ผมเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการดำเนินการทางวินัยมาหลายครั้ง ในการทำงานของผม ก่อนที่ผมจะเริ่มดำเนินการทางวินัย ผมจะใช้วิธีไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันก่อน เพื่อให้ยอมๆกันไป เรื่องจะได้จบๆ
แต่เท่าที่ผ่านมา มักจะประนีประนอมไม่ประสบผลสำเร็จครับ โดย คนผิด มักจะบอกว่า "ผมไม่ผิด" ผมก็ยังอุตส่าห์บอกไปอีกว่า ไม่ผิดก็ไม่เป็นไร อาจจะมาจากความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ได้ ไปปรับความเข้าใจกันซะ หรือ เข้าไปขอโทษเขาเสียหน่อย เรื่องก็น่าจะดีขึ้น คนผิดก็ยังดื้ออีกครับบอกว่า ในเมื่อผมไม่ผิด ทำไมผมจะต้องเข้าไปคุยกับเขา ทำไมต้องไปขอโทษเขาด้วย ผมก็บอกไปว่าถ้าแน่ใจว่าไม่ผิด ผมก็จะดำเนินการไปตามเนื้อผ้านะครับ พอดำเนินการไปจริงก็ ต้องสั่งย้ายให้ไปอยู่ที่อื่นบ้างตัดเงินเดือนบ้าง ลดขั้นบ้าง ที่ไล่ออกก็มีนะครับ
ที่เขียนมานี่อยากจะสื่อว่า "ต้นเหตุ" ของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ มาจากการ "ขัดใจ" หรือ "ไม่ยอมกัน" ด้วยเรื่องเล็กๆ เท่านั้นเอง ระหว่างเจ้านาย กับ ลูกน้อง แต่ฝ่ายที่ถูกขัดใจ คือ ลูกน้อง จะสามารถหาเหตุต่างๆ มาดำเนินการทางวินัย เจ้านายจนได้
ซึ่งส่วนใหญ่ฝ่ายที่ถูกร้องเรียนก็จะผิดจริง และ ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ยอมรับว่าตนผิด เพราะอาจจะเป็นการกลัวเสียศักดิ์ศรี เสียยศ เสียเกียรติ เพราะตนเองเป็นผู้บริหาร จะผิดได้อย่างไร ผู้บริหารทำอะไรไม่ผิดอยู่แล้ว
ผมเอง เคยถูกร้องเรียนอยู่เหมือนกันครับ เพราะมองไม่รอบคอบ มองข้ามคนบางคนไป เมื่อถูกร้องเรียน ผมก็เข้าไปขอโทษเขา ยกมือไหว้และกล่าวคำขอโทษด้วยใจจริง เพียงแค่นี้ เรื่องก็จบครับ
ขอบคุณครับ
การรู้ให้อภัยนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดและสามารถลดความขัดแย้งได้ดีที่สุดครับผมเห็นด้วย
ครับ "การให้อภัย" สามารถลดการขัดแย้งได้ครับ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก เพียงแค่คำพูดว่า "ขอโทษ" และ การกระทำ "ยกมือไหว้" ก็ให้อภัยได้แล้ว แต่คนมักจะไม่ค่อยทำกัน
ขอบคุณครับ
ค่านิยมที่หัวหน้าทำอะไรไม่ผิดเป็นต้นเหตุของปัญหาด้วยหรือเปล่าครับ
สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แล้วหัวหน้าก็อาจพลาดและพลั้งได้เช่นกัน ความกล้าเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่ตรงจุด หากหัวหน้าไม่มีความกล้าที่จะยอมรับความจริง ปัญหาก็คงจะยุติด้วยกระบวการต่างๆตามความเหมาะสมต่อไปตามที่ท่านsmall man ได้นำเสนอข้างต้น
ทุกที่เหมือนกันหมด ปัญหาความขัดแย้งแก้ไม่ได้เพราะยึดเกียรติ ศักดิ์ศรีอยู่เหนือสิ่งอื่นใด
ผมคิดเหมือนท่านแหละครับ เห็นบ่อยมากทั้งที่รู้ว่าตัวเองทำผิด ตัวเองรู้ว่าผิด ทุกคนก็รู้ว่าผิด แต่ยอมไม่ได้ เพราะอะไร ?
อาจเป็นผลกระทบของการศึกษาก็ได้ ที่มุ่งเน้นให้คนเราแก่งแย่ง แข่งขัน ชิงดีชิงเด่นตั้งแต่เข้าระบบ พอเข้าสู่ระบบได้ก็ไม่ได้เน้นคุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิต คุณธรรมในการทำงาน คุณธรรมในการอยู่ร่วมกัน และคุณธรรมของทักษะในการดำเนินชีวิต เท่าที่ควร ก็เลยมุ่งที่จะเอาชนะท่าเดียว
ปล่อยวาง ปลง บ้างก็ดีนะครับ
ความกล้าเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่ตรงจุด
ตรงนี้ดีมากครับ
คนเรามักคิดว่าความคิดของตนเองเป็นสำคัญ ถ้าคนเรายึดถือความถูกต้องมากกว่าความถูกใจสังคมไทยจะน่าอยู่กว่านี้...
ขอขอบคุณครับ คุณ Baitong ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น จากความคิดที่ว่า
คนเรามักคิดว่าความคิดของตนเองเป็นสำคัญ
ครับ ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง ก็อยู่ที่ตรงนี้แหละครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
- เพราะคำว่าศักดิ์ศรี ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ จึงไม่ยอมลงเอยกัน
ปัญหา จากเล็กก็กลายเป็นใหญ่ ไม่จบกันสักที
การยอมลดมือลงมาต่ำ ทำได้ยากในบางคน
"ทิฐิ" ตัวเดียว จริง ๆ
เห็นด้วย กับอาจารย์ และถ้านักเรียนได้ฝึกและได้เรียนรู้แต่เนิ่นๆ จะป็นสิ่งที่ดีๆ สังคมของพวกเราทุกคนจะอยู่ด้วยกันอย่งเป็นสุข
เพราะคำว่าศักดิ์ศรี ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ จึงไม่ยอมลงเอยกัน
ครับ ก็อย่างที่ว่าไว้ครับ
เป็นข้อคิดที่ดีมาก ขอบคุณครับ
เรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ก็กลับเป็นเรื่องได้นะครับ คนเราเนี้ย
ต้นเหตุที่แท้จริงคงมาจากการ "ถือตน" และ "เปรียบเทียบ" ละมั้งครับ
เหมือนที่ท่านพุทธทาสว่าไว้ว่า ตัวกู ของกู
ตัวกู เกิดเพื่อทำลาย เจ้าของ ตัวกู เอง
ผู้ชนะในการรบที่แท้จริงคือ เจ้าของ ที่ทำลาย ตัวกู ทิ้งเสียได้

ขอชื่นชมกับการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีที่แท้จริงของท่านจขบ. (เจ้าของบล็อก) จริง ๆ ครับ
สวัสดีค่ะท่าน ผอ.
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...การให้อภัย ไม่เลือกว่า จะเป็นนาย หรือลูกจ้าง เกิดก่อนหรือเกิดทีหลัง...ก็ให้อภัยกันได้
สวัสดีครับ ท่าน ผอ.วิชชา small man
ขอบคุณครับ ... ชอบบันทึกนี้จริง ๆ
คนเราส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยกล้าที่เผชิญความจริงสักเท่าไหร่ ชอบที่จะหนีซะเป็นส่วนใหญ่ แต่บางทีหากว่าเรากล้าที่จะยอมรับความผิดทุกอย่างคงแก้ไขได้ง่ายกว่าเดิม