หากเรารู้จัก เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง ว่าล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใ้ต้ไตรลักษณ์ ก็จะเตรียมใจได้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับชาวนาเป็นผู้มี "ดวงตาเห็นธรรม"
เมื่อเช้าฟังเทศน์จากพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ในรายการพุทธปัญญาภิรมย์ ทางทรูวิชันส์ ได้ฟังตอนช่วงท้ายๆ รายการ ท่านเล่าเรื่องความไม่แน่นอนไว้ได้น่าประทับใจ เลยนำมาฝากพวกเรากันด้วยค่ะ
ท่านเล่าว่า มีชาวนาคนหนึ่ง มีลูกชายที่กำลังจะเป็นหนุ่ม ก็เลยไปหาม้าตัวหนึ่งมาให้ลูกชายใช้งาน ได้ม้าที่กำยำล่ำสัน งดงาม เป็นที่ชื่นชอบของคนในหมู่บ้าน มีคนในหมู่บ้านมาแสดงความยินดีกับชาวนามากมายที่ได้ม้าที่งดงามขนาดนี้...
ชาวบ้าน: "ยินดีด้วยนะ ม้างามจริงๆ สวยจริงๆ เป็นบุญนะ"
หลังจากนั้นไม่นาน ม้าตัวนั้นก็หนีเข้าป่าไป หายไปหาไม่พบ ชาวบ้านได้ข่าว ก็มาแสดงความเสียใจกับชาวนา...
ชาวบ้าน: "เสียใจด้วยนะ ไม่น่าเลย ลูกชายคงเสียใจนะ"
เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง ม้าตัวนั้นกลับออกมาจากป่า แต่ไม่ได้มาเพียงตัวเดียว พาม้าสาวท้องแก่ออกมาด้วย พอชาวบ้านได้ข่าว ก็เฮกันกันแสดงความยินดีอีก เพราะคราวนี้ชาวนาจะได้ม้าถึง ๓ ตัว..
ชาวบ้าน: "เป็นบุญจริงๆ นะเนี่ย แหม..ได้ม้าทีเดียวถึง ๓ ตัว มีม้าใช้ไปอีกนานเลย"
เมื่อได้ม้ากลับมา ลูกชายชาวนานำมาไปขี่ ปรากฎว่าตกม้าลงมาขาหัก ชาวบ้านได้ข่าว ก็มาแสดงความเสียใจอีก..
ชาวบ้าน: "แหม..ไอ้ม้าเนี่ยมันแย่จริงๆ นะ (โทษม้าเสียอีก) วิ่งสะบัดเจ้าหนุ่มจนตกมาขาหัก เสียใจด้วยนะที่ลูกพิการขาหัก"
ต่อมาไม่นาน เกิดสงครามกันในพื้นที่ข้างเคียง ชายหนุ่มในหมู่บ้านทุกคนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ยกเว้นคนขาหัก..
ชาวบ้าน: "....."
หลวงพ่อท่านเทศน์สรุปว่า
"เห็นไหมว่ามันไม่แน่ การได้ม้าตัวนี้มานั้นมันมีทั้งดี และไม่ดี มีได้ ก็ย่อมมีเสีย มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"
<h3>หากเรารู้จัก เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง ว่าล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใ้ต้ไตรลักษณ์ ก็จะเตรียมใจได้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับชาวนาเป็นผู้มี <font color="#008000">"ดวงตาเห็นธรรม"</font>
</h3><h3>การไม่ยึดว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นแน่นอน จะทำให้ไม่เกิดทุกข์ที่ไม่ควรเกิด หากชาวนายึดลูก ยึดการได้ม้าเป็นสมบัติ ไว้เป็นที่มั่น ชาวนานี้คงทั้งสุขมาก ทุกข์มาก (ความสุขก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง) สลับกันไปจนอาจเป็นบ้าได้ </h3><h3>แต่เมื่อชาวนารู้ว่า"มันไม่แน่" ก็เพียงแต่"ดู"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เป็นธรรมและปรับตัวแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์ "ไม่จม" หรือ "ไม่เป็น" ไปกับสถานการณ์ ถึงมีทุกข์ สุขเกิดขึ้น ก็สามารถกำหนดรู้ได้เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม</h3><h3>ลองนึกดูนะคะ ว่าท่านเคยผ่านประสบการณ์แบบชาวนามาบ้างหรือไม่ ดิฉันรับรองได้ว่า ท่านต้องเคยพบผ่านประสบการณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่ไม่นอน มาอย่างแน่นอนค่ะ ^ ^</h3> <blockquote><h3>หลวงพ่อท่านฝากอีกว่า "ก็ขอให้รู้จักดูให้เห็น เมื่อได้สิ่งใดมา ก็ให้รู้ถึงไตรลักษณ์ไว้ด้วย"
</h3></blockquote>
สาธุค่ะ มาอ่านธรรมะ ซาบซึ้งสัจธรรมค่ะ
ขอบคุณพี่กมลวัลย์ ที่นำเรื่องราวข้อคิดดีมาฝากให้จะได้ตื่นจะการยึดมั่นถือมั่น ว่าแต่ว่า..ต้องมั่นทบทวน นะค่ะ เดี๋ยวจะหลงกระแสสังคม
สาธุครับ
เลยนำบทกลอนมาฝากด้วยครับ
..................................
ทุกข์ทำไมให้หัวใจต้องร้าวซ่าน
อีกไม่นานถึงเกณท์ดับอายุขัย
ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้วันถัดไป
ไม่มีใครจะยืนยงคงกระพัน(17 ต.ต.)
เมื่อชีวิตไม่นิรันดร์เช่นฝันไฝ่
จะหลงผิดไปทำไมว่าสุขสันต์
อยากเป็นโน่นเป็นนี่พัลละวัน
ต่างยึดมั่นคว้าหัวโขนมาใส่ตน
โบราณว่าอยากได้สุขทุกข์จะเกิด
อยากเป็นเลิศต้องตกต่ำกล้ำขื่นขม
อยากได้ยศจะเสื่อมยศหมดคนชม
ทรัพย์อุดมสักวันหนึ่งก็หมดไป(24 ต.ค.)
สิ่งใดใดในโลกล้วนไม่แน่
ต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงอย่าสงสัย
ทั้งสุขทุกข์ดีชั่วอยู่ที่ใจ
หากปลงได้เปลี่ยนเพียงใดก็ช่างมัน(23 ธ.ค.)
ผลบุญ
............................................................
อ่านได้จาก http://www.polpage.com/loksawang001.htm
ด้วยความปรารถนาดี
ขอบคุณคุณใบบุญ กับคุณครูเอ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนนะคะ
เราต้องหมั่นทบทวน รู้ตัวและมีสติอยู่เสมอ (ทำเท่าทีี่จะทำได้) จะได้ไม่หลงตามกระแสไปอย่างที่คุณครูเอบอกไว้ค่ะ
มองรอบๆ ตัว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำัวัน จะเห็นไตรลักษณ์อยู่เสมอค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณพลเดช
ขอบพระคุณสำหรับกลอนสอนใจดีๆ เช่นนี้นะคะ ไพเราะมากเลยค่ะ ทำให้นึกถึงโลกธรรม ๘ (ธรรมของโลก) อีกเรื่องหนึ่งด้วยนะคะ
หลวงพ่อท่านเทศน์ไว้เยอะกว่านี้ค่ะ สรุปสั้นๆ มาเรื่องหนึ่งให้ฟังกันก่อน อีกเรื่องยังไม่ได้เขียนค่ะ ท่านเข้าใจหาเรื่องง่ายๆ มาเทียบให้เราเห็นความไม่แน่นอนจริงๆ เลยค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะ น้อง อ.ตุ๋ย
มารับฟังธรรมค่ะ ได้ข้อคิด แนวทางทางในการดูสิ่งที่เกิดค่ะ ... ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับ อ.กมลวัลย์
ผมว่าเราแทบทุกคนคงได้พบกับประสบการณ์ทำนองนี้
เช่น สมมติว่าเราเห็นผู้ชายคนหนึ่งแล้วมีคนที่เราใกล้ชิดบอกว่าเขาเป็นคนเลว เราก็ว่าคนนี้เป็นคนเลว แล้วอยู่มาวันหนึ่งเราเห็นผู้ชายคนนี้ ทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรม เราก็คิดว่า อ้าว เขาเป็นคนดีตะหาก แล้วอีกครั้งเราเห็นเขาสูบบุหรี่และดื่มเหล้า เราก็คิดว่า เอ๊ะหมอนี่ เป็นคนไม่ดีนี่นา ทำเป็นเข้าวัดเข้าวา หลอกคนอื่นว่าเป็นคนดี ...
ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับเหตุและปัจจัย และมุมมองของเราเอง ของสิ่งเดียวกันในเวลาต่างกันเรายังคิดไม่เหมือนกัน แล้วประสาอะไรจะให้คนอื่นคิดหรือเป็นเหมือนเรา
ชีวิตนี้สั้นนัก คนเราเจ็บป่วยล้มตายกันทุกวัน วันละไม่รู้กี่หมื่นกี่พันคน มิหนำซ้ำมัจจุราชก็ไม่บอกเสียด้วยว่าจะเลือกใครเป็นรายต่อไป
หลายครั้งที่เราแก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ทะเลาะเบาะแว้งกัน บางคนไม่ยอมเผาผีกันด้วยซ้ำ เราจะทะเลาะกันไปทำไม พรุ่งนี้ไม่ใครก็ใครคนหนึ่งก็อาจต้องจากเราไป
การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นสุดแสนจะลำบาก บุญไม่มากพอก็คงไม่อาจเกิดได้ แต่เกิดมาแล้วไม่สามารถพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะจิตใจได้แล้ว ทางข้างหน้าก็คงต้องติดตังเวียนว่าย กันไม่รู้จักจบสิ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นคลื่นแห่งเหตุปัจจัย เราไม่สามารถควบคุมสั่งการอะไรได้ สุขมาแล้วก็ไป ทุกข์มาแล้วก็ไป ไม่มีสิ่งใดจีรัง เราทำได้ก็แค่เพียงสร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดผลตามที่เราต้องการได้เท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะควบคุมเหตุปัจจัยอื่นได้
สู้เราทำใจเป็นกลางมิดีกว่าหรือ ทุกข์ก็รู้ สุขก็รู้ ที่ให้รู้ก็เพื่อเราจะได้ไม่หลงสุดโต่งไปกับข้างใดข้างหนึ่ง เพราะเมื่อหลงแล้วเราก็จะพบกับสภาวะบีบคั้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ทำไปบ่อยๆ ความทุข์ก็คงน้อยลงเรื่อยๆ และระยะทางไปสู่สิ่งสูงสุดคงย่นลงมาก
ตอนแรกว่าจะมาทักทายสั้นๆ แต่คงเพราะไม่ได้สนทนาเรื่องเหล่านี้มานานเลยพูดมากไปหน่อย ไม่รู้ว่าเข้ากับบันทึกอาจารย์หรือเปล่านะครับ ถ้านอกเรื่องก็ขออภัยด้วยครับ
ขอบคุณธรรมะดีๆ ที่ปลุกสติได้ดีเยี่ยม
ธรรมะสวัสดีครับ
ทำให้เห็นว่าคนเรานั้นไม่ใช่จะมีแต่ทุกข์หรือมีแต่สุขตลอดไป เมื่อสุขและก็จะทุกข์
ขอเล่าสักเรื่อง
ชายคนหนึ่งกระโดดร่มลงมาจากเครื่องบินคราวซวยแท้ๆร่มไม่กาง
โชคดีที่มีร่มช่วยติดมาด้วย ฮ่าๆ แต่กลับซวยร่มช่วยไม่กางซะอีก
โชคดีที่มองเห็นกองฟางอยู่ข้างล่าง คงแบ่งเบาได้
แต่โชคร้ายมีไม้แหลมอยู่กลางกองฟาง
โชคดีมากเลยไม่โดนไม้แหลมกลางกองฟาง
แต่โชคร้ายไม่ลงบนกองฟางด้วย เอวังด้วยประการ เช่นนี้
สวัสดีค่ะ
เราทุกคน อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม กฎของไตรลักษณ์ ฉะนั้น เราจะประมาท ชะล่าใจไม่ได้ กรรมในอดีตที่เราเคยทำผิดพลาดมีมากมาย ไม่รู้ว่าเมื่อไรกรรมนั้นจะตามมาให้ผล คติของเรายังไม่แน่นอน ดีที่สุดคือต่อไปนี้กรรมชั่วอย่าไปทำเพิ่ม ให้สร้างแต่กรรมดี ทำใจให้ใส ๆ ถ้าใจใส ดวงปัญญาเราจะได้สว่างไสว <p>ที่พระท่านเทศน์ เป็นคติเตือนใจให้เราได้คิด จะได้มีสติในการดำเนินชีวิต และจะได้เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยค่ะ</p>
