผลได้ดีเมื่อเทียบกับภาคเอกชน
• มีผู้บริโภค ภาคเอกชนก็คือลูกค้า ภาครัฐก็คือประชาชน
ในมุมมองของข้าพเจ้า ภาครัฐและเอกชนเป็นโครงสร้างหรือเป็นอวัยวะที่ต้องพึ่งพากันเพื่อทำให้ร่างกายคือประเทศชาติมีความสมบูรณ์ ภาครัฐเป็นส่วน มหภาค (macro) ส่วนภาคเอกชนเป็นส่วนย่อย (micro) แต่นั่นก็เพื่อจุดประสงค์ร่วมก็คือ “ความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค” ซึ่งอยู่ในรูปแบบของกำไร กำไรของเอกชนอาจจะเป็นกำไรในรูปของเม็ดเงิน ดุลการค้า หรือหุ้นต่าง ๆ จากการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการถูกตาถูกใจของลูกค้า ทั้งรูปลักษณ์ คุณภาพ และราคา ส่วนกำไรของภาครัฐบาลจะเป็นในรูปแบบกำไรของความอยู่ดีกินดี การมีความสุข อันได้รับจากการบริหารงานที่ดีของรัฐ ถ้ารัฐมีการบริหารคือทำอะไรให้รวดเร็ว มีข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยแม่นยำ ทุกระดับชั้นมีส่วนร่วมและหวงแหนในองค์กร มีความยุติธรรม สะอาดโปร่งใส มีการตั้งเป้าหมายไว้ให้สูง และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งวัดจากความพอใจของประชน เช่น การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการ ถ้าพนักงาน มีการบริหารที่รวดเร็ว ทำงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตร ผู้รับบริหารหรือประชาชนก็มีความคิดเชิงบวกและมีความสุขที่จะเข้าหาและติดต่อกับราชการ นี่แหละคือกำไรจากความสุข
...นี่คงเป็นแนวคิดตามสมองที่ยังงั่ง!! อยู่มากของข้าพเจ้า ซึ่งยังเป็นเพียงผู้ตกปลาที่ยังขาดเบ็ดดี ๆ สักคัน หรือหลาย ๆ คัน จากคนสร้างคันเบ็ด นามว่า ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์.. เจริญพร...
ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร
ข้าพเจ้าคิดว่า ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องการความเป็นเลิศเหมือนกัน แต่เป้าหมายในการดำเนินงานไม่เหมือนกัน คือ ภาครัฐเน้นการให้บริการประชาชนเพื่อให้ประชาชนพึงพอใจมากที่สุดส่วนภาคเอกชนเน้นหรือหวังผลกำไรและให้ลูกค้าพึงพอใจในสินค้ามากที่สุด สิ่งที่ต้องกระทำเหมือนกันภาครัฐและภาคเอกชนต้องมีโครงสร้างองค์การ สายการบังคับบัญชา การคัดเลือก จัดสรร ผลตอบแทน ฯลฯ เป็นต้น เพื่อความเป็นระเบียบในการปฏิบัติงาน แต่หน่วยงานภาครัฐมีกฎเกณฑ์ ระเบียบในการปฏิบัติงานมากจนบุคลากรไม่กล้าตัดสินใจในการทำงาน เนื่องจากผู้บังคับบัญชามิได้รับผิดชอบร่วมด้วย ผิดกับภาคเอกชนกฎระเบียบน้อย จึงทำงานได้คล่องตัว จึงทำให้บุคลากรภาคเอกชนมีความกล้าตัดสินใจมากกว่านั่นเอง
สิ่งสำคัญคือการพัฒนาบุคลากร หน่วยงานภาครัฐไม่นิยมส่งบุคลากรในหน่วยงานไปฝึกอบรม สัมมนา ศึกษาดูงาน เนื่องจากไม่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน แต่ภาคเอกชนจะสนับสนุนให้บุคลากรในหน่วยงานไปฝึกอบรม สัมมนา ศึกษาดูงาน เนื่องจากภาคเอกชนคิดว่าเมื่อบุคลากรเหล่านั้นไปแล้วเขาจะนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานที่ตนเองปฏิบัติอยู่
จะเห็นได้ว่า เมื่อเราบอกว่าภาครัฐการทำงานเป็นอย่างไร จะมองเห็นว่า ล้าหลัง ล่าช้า ไม่ทันสมัย ทำงานแบบเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ แต่ถ้าเราบอกว่าเอกชนทำงานเป็นอย่างไร เราก็จะมองต่างกัน คือ เอกชนทำงานรวดเร็ว เทคโนโลยีทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เกิดความคล่องตัว
ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก็มีระบบการปฏิบัติงานที่ดีอยู่ในตัวระบบ ต้องทำงานควบคู่กันไปหรือทำงานสนับสนุนกัน ยกตัวอย่าง เช่น ภาครัฐบาลเป็นผู้ออกกฎระเบียบ ภาคเอกชนเป็นผู้ใช้กฎระเบียบ เป็นต้นจะขาดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ประเทศชาติคงไม่เจริญก้าวหน้า ภาคเอกชนต้องเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนต่อภาครัฐ โดยหลักสำคัญคือ การสร้างความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างจุดเด่น และแก้ไขจุดอ่อน พัฒนาขีดความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อประเทศชาติและประชาชนในประเทศ
