ความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนับวันจะมีความจำเป็นที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกขณะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์(Globalization) ที่ต้องมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง  ทั้งจากหน่วยงาน  องค์กร  ภาครัฐ  และเอกชน  ทั้งในระดับประเทศ  และต่างประเทศ  ซึ่งความเชื่อมโยงดังกล่าว  ยิ่งมีความเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์มีการปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด  ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่จะได้รับก็จะมากมายมหาศาลเป็นเงาตามตัว  คงต้องยอมรับความจริงที่ว่า  ในปัจจุบันการบริหารจัดการขององค์กรภาครัฐยังนับว่าด้อย  และยังเป็นรองภาคเอกชนอยู่มากอาทิเช่น  โรงเรียน  วิทยาลัยเป็นต้น  ซึ่งถ้าหากภาครัฐยอมเลือกที่จะใช้นโยบายและระบบการบริหารของภาคเอกชนเข้ามาบูรนาการบ้างก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด  และผลลัพธ์ก็จะตกกับประชาชน  และประเทศชาติบ้านเมืองในที่สุด  ขอยกตัวอย่างเช่นการเอ็กปอร์ต  อิมปอร์ต การส่งออก  นำเข้า  หากมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในระบบของศุลกากรให้ดีขึ้นและรัดกุม  สะดวกและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในอดีตก็จะทำให้ภาคการส่งออกของเราดีขึ้น  ผู้นำเข้าและส่งออกได้รับความสะดวกไม่ต้องอาศัยโบรคเกอร์หรือคนกลางทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นและผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะตกกับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าที่เป็นมาในอดีต  ซึ่งนั่นหมายถึงเมื่อภาคเอกชนไปไม่ถึงดวงดาวหรือไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควรก็ย่อมส่งผลถึงประเทศชาติ  และประชาชนในที่สุด                ราชการควรทำองค์กรของตนเองให้เหมือนกับภาคเอกชน คือมีความคล่องตัว  ลดทอนสายงาน  หน้าที่ ความรับผิดชอบ  และการตัดสินใจให้แคบลง  และคัดสรรบุคลากรที่มีประสิทธิภาพสูง  แม้จะมีเงินเดือนสูง  แต่ก็คุ้มค่าได้งาน  ไม่ล้าหลังหรือล่าช้า  เรียกว่ายอมเสียเงินจ้างคนดีๆสักคนสองคนดีกว่าจ้างควายสิบตัวที่โง่เขลา                ราชการควรทำตัวให้เหมือนนักบริหารชั้นยอดของภาคเอกชน  ซึ่งได้รับการยอมรับ  ไม่ใช่ผูกติดอยู่กับระบบเจ้าขุนมูลนาย  หรือคลั่งไคล้ในตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์  ระบบ ซี ซึ่งมิอาจจะล่วงล้ำกันได้  อาทิเช่น  ระบบของผู้ว่าราชการในอดีตซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ให้เสมือนผู้จัดการหรือนักบริหารระดับมืออาชีพ  มากกว่าที่จะพยายามทำตัวเป็นเจ้าเมือง  เจ้านายที่ใครๆต่างต้องเข้ามากราบกราน  และมิอาจที่จะแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  แต่ควรจะกระจายอำนาจไปให้ทั่วถึง  โดยเฉพาะการบริหารงานแบบแนวนอนที่ต้องเข้าถึงประชาชน  ซื้อใจผู้คนด้วยพระคุณมิใช่พระเดช                 ระบบราชการในอดีตส่วนใหญ่ปูนบำเหน็จรางวัลโดยอาศัยเครื่องมือวัดจากระยะเวลาของการทำงาน  ระบบอุปถัมภ์  มากกว่าจะวัดกันที่ผลงาน  ประสิทธิภาพ  ประสิทธิผลของเนื้องานที่ออกมาอันมีผลมาจากระบบ หรือวิธีคิดแบบเดิมๆซึ่งตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาทำงานก็หนีไม่พ้นระบบอุปถัมภ์อันเปรียบเสมือนวัฒนธรรมดั้งเดิมของระบบราชการไทยนั่นเอง  จริงอยู่แม้ระบบราชการเมื่อมิอาจจะบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วองค์กรภาครัฐจะไม่เจ๊งทันตาเหมือนภาคเอกชนแต่แม้วันนี้ยังไม่เจ๊งวันข้างหน้าก็ต้องเจ๊งอยู่ดี หากไม่กู้สถานการณ์ด้วยการส่งเสริมความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  หรือมิเช่นนั้นก็ต้องหาวิธีเชิญออกหรือไล่ออกแล้วนำผู้มีความรู้ความสามารถอย่างจริงจังเข้ามาแทน                ระบบราชการจริงอยู่แม้จะไม่มุ่งเน้นที่ผลกำไรเหมือนภาคเอกชน  แต่ระบบราชการก็ต้องมุ่งเน้นที่ความผาสุกของประชาชนซึ่งนับเป็นผลกำไรและความเลอเลิศของทางราชการ  โดยทั้งหลายทั้งปวงควรมีการจัดสรรการทำงาน  ระบบงานที่ดี  มีสวัสดิการ  การประกันสังคมเป็นเลิศผู้บริหารควรมีความตั้งใจ  จริงใจ  รักที่จะทำงาน  รักองค์กร  รักในเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าสิ่งอื่นใด  ไม่มุ่งเน้นที่จะกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง  ครอบครัว  หรือพวกพ้อง  แม้กฎหมายจะมีช่องโหว่ให้ทำได้ก็ตามขณะเดียวกันภาคเอกชนควรที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมด้วยเช่นกัน  เสมือนดังเช่นภาครัฐที่วางกฎระเบียบเอาไว้อย่างรัดกุม  อาทิการที่ต้องจ่ายภาษี ณ ที่จ่าย โดยมิอาจจะหลบเลี่ยงได้อย่างภาคเอกชนที่กำลังฮือฮากันอยู่ดังเช่นทุกวันนี้  หรือผลกำไรที่ภาคเอกชนได้รับก็ควรนำมาแบ่งปันให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรมในอัตราส่วนที่ควรจะเป็น  แต่จะอย่างไรก็ตามแม้ความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสององค์กรคือทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการปรับเปลี่ยนหรือบูรนาการกันอย่างไรก็ตาม  จรรยาบรรณของนักบริหารตลอดจนบุคคลากรจะต้องยึดมั่นในเรื่องคุณธรรม  ศีลธรรม  จริยธรรม  ความยุติธรรม  เที่ยงธรรมอย่างเคร่งคัด  อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าและเสถียรภาพอันนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง