เช้าตรู่ของเมื่อวาน  ผมโดนน้องแผ่นดินปลุกด้วยกลยุทธไม้ตายอันทรงพลังด้วยการจู๊บแก้ม (แสนรัก)  ฟอดใหญ่   พร้อมเสียงใส ๆ  ในเช้าชื่นแห่งชีวิตในทำนองว่า “พ่อ… ลุกมาเบิ่งพระสังข์ทองกับดินแม้…”

 

 

ถึงแม้จะนอนดึกมากแค่ไหน   ผมก็ยินดีที่จะถีบกายลุกจากที่นอน  เพราะนานและนานมากแล้วที่ผมไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูก ๆ  ในห้วงเช้าเช่นนี้  แต่พอละครจักร ๆ วงศ์ ๆ  ปิดฉากลง  ผมก็มีอันโบกมือโบกไม้ให้กับคนในครอบครัว  เพราะต้องออกจากบ้านไปร่วมกิจกรรมกับนิสิต  ซึ่งวันนี้เป็นการแข่งฟุตบอลประเพณีระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 

 

 

 

 

ฟุตบอลประเพณีดังกล่าวดำเนินมาถึงครั้งที่  6  เป็นการดำเนินการในระดับขององค์กรนิสิตนักศึกษา  ส่วนระดับมหาวิทยาลัยยังไม่ได้เข้าสู่ระบบกันอย่างที่ควรจะเป็น   ดังนั้นในปีนี้   ผมและทีมงาน   จึงได้พยายามเรียนเชิญระดับบุคลากรที่เกี่ยวข้องจาก ม.ขอนแก่นมาพูดคุยในเรื่องดังกล่าว

 

 

 

 

เป็นที่น่ายินดีว่า  ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป  ฟุตบอลประเพณีจะมีมิติความเป็น “สถาบัน”  มาร่วมอย่างเป็นรูปธรรมเสียที   กระนั้นก็ต้องยอมรับว่า  ปีนี้บรรดาผู้นำทั้งสองสถาบันก็ดูจะไม่พร้อมเท่าที่ควร   แต่ทุกฝ่ายก็พยายามประคองให้กิจกรรมนี้ดำเนินไปได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค !

 

 

 

ภาคเช้า,  นิสิตนักศึกษาสองสถาบันนำผ้าป่าไปทอดถวายที่วัดบ้านดอนสวน  ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยฯ  เรื่องราวของผ้าป่าในครั้งนี้  เป็นความคิดริเริ่มของนายกองค์การนักศึกษาจาก ม.ขอนแก่น  และถือเป็นครั้งแรกที่จัดกิจกรรมทำนองนี้แทรกขึ้นในฟุตบอลประเพณี  โดยผ้าป่าครั้งนี้ได้เงินมาร่วมทำบุญไม่มากไม่น้อย นั่นคือ  25,240  บาท …

 

 

 

 

 

ครั้นล่วงเข้าช่วงบ่ายก็เป็นการเดินพาเหรด   ภายในขบวนจัดกันอย่างเรียบง่าย  ภายในขบวนก็รณรงค์หลากเรื่องราวเหมือนกัน  และยังยืนยันในเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนเรื่องแอลกอฮอล์ในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง   โดยนิสิต มมส  ก็นำป้ายรณรงค์เรื่องดังกล่าวมาเดินร่วมขบวนอย่างชัดเจน

 

 

ฟุตบอลคู่กระชิบมิตรระหว่างผู้บริหาร, บุคลากรและผู้นำองค์กรเปิดตัวในเวลาเกือบ ๆ บ่าย 4 โมงเย็น   ผลปรากฏว่าผู้มาเยือนถลุง มมส   อย่างเอ็นดูไป 2 :  0  ส่วนคู่เอกนั้น  เจ้าภาพ มมส พลิกกลับมาชนะด้วยสกอร์ 1 :  0

 

 


จากนั้น,  ก็ร่วมรับประทานอาหารเย็นร่วมกันในลานสะเดา  มี “วงแคน”  ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมืองมาขับกล่อมอย่างพอประมาณ  ขณะที่ ม.ขอนแก่นก็นำนักร้องเสียงดีมา 2  ท่าน  สร้างความคึกคักและอบอุ่นให้กันและกันอย่างสนิทแน่น  และยุติลงในราว ๆ  4  ทุ่มเศษ


ผมกลับมาถึงที่พักในราวเกือบ ๆ  จะ 5  ทุ่ม   เพื่อทำหน้าที่ของคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้า  และนี่คืออีกวันที่ผมยังมีความสุขกับการทำงานอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

อย่างไรก็ตาม   ผมได้ถือโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของ ม.ขอนแก่นว่า  ปีหน้ากิจกรรมนี้จะขยับมาเป็นความร่วมมือของสองมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรมากขึ้น  ผมเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของบุคลากรด้วย  ซึ่งไม่เน้นพิธีการ  คุยกันง่าย ๆ สบาย ๆ  ได้สาระและไม่ใช้เวลาเนิ่นนาน   ...    รวมถึงการจัดมหกรรมกิจกรรมนิสิตนักศึกษาในระดับภูมิภาคด้วยเหมือนกัน