ขออนุญาตคิดเชิงคำถามครับ และเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมานานแล้วครับ ตั้งแต่ที่เรา(หลายคน ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้) คุยกันเรื่องโรงเรียนสาธิต มีหลายท่านต้องการสร้างคณะศึกษาศาสตร์และต้องการให้มีโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นในตอนที่สร้างตึกศึกษาศาสตร์ จึงมีหลายคนคุยว่า ตั้งตึกตรงนั้นไม่เหมาะเพราะแคบเกินไป เวลาจะสร้างรร.สาธิต จะทำให้ไม่เหมาะสมกับคณะและโรงเรียน ซึ่งผมมองต่างออกไปครับ และบังเอิญเวลาคิดถึงเรื่องนี้จะนึกถึงท่านนายกสภามหาวิทยาลัยที่เคยมีคนเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเสนอให้ไปสร้างโรงเรียนสาธิตในที่ดินของท่านในตลาดยะลา ซึ่งผมชอบแนวคิดนี้มาก เพราะอย่างแรกผมคิดว่า รร.สาธิตไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกับคณะศึกษาศาสตร์
แต่ถ้าจะถามต่อว่า เห็นด้วยไหมกับการมีโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย ผมก็ยังคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ผมชอบคำพูดของท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการฯ ที่เคยคุยว่า มีโรงเรียนเยอะแยะอยากให้เราไปร่วมพัฒนา อยากร่วมมือกับเราในการพัฒนาคุณภาพงานวิชาการกับมหาวิทยาลัย กับอาจารย์ของเรา ซึ่งอันนี้แหละครับ คือคำตอบของผม ผมว่า หากเราต้องการให้มีโรงเรียนเพื่อการทดลอง การพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการทางศึกษาศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนสาธิตของเราเองก็ได้ แล้วให้คิดว่าโรงเรียนในเครือข่ายความร่วมมือทั้งหมดคือโรงเรียนสาธิต โอ้คราวนี้เรามีโรงเรียนสาธิตเป็นร้อยโรงแล้วครับ ไม่ดีกว่าหรือ
และถ้ามองในข้อเท็จจริง ส่วนใหญ่นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนสาธิต มักจะไม่ใช่ตัวแทนของประชากรนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศหรอกครับ เพราะกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มชั้นกลางและชั้นสูงของสังคม โอกาสที่คนในระดับล่างและกลางจะได้เข้าเรียนมีน้อยครับ (ไม่ใช่ไม่มี) นอกจากนี้มักจะเป็นการคัดคนเก่งเข้าเรียน ซึ่งบางทีไม่ต้องออกแบบการสอนดีๆ เด็กกลุ่มนี้ก็เรียนเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อยู่แล้ว ขืนให้อาจารย์มหาวิทยาลัยไปทดลองทฤษฏีการสอนอะไร คำตอบก็ดีอยู่แล้ว สู้ไปทดสอบไปค้นหาความรู้จากสภาพจริง โรงเรียนจริงที่เขาต้องการให้เราไปร่วมพัฒนากับเขาไม่ดีกว่าหรือ
แนวคิดของผมนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่นะครับ เนื่องจากผมบังเอิญไปอ่านงานวิจัยหลายที่ พบว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยในต่างประเทศทำวิจัยในโรงเรียนทั่วไป น้อยชิ้นมากที่ทำในโรงเรียนสาธิต จนผมต้องถามคำถามกับอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในต่างประเทศว่า ศึกษาศาสตร์ในต่างประเทศมีโรงเรียนสาธิตหรือเปล่า คำตอบก็คือ มี, ไม่มี และเคยมีครับ
แนวคิด "มี" อันนี้ไม่แปลกอะไรครับ ที่อาจจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่การรับเด็กเข้าเรียนครับ บางที่อาจจะรับเฉพาะเด็กพิเศษครับ (เก่งจัด หรือมีปัญหาจัด) ไม่ต้องมาแข่งขันกันเพื่อเข้าไปเรียน ถ้าแนวคิดแบบนี้ ผมว่า ผมโอเคครับ รร.สาธิตของมหาวิทยาลัยต้องรับเฉพาะเด็กพิเศษ ออ.ก็ต้องมีเด็กกลุ่มปกติบ้าง แต่อยู่ในสภาพที่สมดุลย์ แต่คิดไปคิดมาก สำหรับบ้านเราเป็นเรื่องยากที่จะให้กำหนดสัดส่วนเด็กอย่างนั้น ระบบอุปถัมภ์มันเยอะ ฮาฮาฮา
แนวคิด "ไม่มี" อันนี้อาจเกิดคำถามหน่อยหนึ่งว่า แล้วอาจารย์จะวิจัยอย่างไร คำตอบคือ มีการทำเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเรียนในเขต เพื่อการวิจัย หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐก็ใช้โรงเรียนของรัฐทั้งหมดเป็นโรงเรียนสาธิต หากเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนก็ทำความร่วมมือระหว่างกัน ไม่เห็นต้องสร้างโรงเรียนเองเลยครับ แล้วส่วนใหญ่ที่ผมอ่านงานวิจัยก็พบว่า งานวิจัยที่ไปทดลองกับโรงเรียนแบบนี้มีเยอะครับ