ณรงค์ พึ่งพานิชภาครัฐและเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ภาครัฐ เป็นระบบงานที่อิงกฎระเบียบ ทำให้การบริหารการจัดการล่าช้า ส่วน ภาคเอกชน เป็นระบบงานที่เน้นถึงผลกำไร ความสะดวกรวดเร็ว และการลดต้นทุน ในยุดโลกาภิวัตน์ซึ่งมีการแข่งขันกันสูงในทุกด้านทั้ง ภาครัฐและเอกชน จะต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน เพราะ ภาครัฐเป็นระบบใหญ่ มีบุคลากรหลายแขนง การบริหารการจัดการ ด้านต่าง ๆ ถ้าให้ภาครัฐ ลงมือปฎิบัติก็จะทำให้ระบบงานไม่เดินหน้า เท่าที่ควรจึงต้องอาศัยภาคเอกชน เช่น โครงการสร้างรถไฟฟ้าฯ เนื่องจาก ภาครัฐเป็นเจ้าของโครงการ ในความเป็นจริง ภาครัฐก็มีความสามารถที่จะทำให้โครงการสำเร็จได้ แต่เนื่องจาก ภารกิจในงานของภาครัฐซึ่งมีมากทำให้การเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชนจึงเกิดขึ้น ในปัจจุบันความเจริญในด้านเทคโนโลยี ก้าวหน้าไปมาก และอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำข้าวยาก น้ำมันแพง ภาครัฐและเอกชน ต้องคำนึงถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชน เป็นหลัก และโครงการทุกโครงการ ทั้ง ภาครัฐและภาคเอกชน ต้องให้ความสำคัญกับประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค ในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้รับฟัง และออกความคิดเห็น บ้างครั้งถ้าภาคเอกชน มองแต่ผลกำไร ก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ภาครัฐและภาคเอกชนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นในเรื่อง ความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นที่ตั้ง และต่อเนื่อง ไม่ว่า เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ภาครัฐและภาคเอกชนต้องบูรณาการซึ่งกันและกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติ
ภาครัฐและเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ? การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทยที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือ ด้านเศรษฐกิจ ในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจและธุรกิจไทย รัฐจะต้องกำหนดนโยบาย ให้คอบคลุมทุกประบวนการ การดำเนินการธุรกิจทั้งหมดของเอกชน ตั้งแต่ การลงทุน การผลิต จนไปถึงการตลาด ซึ่งนโยบายและกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันการดำเนินการทางธุรกิจของเอกชน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทางภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกัน กำหนดแนวทางที่สอดคล้องกันในทุกกระบวนการ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ความเชื่อมโยงของภาครัฐและเอกชน จะต้องกำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ร่วมกันของทุกหน่วย งานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อ นำนโยบายและแผนปฏิบัติการในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจและธุรกิจไทย ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ที่สำคัญการปรับเปลี่ยนทัศนคติการทำงานของหน่วยงานภาครัฐจากผู้ควบคุม ไปสู่การอำนวยความสะดวกและการลดกฎระเบียบ ข้อบังคับ ที่เป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ รวมถึงการปรับปรุงกลไกลเชื่อมโยงในการทำงาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มีความสอดคล้องประสานกันมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องพร้อมที่จะ ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจและธุรกิจไทยอย่างเต็มที่ และเอกชนเองจะต้องมีแนวความคิด ประเด็นความต้องการ รวมถึงแนวทางแก้ปัญหา อุปสรรคต่างๆ มาให้ภาครัฐทราบถึงปัญหา เพื่อจะได้กำหนดทิศทางในการส่งเสริมสนับสนุนร่วมกัน ในการประสานงานและทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน ได้ทำงานร่วมกันเพื่อที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนของประเทศมีความอยู่ดี กินดี ต่อไป
เรียน อาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ คณะอาจารย์ และเพื่อนๆ ชาว Blog MPA 4 สวนสุนันทา ทุกท่าน ในยุคโลกาภิวัตน์ สภาพการณ์ต่างๆ ได้บีบบังคับให้ภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำงานอย่างประสานงานร่วมมือกันอย่างมากขึ้นเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศโดยรวมให้สูงขึ้นการร่วมมือกันนี้ทำให้เกิดการถ่ายโอน “เทคนิคและวิธีการบริหารจัดการ” ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดได้ การที่ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้เกิดความจำเป็นในการต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากการติดต่อประสานงานกันให้เหลือน้อยที่สุด แต่อุปสรรคสำคัญในเรื่องของการลดต้นทุนนี้ก็คือมาตรการควบคุม(ตามระเบียบกฎเกณฑ์) ของภาครัฐและการใช้ดุลยพินิจ อย่างไม่แน่นอนและไม่ชัดเจน ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เป็นอีกปัญหาที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันแก้ไข (เพราะการใช้ดุลยพินิจอาจทำให้ ภาคเอกชนบางรายเกิดความได้เปรียบกันและส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม) ผู้นำของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องอาศัย “เทคนิคและวิธีการบริหารจัดการ” ต่างๆ มากมายเพื่อให้สามารถดำเนินการบรรลุเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง(ที่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว) และที่สำคัญที่สุดก็คือผู้นำในการบริหารการเปลี่ยนแปลงควรต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่นั้นเพียงพอที่จะดำเนินการจนบรรลุผลสำเร็จด้วย ต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ความไว้วางใจกันของภาครัฐและภาคเอกชนการบริหารจัดการแบบยืดหยุ่น การประสานงานแบบเชื่อมข้ามสายงาน การว่าจ้างงานบุคคลที่สามดำเนินการเป็นต้น แนวโน้มของ การจัดการภาครัฐ ในอนาคตจึงมุ่งไปสู่ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการใช้ บุคคลที่สาม ในการดำเนินการต่างๆ แทนภาครัฐเพิ่มมากขึ้นทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องอาศัย แนวความคิดและวิธีการบริหารจัดการของภาคธุรกิจเอกชน มาใช้มากขึ้นทุกที การบริหารจัดการแบบภาคเอกชนทำให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐต้องมีความเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพมากขึ้น พร้อมๆ กับการต้องเป็น “มืออาชีพ” มากขึ้นด้วย (Higher – quality Professional) แต่โดยที่การบริหารในภาครัฐราชการจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ มากมาย (ซึ่งต่างจากการบริหารของภาคเอกชน) และอยู่ภายใต้หลักการปกครองแบบ “นิติรัฐ” ด้วย จึงทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของการปกครองเข้มงวดเคร่งครัดมายึดหลักการผ่อนปรนภายใต้ “ธรรมาภิบาล” หรือ “การกำกับดูแลที่ดี” มากขึ้น ปัญหาในปัจจุบัน จึงอยู่ที่การเร่งสร้างองค์กรเครือข่ายของภาครัฐและภาคเอกชนที่อาศัยหลักการของ “ธรรมาภิบาล” ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของหลักแห่งศีลธรรมจรรยาที่ดีงาม.
