ทำไมไม่บอกคนของเราว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่า Freeware และสิ่งที่เรียกว่า Opensource อยู่ในโลกด้วย

เมื่อวานมีการโต้เถียงในห้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าภาคภูมิใจเลยที่ประเทศไทยเราติดอันดับการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนลำดับต้นๆ ของโลก จากงานวิจัยสามารถอ้างอิงได้ว่าสาเหตุหลักหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่ซื้อของจริงเพราะราคาที่แพงของซอฟต์แวร์ และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าใช้ซอฟต์แวร์ที่หาซื้อมาแผ่นละร้อยกว่าบาทอยู่ จึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจผม (คนทำซอฟต์แวร์คนหนึ่ง) ว่าแล้วราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ไหน

มีน้องคนหนึ่งพูดว่า การทำธุรกิจต้องสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (competitive advantage) ด้วยราคาขายที่เหมาะสม (price efficiency) แต่ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ที่ขายกันอยู่ราคาหลักหมื่น หลักแสน แล้วใครมันจะไปซื้อ ก็มีเพื่อนอีกคนกล่าวขึ้นว่าจริงๆ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่มีให้เลือกหลายระดับ เราสามารถซื้อแค่ระดับเบื้องต้นเฉพาะที่เราใช้มาก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมเวิร์ดโปรเซสซิ่ง (word processing) เราก็ใช้แค่พิมพ์รายงาน ไม่ได้ใช้ฟังก์ชันอะไรพิเศษมากไปกว่านั้น ทำไมไม่ซื้อ Home edition มาใช้ แต่กลับไปหาซื้อโปรแกรมเถื่อนที่มีฟังก์ชั่นครบครันที่ไม่ได้ใช้มาด้วยหละ

คำถามนั้นไม่มีคำตอบกลับไป มีทั้งฝั่งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ทุกคนยอมรับว่าการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่เราไม่เคยถูกปลูกฝั่งให้คิดถึงคุณค่าและมูลค่าของซอฟต์แวร์กันเลย เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ต้องมีซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์ไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ต้องมีคนทำ ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรให้มันถูกต้อง ก็มีพี่คนหนึ่งเสนอว่ารัฐบาลสามารถช่วยอะไรได้ไหม เราเอาจำนวนมารวมๆ กันสามารถต่อรองซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ราคาถูกได้ไหม แต่สำหรับผมกลับมองว่าการไปเจรจาซื้อลิขสิทธ์ซอฟต์แวร์จำนวนมากเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เราตกไปอยู่ในเกมวงจรอุบาทว์ของธุรกิจซอฟต์แวร์


http://zenzai.wordpress.com

ซอฟต์แวร์เปรียบเสมือนงานศิลปะ มีคนจำนวนหนึ่งที่สามารถเสพได้ และมีคนจำนวนหนึ่งที่สามารถทำกำไรจากมันได้ สำหรับเกมนี้ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าซอฟต์แวร์ที่เรารู้จักกันส่วนใหญ่มาจากต่างชาติ ส่วนคนทำซอฟต์แวร์ในประเทศก็มีให้เลือกว่า "จะจนแล้วเหนื่อยตาย" หรือ "จะเป็นพันธมิตรกับบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่" คนทำซอฟต์แวร์รายเล็กๆ มักไม่มีทางเลือกในการรับงาน บางครั้งตั้งใจเขียนโปรแกรมนั่งอยู่หน้าจอวันละ 10 กว่าชั่วโมงเป็นแรมปี สุดท้ายเค้าอาจจะขายให้ได้กับลูกค้าแค่รายเดียวเท่านั้น และครั้นจะพัฒนาทำเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปก็จะมีปัญหาเรื่องการยอมรับของตลาด (คนไทยด้วยกันเอง) มันคงเร็วไปที่วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา (intellecture property) ตราบใดที่ยังไม่มีคนตายเพราะมัน

แม้โลกจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ต่อให้เราอยู่ในยุคดิจิตอลที่ทุกอย่างต้องอาศัยพึ่งพิงอิเล็กทรอนิกส์ แต่ของที่จับต้องไม่ได้ (intangible) ก็ยังเป็นเพียงของที่เราไม่รู้คุณค่า คนไทยซื้อซอฟต์แวร์โดยดูจากมูลค่าของสิ่งที่บรรจุมัน ใส่ CD ก็ถูกหน่อย ใส่ DVD ก็อาจจะแพงหน่อย ถ้าของคนไทยด้วยกันเองทำเอง (made in Thailand) สงสัยใช้เวลา ใช้ความพยายามน้อยกว่าฝรั่ง(มั้ง) จะจ่ายแพงก็กลัวว่าจะโง่ เลยไม่ซื้อดีกว่า ถ้าทำโปรเจคมูลค่ามหาศาลก็เอาบริษัทยักษ์ใหญ่มีชื่อเสียงเข้ามารับงาน แล้วบริษัทเหล่านั้นทำอย่างไรหละ ก็เอางานมาแบ่งจ้างต่อให้บริษัทเล็กๆ ใครทำงานดีก็เสมอตัว ทำงานชั่วก็โดนปรับ บริษัทใหญ่รับทรัพย์ตามระเบียบ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่า การที่ลูกค้าตัดสินใจอย่างนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะคนเลวที่รับงานแล้วทิ้งมีอยู่ในโลกจริง (ปัจจุบันผมก็เข็ดกับการจ้าง Freelance ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน) ดังนั้นทำไมลูกค้าต้องไปเสี่ยงหละ ก็ยอมจ่ายแพงหน่อยจ้างบริษัทใหญ่ที่เชี่ยวชาญมารับความเสี่ยงทำงานให้เสร็จไม่ดีกว่าหรือ