แนวคิด "เคยมี" อันนี้บางที่ เคยมีโรงเรียนแบบนี้แล้วก็เลิกไปครับ อันนี้คงไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะสาเหตุหนึ่งก็มาจากการต้องการขยายสนามการวิจัย
ซึ่งจากข้อมูลที่ได้ศึกษาไป ผมมีข้อสรุปส่วนตัวว่า ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ควรมีโรงเรียนสาธิตมากกว่าหนึ่งโรงครับ แล้วท่านผู้อ่านละครับ คิดอย่างไร
มาเยี่ยม…
ทำเป็นเหมือนวิทยาเขต ตามมหาวิทยาลัยเป็นแบบอย่างมาแล้ว…ดีไหมครับ
เรื่องโรงเรียนสาธิตนี้ มีการพูดคุยมานานมากๆ แล้วครับ คงพร้อมๆกับการเกิดสาขาวิชาการสอนฯ และผมทำตัวเฉยๆ ไม่ตื่นเต้นใดๆ กับความคิดนี้
จริงๆแล้วผมว่าถ้ามีก็ดี ถ้าเรามีปรัชญาการศึกษาที่แปลกใหม่ๆ (หรือของเก่าแต่อยากทำให้สมบูรณ์) แล้วนำปรัชญานั้นไปทำให้เป็นรูปธรรม
แต่เท่าที่ฟังๆมา ก็คล้ายกับว่า เราอยากมีโรงเรียนสาธิตเพียงเพื่ออยากทำงานจริงจัง แต่ใช้ทฤษฎีเดิมๆ ที่ชาวบ้านเขาใช้นั้นแหละ และมีอาจมีการคัดเลือกเด็กเก่งๆ เหมือนโรงเรียนสาธิตบางแห่งตามทีเราทราบข่าวมา
ผมว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเรากำลังจะไปสร้างภาระใหม่ คือ ภาระการให้การศึกษาระดับพื้นฐาน (แทนที่จะมุ่งสู่ระดับสูงอย่างมีคุณภาพ)
ผมจึงคิดว่า … เราไม่อย่าไปสนใจเลยว่าจะเปิดสาธิตหรือไม่.. เอาไว้ถึงเคราจำเป็นจริงๆแล้ว เช่นถึงขนาดเราไม่สามารถดำเนินตามปรัชญาของเราได้อีกแล้วเว้นแต่ต้องเปิดเอง นั้นแหละค่อยมาคิดเปิด
แต่เท่าที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ โรงเรียนทั้งในเครื่อข่ายและนอกเครื่อข่าย แม้แต่โรงเรียนของรัฐบางแห่ง พบว่าเขาเรียกร้องให้เราไปช่วยเขา
แนวคิดอาจารย์
1. umi และอาจารย์
2. Ibm ครูปอเนาะ น่าสนใจครับ
เปิดให้เหมือนเป็นวิทยาเขต เป็นหน่วยงานหนึ่งของสถาบัน นั่นหมายถึงหากมหาวิทยาลัยตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเปิด ก็คงต้องมาดูกันต่อว่า มีรูปแบบการบริหารแบบไหน
ถ้าเรานำความจำเป็นของการมีโรงเรียนสาธิตมาวิเคราะห์ว่าจะให้มีหรือไม่มี คำตอบน่าจะเป็นอย่างไรครับ
มาขอบคุณก่อนนะครับ แล้วจะมาทักทาย
สวัสดีครับ อาจารย์
ขจิต ฝอยทอง
แอะ มาขอบคุณเรื่องอะไรครับ งัยก็ขอขอบคุณเช่นกันครับที่แวะมาเยี่ยม
การมีหรือไม่มีโรงเรียนสาธิต อาจเป็นเรื่องรองที่เราต้องมานั่งคบคิดตามความคิดของผม แต่ถ้ามีก็อย่างที่อาจารย์ว่า เราต้องเสนอจุดต่างที่เป็นจุดยืนของมหาวิทยาลัยให้เด่นชัด เพราะที่ผมคิดว่าน่าจะขับเคลื่อนให้เร็วกว่าคือการเปิดคณะศึกษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด หรือกำลังขุบเคลื่อนกันอยู่ก็ขอให้กำลังใจ เพราะเท่าที่ผมติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ดูเหมือนว่ายังจะไม่ไปไหนไกล (หรือเปล่า) อันนี้เสียงเล็กๆที่ได้แต่ติดตามอยู่อย่างห่าง ก็อยากให้มันเกิดขึ้นและขอให้กำลังใจสำหรับแรงขับเคลื่อนที่พยายาม ด้วยความหวังและดุอาอฺ
อื่ม .. บางครั้งผมยังถามตัวเองเสมอว่า เราพอให้คำตอบแต่ชาวโลกบ้างไหมว่า เรามีความจำเป็นอย่างไรที่เอกชนเล็กๆอย่างเราควรเปิดคณะศึกษาศาสตร์
เป็นแล้ว ทิศทางน่าจะไปทางไหน
เพราะ ข้างบ้านเรา ราชภัฏยะลา ก็มี น.ศ.เรียนกันมากแล้ว และที่ มอ.ปัตตานีเองเกิดมาก็เพื่อเป้าประสงค์ช่วยเหลือการศึกษาบ้านเรา
ผมอยากให้อภิปรายให้ตกผลึกและเห็นภาพว่าจำเป็นจริงๆ..
ไม่ใช่ จำเป็นเพราะเขา(สปอนเซอร์)ให้เปิด..
ขอบคุณครับ อาจารย์
<div class="info">6. เสียงเล็กๆ และอาจารย์
<div class="info">7. Ibm ครูปอเนาะ </div>
</div>
แต่ที่เห็นทุกสถาบัน โรงเรียนเอกชนแถวภาคใต้ ก็ผ่านเกณมาตรฐานสากล ยูเอฟโฟ ...ล้อเล่น.
..........
จะพัฒนาเป้นโรงเรียนสาธิต วิทยาเขตมอย.แล้วหรอ งั้นแสดงความยินดี(ล่วงหน้า)