ดังนั้น ภาครัฐก็ต้องดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ใช้เป็นไปตามนโยบายของภาครัฐโดยคำนึงถึง ความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งงบประมาณที่จะต้องใช้ไปให้คุ้มค่ากับสภาพความเป็นจริงในส่วนของภาคเอกชนเป็นการประกอบธุรกิจที่หวังผลกำไรโดยการรับจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานที่มีวงเงินน้อยหรือมากก็ตาม ซึ่งต้องขอความร่วมมือภาครัฐเกี่ยวกับภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องข้อบังคับ ระเบียบ ขั้นตอนการดำเนินการ และภาครัฐ ก็ต้องอาศัยภาคเอกชนเข้ามาช่วยจัดทำโครงการต่างๆตามที่ภาครัฐขอความร่วมมือ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกันไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ด้านการเงิน ด้านกฎหมาย และด้านสิ่งแวดล้อม
เรียน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และ MPA 4 สวนสุนันทา ทุกท่าน ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร?
ภาครัฐเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของการพัฒนาแต่ก็ไม่ใช่พลังเดียวการพัฒนาคนที่ยั่งยืนส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ การสร้างงานให้มีรายได้พอเพียงที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิต ปัจจุบันนี้ประเทศต่าง ๆส่วนใหญ่ตระหนักดีว่าภาคเอกชนเป็นแหล่งสำคัญของโอกาสการจ้างงานในระบบการผลิตกระแสโลกทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิถีดำเนินการของอุตสาหกรรมและสถานประกอบการต่างๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนากิจการเอกชนต้องได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้โปร่งใสและสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตที่เป็นธรรม ความเท่าเทียมกันทางเพศการรักษาสิ่งแวดล้อมการขยายตัวของภาคเอกชนและการมีส่วนร่วมที่รับผิดชอบและมีประสิทธิผลในการค้าระหว่างประเทศไม่สามารถบรรลุผลได้โดยอาศัยตลาดเพียงอย่างเดียวรัฐสามารถเกื้อหนุนการพัฒนาภาคเอกชนในแนวทางที่ยั่งยืนได้โดย :
* สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพ
* รักษาตลาดแข่งขัน
* สร้างความมั่นใจว่าคนยากจนโดยเฉพาะสตรีสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวก
* ดูแลเอาใจใส่กิจการที่สร้างงานและสร้างโอกาสมากที่สุด
* ดึงดูดการลงทุนและความช่วยเหลือในการส่งผ่านความรู้และเทคโนโลยีไปยังกลุ่มคนยากจน
* บังคับใช้หลักนิติธรรม
* สร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
* ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ภาครัฐบาลและภาคเอกชนมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร กล่าวคือ ในการเชื่อมโยงกันคงต้องกล่าวถึงตั้งแต่ โครงสร้างของระบบองค์กรที่มีตำแหน่งและสายงานการบังคับบัญชาที่คล้ายคลึงกัน แต่ของหน่วยงานภาครัฐจะมีสายการบังคับบัญชาที่ยาวกว่าเท่านั้น เหตุนี้จึงทำให้องค์กรของเอกชนมีความคล่องตัวกว่า นอกจากนี้จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของภาคเอกชน พนักงานในองค์กรต้องทำให้ถึงและทำให้ได้ตามเป้าหมายเพื่อความอยู่รอดขององค์กรก็เหมือนการอยู่รอดของเขา โดยมองไปที่ลูกค้า ส่วนภาคราชการส่วนใหญ่จะไม่ค่อยปฏิบัติตาม หรือทำกันแบบล่าช้าตามสายงาน เพราะพนักงานคิดว่าไม่มีการไล่ออกเหมือนอย่างเอกชน และได้ผลตอบแทนน้อย ทำให้ไม่ต้องง้อผู้มารับการบริการเพราะคิดว่าประชาชนต้องมาติดต่อเขาเลยทำตัวเหนือกว่า จนปัจจุบันภาคราชการมีการพัฒนาลดขั้นตอนการทำงาน มีการตรวจสอบการทำงาน ประเมินผลงานของข้าราชการให้เทียบเคียงกับภาคเอกชน ให้มีการไปดูงาน มีการฝึกอบรม เป็นต้น เพราะองค์กรเอกชนต้องพึ่งองค์กรภาครัฐหลายอย่าง