http://www.ipedinc.net

ก่อนที่ผมจะไปไกลกว่านี้ ขอกลับมาที่เรื่องซอฟต์แวร์สำเร็จรูป มีกรณีศึกษาเล่าไว้ว่า บริษัทไทยรายหนึ่งถูกสุ่มตรวจโดยตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์บริษัทยักษ์ใหญ่ สิ่งที่เจ้าหน้าที่บริษัทตัวแทนทำคือการโทรศัพท์ไปยังบริษัทต่างๆ แล้วบอกว่า "เรารู้ว่าคุณใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายอยู่ใช่ไหม" ถ้าใครเสียอาการยอมรับ เจ้าหน้าที่ก็จะขอเข้ามาค้น ซึ่งรับรองว่าค้นแล้วไม่เจอแค่ซอฟต์แวร์ตัวเดียวแน่ เครื่องหนึ่งคงไม่ต่ำกว่าสิบโปรแกรม รวมๆ กันหลายๆ เครื่อง บางบริษัทต้องเสียค่าปรับเป็นล้านๆ ก็ต้องทำการเจรจาต่อรองขอส่วนลดอีก ชีวิตวุ่นวายไม่ต้องทำมาหากินเพราะต้องมายุ่งกับการประณีประณอมกับบริษัทตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์ จึงมีคนบอกว่า "ก็ถ้าคุณใช้ซอฟต์แวร์ใด แล้วมันก่อให้เกิดรายได้กับคุณ คุณจงจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์นั้นซะเถอะ" แต่มันก็จะวนกลับมาที่ว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรหละว่าใช้ซอฟต์แวร์ตัวไหนแล้วดี ใช้แล้วสามารถนำไปหาประโยชน์ นำไปทำมาหากินได้ ถ้ายังไม่ได้ใช้

มีทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด (conspiracy theory) อยู่บทหนึ่งกล่าวว่า ซอฟต์แวร์เถื่อนไม่ได้เกิดขึ้นจากการลักลอบขโมยจากแฮกเกอร์ แต่มันเกิดจากความตั้งใจของบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายเอง มันจะเป็นไปได้หรือที่ซอฟต์แวร์เถื่อนออกวางขายก่อนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ แล้วจะเป็นไปได้หรือที่การป้องกันการถอดรหัส serial number ทำไม่ได้จริง ทฤษฎีบทนี้กล่าวไว้ว่า "ไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าผู้ผลิตไม่ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น" คำถามคือทำไมหละ? คำตอบที่ได้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเขาอยากให้มีคนใช้ซอฟต์แวร์เขาเยอะๆ เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า economy of scale แล้วค่อยไปหาวิธีเก็บตังค์คนที่ใช้อย่างผิดลิขสิทธิ์เอาทีหลังดีกว่า (ด้วยวิธีการอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) ยิ่งมีเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ก็มีการทำข่าวก็ได้โปรโมตฟรีอีก แล้วมันไม่ดีตรงไหน นี่ก็เป็นเรื่องสมมติที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า แต่ถ้าใช่ใครคือคนผิด ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ หรือคนใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน?

สุดท้าย ผมต้องยอมรับว่าก็เกมมันถูกกำหนดให้เป็นเช่นนี้ ถ้าเรายังยอมเดินตามเกมเค้าต่อไป แล้วเราจะมานั่งคุยกันทำไมเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ เราจะพยายามเอาเงินไปยัดใส่มือบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทำไม ทำไมอีกนั้นแหละที่เราไม่ให้การศึกษากับคนของเราแทน ทำไมไม่บอกคนของเราว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่า Freeware และสิ่งที่เรียกว่า Opensource อยู่ในโลกด้วย ทำไมยอมปล่อยให้คนของเราไปใช้ของผิดลิขสิทธิ์จนติดเป็นนิสัย ผมเปลี่ยนคนเดียวคงไม่สามารถช่วยประเทศไทยได้ ไฟล์เอกสารต่างๆ ยังยืดติดกับฟอร์เมตที่เปิดได้ดีด้วยโปรแกรมจากบริษัทยักษ์ใหญ่ (Open Document Format จะเกิดไหม?) ผมจะชวนให้เพื่อนในห้องเรียนเปลี่ยนด้วยก็คงจะทำไม่ได้เพราะพวกเขาไม่ใช่คนเทคนิคอย่างผมที่จะมาทดลองเล่นโปรแกรมใหม่ๆ อย่างถูกต้อง ปัจจัยมากมายทำให้คำว่า "จริยธรรม" ขาดหายไปอีกครั้งหนึ่ง เส้นของความเหมาะสมอยู่ที่ไหน แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think?