เรียน อาจารย์  ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  คณะอาจารย์ และเพื่อนๆ ชาว Blog  MPA 4  สวนสุนันทา  ทุกท่าน                ในยุคโลกาภิวัตน์  สภาพการณ์ต่างๆ ได้บีบบังคับให้ภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำงานอย่างประสานงานร่วมมือกันอย่างมากขึ้นเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศโดยรวมให้สูงขึ้นการร่วมมือกันนี้ทำให้เกิดการถ่ายโอน  เทคนิคและวิธีการบริหารจัดการ  ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดได้  การที่ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้เกิดความจำเป็นในการต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากการติดต่อประสานงานกันให้เหลือน้อยที่สุด  แต่อุปสรรคสำคัญในเรื่องของการลดต้นทุนนี้ก็คือมาตรการควบคุม(ตามระเบียบกฎเกณฑ์)  ของภาครัฐและการใช้ดุลยพินิจ อย่างไม่แน่นอนและไม่ชัดเจน ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  เป็นอีกปัญหาที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันแก้ไข (เพราะการใช้ดุลยพินิจอาจทำให้ ภาคเอกชนบางรายเกิดความได้เปรียบกันและส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม)                ผู้นำของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องอาศัย เทคนิคและวิธีการบริหารจัดการ ต่างๆ มากมายเพื่อให้สามารถดำเนินการบรรลุเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง(ที่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว) และที่สำคัญที่สุดก็คือผู้นำในการบริหารการเปลี่ยนแปลงควรต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่นั้นเพียงพอที่จะดำเนินการจนบรรลุผลสำเร็จด้วย ต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ความไว้วางใจกันของภาครัฐและภาคเอกชนการบริหารจัดการแบบยืดหยุ่น การประสานงานแบบเชื่อมข้ามสายงาน  การว่าจ้างงานบุคคลที่สามดำเนินการเป็นต้น                แนวโน้มของ การจัดการภาครัฐ ในอนาคตจึงมุ่งไปสู่ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  และการใช้  บุคคลที่สาม  ในการดำเนินการต่างๆ แทนภาครัฐเพิ่มมากขึ้นทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องอาศัย แนวความคิดและวิธีการบริหารจัดการของภาคธุรกิจเอกชน มาใช้มากขึ้นทุกที  การบริหารจัดการแบบภาคเอกชนทำให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐต้องมีความเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพมากขึ้น พร้อมๆ กับการต้องเป็น มืออาชีพ มากขึ้นด้วย (Higher – quality  Professional)                แต่โดยที่การบริหารในภาครัฐราชการจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ มากมาย (ซึ่งต่างจากการบริหารของภาคเอกชน) และอยู่ภายใต้หลักการปกครองแบบ นิติรัฐ  ด้วย จึงทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของการปกครองเข้มงวดเคร่งครัดมายึดหลักการผ่อนปรนภายใต้ ธรรมาภิบาล หรือ การกำกับดูแลที่ดี  มากขึ้น                ปัญหาในปัจจุบัน จึงอยู่ที่การเร่งสร้างองค์กรเครือข่ายของภาครัฐและภาคเอกชนที่อาศัยหลักการของ ธรรมาภิบาล ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของหลักแห่งศีลธรรมจรรยาที่ดีงาม.