เพื่อนผมส่งบทความของคุณ Susan Lowes มาให้อ่านก่อนปิดเทอมปลายปีที่แล้วครับ บทความนี้วิเคราะห์บทสนทนาในชั้นเรียนออนไลน์โดยใช้สี่เทคนิควิธี คือดูจาก
(1) จำนวนการเข้าชมหน้าต่างๆ ของชั้นเรียนออนไลน์  พบว่าโดยรวมผู้เรียนเข้าใช้บอร์ดสนทนามากที่สุด เมื่อเทียบกับการเข้าดูหน้าอื่นๆ เช่นเนื้อหาบทเรียน หรือหน้าประกาศ
(2) วิเคราะห์จากโครงสร้างเครือข่ายการใช้งาน (network analysis) ร่วมกับโปรแกรม NETDRAW พบว่าในชั้นเรียนออนไลน์วิชาเดียวกันซึ่งน่าจะมีโครงสร้างการสนทนาที่คล้ายกัน กลับมีความต่างกันอย่างมาก คือบางชั้นการสนทนาของผู้เรียนด้วยกันมีมาก บางชั้นมีผู้สอนเป็นศูนย์กลางการสนทนา
(3) วิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับมิติด้านเวลา โดยแบ่งเนื้อหาเป็นสามประเภท คือ a. เห็นด้วย สนับสนุน  b. ให้ข้อมูลใหม่ c. โต้แย้ง ท้าทาย เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาในบอร์ดสนทนาพบว่า บอร์ดไหนมีบทสนทนาแบบสนับสนุน เห็นด้วย ชื่นชม กันมาก บอร์ดนั้นจบเร็วครับ คือไม่ไปไหน คนหนึ่งมาโพสต์ อีกคนชม เป็นอันจบ ในขณะที่บอร์ดที่มีคนมาโพสต์ อีกคนมาให้ข้อมูลใหม่ อีกคนมาแย้ง มันมีเนื้อหามากกว่า คือสนทนากันได้ยาวกว่า
(4) วิเคราะห์เนื้อหาแบบ sequential analysis ซึ่งเป็นการต่อยอดจากวิธีที่สาม ก็พบว่าความน่าจะเป็นในการได้รับคำตอบของการโพสต์ (response probability rates) ของการโพสต์แบบชื่นชมกันนั้นมีน้อยที่สุดครับ

ผมว่าน่าสนใจดี เพราะจากประสบการณ์ของผม มีทั้งเหมือนและต่าง ใน gotoknow เวลามีใครโพสต์อะไรดีๆ มีคนเข้ามาชื่นชม มีคนเข้ามาเชียร์กันเยอะ ในขณะที่ผมเขียนบล็อกในมุมมองที่เชียร์ยาก มันไม่ค่อยจะมีใครมาตอบ หรือถ้ามีคนมาตอบ (แบบไม่เห็นด้วย) ก็ไม่ค่อยจะเปิดเผยตัว

ตรงนี้ผมนึกถึงเรื่องที่เพิ่งคุยกับเพื่อนเมื่อไม่นานนี้ เขาลงเรียนออนไลน์แล้วก็มาเล่าให้ผมฟังว่าสองอาทิตย์แรกที่เขาเรียน ต้องมีการโพสต์กระทู้ในชั้นเรียน ซึ่งแต่ละคนต้องตั้งหนึ่งกระทู้และตอบสองกระทู้ (one post/two reply) อันนี้ถือเป็น pattern ปกติของหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยเลยครับ เขารู้สึกว่ามีแต่คนพูดกันดีๆ เห็นด้วยกัน เขารู้สึกสงสัยว่ามีใครไม่เห็นด้วยกันกับคนอื่นในบอร์ดหรือเปล่า เขาก็ลองค้นหาคำว่า “disagree” “not agree” ก็ไม่ค่อยพบ แต่พอค้นด้วยคำว่า “agree” แล้วเจอเยอะมาก แม้จะเป็นการค้นคำแบบง่ายๆ แต่เขาสรุปว่าน่าจะเป็นเพราะ (1) ชั้นเรียนออนไลน์ทุกคนต้องเปิดเผยตัวตน แสดงชื่อ นามสกุลจริง (2) ถ้าไม่โพสต์อะไรเสียเลย ก็ไม่มีใครรู้ว่าไม่เห็นด้วย ต่างกับการสัมมนาในชั้น ถ้าเงียบ หรือแสดงสีหน้า ก็จะรู้ว่าเออ เราไม่เห็นด้วยนะ เออ เราลำบากใจจะแสดงความเห็น แต่พอเป็นการเรียนออนไลน์ แต่ละคนก็มีโอกาสเลือกอ่านกระทู้ไปจนกว่าจะเจอกระทู้ที่ตัวรู้สึกว่าตอบแบบเห็นด้วยได้ ถึงตอบ อันไหนไม่เห็นด้วยก็ข้ามไป

ผมว่ามีสองปัจจัยสำคัญจากเรื่องนี้คือตัวตนและทัศนคติ ซึ่งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ปัจจัยที่หนึ่งคือ “ตัวตน” ของผู้ร่วมบทสนทนา ในขณะที่การเปิดเผยตัวในโลกออนไลน์ เพิ่มความระมัดระวัง และเพิ่มระยะเวลาในการเตรียมตัวคิดคำตอบได้ (เป็นข้อดี) การไม่เปิดเผยตัวกลับทำให้สามารถโต้แย้ง และแสดงออกในแบบที่ไม่สามารถทำได้ต่อหน้า คือจะด่าว่าอะไร ใช้คำแรงๆ ยังไง ก็ไม่กลัว เพราะไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน (อันนี้เป็นข้อเสีย)

อีกปัจจัยหนึ่งที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ “ทัศนคติ” ของชุมชนนั้นๆ หลายๆ ครั้งที่ผมเห็นการปะทะทางความคิดใน gotoknow นั้น ผมพบว่าเราเปิดเผยตัวและคุยกันเปิดอก ชอบหรือไม่ชอบ ก็พูดกันตรงๆ ในขณะที่ประสบการณ์ของผมกับบอร์ดอื่นๆ ในบ้านเรานั้น ไม่ใช่อย่างนี้ เวลาใครแย้งอะไรก็มักจะโดนโจมตีแบบรุนแรง ใช้คำไม่สุภาพ และที่สำคัญ ไม่ค่อยจะเปิดเผยตัวตนกัน

ผมคิดเอาเองว่าวัตถุประสงค์ของ gotoknow ที่ชัดเจนว่ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้คนที่เข้ามามีทัศนคติในทางบวก ในขณะที่บอร์ดอื่นๆ ไม่มีวัตถุประสงค์ชัดแจ้ง ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล คนก็เลยไม่มีทัศนคติติดตัวเข้ามา เลยไม่พยายามจะประพฤติตัวดีกันเท่าไหร่

สรุปก็คือ ยิ่งมีการเปิดเผยตัวตนมากเท่าไหร่ เราก็(น่า)จะเห็นการสนทนาเป็นไปในทางบวกมากเท่านั้น คำว่า “บวก” นี้ผมหมายถึง มีการเชียร์กัน หรือถ้ามีการโต้แย้ง ก็แย้งกันด้วยท่าทีที่ดี ไม่ด่าทอกัน

ใครคิดเห็นอย่างไร มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ

อ้างอิง
Susan Lowes, Peiyi Lin, Yan Wang (Winter 2007). Studying the Effectiveness of the Discussion Forum in Online Professional Development Courses. Journal of Interactive Online Learning. Volume 6, Number 3