เพราะถ้าบางอย่างราชการทำเรื่องเสร็จช้า หรือดำเนินงานตามขั้นตอนล่าช้าจะส่งผลกระทบระบบงานของภาคเอกชน อาจจะต้องเสียโอกาสทางธุรกิจไป เช่น การดำเนินนโยบายทางเศษฐกิจของรัฐ จะมีผลต่อธุรกิจนำเข้าและธุรกิจส่งออก ถ้านโยบายของรัฐมีมาตรการที่เข้มงวดและระบบการตรวจสอบที่หลายขั้นตอนโดยพนักงานอาจไม่มีความเชี่ยวชาญ ก็จะทำให้สินค้าอาจส่งไม่ทันกำหนดเป็นต้น ภาคเอกชนก็จะเกิดปัญหาและเสียหายทางธุรกิจ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าทั้งสองภาคทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีความเกี่ยวโยงกัน ให้ภาคเอกชนพัฒนาองค์กรให้ดีเพียงใด แต่ภาครัฐยังเป็นระบบแบบเก่า ก็ทำให้ธุรกิจดำเนินไปไม่ได้ด้วยดี ถึงเป้าหมายของภาครัฐและเอกชนจะแตกต่างกัน แต่ถ้าการทำงานของภาครัฐปรับตัวมีการทำงานที่รวดเร็ว ลดขั้นตอน สมกับเป็นข้าราชการที่เข้มแข็งก็จะส่งผลให้หน่วยงานที่เข้ามาติดต่อสามารถไปดำเนินงานทางธุรกิจต่อได้เร็วขึ้น ประเทศก็จะมีการพัฒนาที่มากขึ้น</p>
ภาครัฐและภาคเอกชนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?
ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเป็นลักษณะแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า หากรัฐบาลอยู่ไม่ได้ ภาคเอกชนก็อาจทำให้กิจการมีผลกำไรลดลง กล่าวคือภาครัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย ออกกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ รวมถึงการจัดเก็บภาษีเพื่อพัฒนาประเทศ ภาครัฐจัดหาตลาดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศและภายในประเทศ เช่นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ชะลอตัวลงเนื่องจากปัญหาซับไพร์ ทำให้กำลังซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง ซ่งเป็นปัญหาด้านการส่งออก เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศไทยยังต้องพึ่งการส่งสินค้าออก และอเมริกาเป็นตลาดที่สำคัญและใหญ่ที่สุด ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหากับผู้ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ภาครัฐจะต้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกเหล่านั้นโดยการหามาตรการไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป และควรหาตลาดส่งออก โดยหาตลาดทางยุโรป หรือ ตะวันออกกลาง หรือประเทศที่มีกำลังเงินซื้อมาก เพื่อจะได้นำเงินเข้ามาภายในประเทศ และรัฐควรจัดเก็บภาษีในอัตราที่เหมาะสมเพื่อนำมาบริหารและพัฒนาประเทศต่อไป
น.ส.ญานิสา เวชโช รหัส50038010013
ในปัจจุบันระบบราชการส่วนใหญ่เป็นระบบอุปถัมภ์ ให้ความสนใจในความเป็นพวกพ้อง มากกว่าที่จะสนใจในเรื่องของผลงาน เป็นระบบเช้าชาม-เย็นชาม ไม่ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน เพราะความเป็นราชการ ยังไงก็ไม่ตกงาน จึงไม่มีความจำเป็นต้องใฝ่รู้อะไรมากมายนัก แตกต่างกับ เอกชน ที่ให้ความสนใจในเนื้องาน มุ่งเน้นการแข่งขัน พัฒนาความรู้ ความสามารถของคนในองค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอด ถึงแม้ว่า ระบบราชการ จะเป็นระบบที่มั่นคง ไม่มีวันที่จะล้มเหลว แต่ถ้าคนในราชการยังทำงานกันแบบเดิมๆ ไม่มีการพัฒนายอมรับสิ่งใหม่ๆ เหมือนเอกชน สักวันหนึ่ง ราชการก็ต้องล้มเหลวเช่นเดียวกัน
ความเชื่อมโยงของภาครัฐและเอกชน สิ่งที่จะต้องทำมากที่สุด มิใช่เพียงแต่แสวงหาผลกำไร แต่คือ การแข่งขัน แข่งขันให้หน่วยงาน หรือองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถทำให้ระบบการทำงาน มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล เพราะราชการ คือ งานให้บริการประชาชน จึงควรจะคิดว่า ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ เมื่อมาใช้บริการ