ขอบคุณพี่วิสุทธิ์ที่ขยายความนะครับ
เรื่องแรก - การเข้าถึงเทคโนโลยีนี่ ผมเห็นด้วยมากๆ เลยครับ เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับความพร้อมของผู้ใช้ด้วยครับ อย่างที่พี่บอกว่าพี่กระเป๋าแบนนั้น บอกเป็นนัยว่าตัวพี่นั้นพร้อมในด้านทักษะและความเข้าใจในเทคโนโลยี รวมไปถึงมุมมองและแนวคิดที่มีอยู่ และพร้อมจะแลกเปลี่ยน แต่กระเป๋าไม่พร้อม ก็เลยต้องเว้นไปบ้าง ผมถึงไม่เข้าใจว่าทำไมนักวิชาการบ้านเราหลายๆ ท่านถึงได้ออกมาสนับสนุนโครงการคอมพิวเตอร์ต่างๆ เหมือนว่าถ้าไม่ได้โครงการเหล่านี้แล้ว ประเทศจะล้าหลัง ชาติจะล่มจม ทั้งๆ ที่ในกรุงเทพเอง พยายามจะให้เกิดการเรียนออนไลน์ก็ลำบากยากแสนเข็ญ เพราะผู้สอนไม่พร้อม เรื่องนี้ผมต้องขึ้นบล็อกใหม่เพื่อพูดแบบยาว ๆ อีกทีครับ
เรื่องที่สอง - พี่พูดถึงความสัมพันธ์ชุมชนเสมือนจริง ผมนึกถึงบทความ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ในมติชนสุดฯ เกี่ยวกับ จส 100 ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนเสมือนจริงเช่นกัน คือก่อตัวจากคลื่นวิทยุ แล้วค่อยๆ ขยายความเสมือน ให้กลายเป็นจริงได้ แต่แน่นอนครับ ทุกชุมชนมีคนดีคนไม่ดี เราเห็นตัวอย่างมากมายใน จส 100 แต่ก็นับว่าเป็นช่องวิทยุที่คนเมืองมักหมุนไปเวลารถติด ผมคิดว่าไม่ว่าจะคลื่นวิทยุ และอินเตอร์เน็ตนั้น ล้วนเปิดโอกาส ซึ่งอาจไม่เคยมีให้เกิดขึ้น แต่ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังโหยหา (ใช้คำนี้เกินไปไหมเนี่ย) ความจริง ตัวจริงที่สัมผัสได้ อย่างถ้าผมกลับเมืองไทย สักวันต้องหาโอกาสขึ้นเหนือไปเยี่ยมพี่ให้ได้ อยากจะไปดูพระธาตุดอยกองมูลอยค้างบนทะเลหมอกอีกสักหนในชีวิต
เรื่องการให้มีการแลกเปลี่ยนในตัวจริงเสียงจริงของคนหลายระดับ (ไอเดียนี้โดนจริงๆ ครับ) อันนี้ผมต้องขอโยงเข้ากับข้อแรกและข้อสองนะครับ คือความพร้อมในการเข้าถึงเทคโนโลยี และความพร้อมด้านจิตใจซึ่งผมว่าสำคัญมาก ผมเห็นบันทึกของคุณดอกแก้ว เป็นแบบอย่างที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึก และเพิ่มความเข้าใจให้กับคนอ่านได้ดีมาก
สุดท้ายที่พี่กล่าวถึงโกทูโนวว่าเป็น “สุภาพชนออนไลน์” นั้นตรงทีเดียวครับ มีหลายๆ ครั้งที่มีการปะลองความคิดกัน แต่ก็ไม่ค่อยจะพูดกันแบบไม่รับฟังความเห็น หรือด่ากันหยาบคาย ผมว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มที่ดีมากเลยครับ