สวัสดีค่ะพี่แป๋ว
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนนะคะ จริงๆ แล้วตุ๋ยแค่นำคำเทศน์ของหลวงพ่อท่านมาเล่าต่อค่ะ แต่งเติมเสริมบ้างตรงคำพูดต่างๆ เพราะคัดที่ท่านพูดประโยคต่อประโยคไม่ทัน ต้องอนุโมทนาหลวงพ่อที่ให้ธรรมทานที่ปฏิบัติได้ชัดเจนแก่เราค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะน้องธรรมาวุธ
พี่ชอบที่น้องเขียนมากเลยค่ะ เพราะฉะนั้นไม่มีคำว่ายาวไปหรอกค่ะ ^ ^
...ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับเหตุและปัจจัย และมุมมองของเราเอง...
ทำให้พี่นึกถึงเรื่องมุมมองที่ และเรื่องอายตนะทั้ง ๖ สายตาเพียงแต่รับภาพเข้ามา แต่เมื่อภาพนั้นกระทบจิตเราแล้ว เราจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่างหาก..
ภาพคือภาพเดียวกัน เสียงคือเสียงเดียวกัน..แต่จิตของผู้รับภาพรับเสียงเป็นคนละดวงจิตกัน หากฝึกมาดี รู้จักเป็น"ผู้ดู"ก็จะมีปฏิกิริยาอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยได้ฝึก ก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเป็น"ผู้เป็น"อย่างหนึ่ง..
บางคนเห็นภาพ เห็นเสียง สัมผัสของบางอย่าง แล้วไปนึกว่าเป็นของมีค่า (แท้จริงแล้วเป็นอนิจจัง) ก็จะแก่งทุกข์กับสุขไปกับการยึดมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นของมีค่า แก่งแย่งชิงดี ทะเลาะเบาะแว้ง เหมือนที่บอกไว้น่ะค่ะ
ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทายยาวๆ แบบนี้ ได้ถก ได้ช่วยกันเจริญปัญญาดีค่ะ ^ ^
สวัสดีครับ อาจารย์กมลวัลย์
บุญรักษา อาจารย์ ครับ :)
สวัสดีค่ะคุณลุงเอก
5555 ภายในเวลาไม่ถึงนาที ชายคนนี้ผ่านความทุกข์ความสุข จนปรับตัวไม่ทันเลยนะคะ น่าเสียดายแทนชายคนนี้ที่ไม่มีโอกาสปรับตัวหรือแก้ไขเสียแล้ว เพราะหมดโอกาส
เหมือนที่น้องธรรมาุวุธว่าไว้นะคะว่า..
การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นสุดแสนจะลำบาก บุญไม่มากพอก็คงไม่อาจเกิดได้ แต่เกิดมาแล้วไม่สามารถพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะจิตใจได้แล้ว ทางข้างหน้าก็คงต้องเวียนว่าย กันไม่รู้จักจบสิ้น
น่าเสียดายแทนคนๆ นี้ เพราะกว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากอยู่แล้ว (อ.ศิริศักดิ์เคยเล่าให้ฟังว่าเหมือนเต่าลอยคอขึ้นกลางทะเล แล้วลอยคอมาตรงพวงมาลัยที่ลอยน้ำอยู่พวงหนึ่งพอดี) แต่ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติตัวหลังจากมีดวงตาเห็นธรรม เพราะฉะนั้นพวกเราที่ยังอยู่กันนั้นยังมีโอกาส..ว่าแล้วก็ต้องรีบปฏิบัติค่ะ ^ ^
ขอบคุณสำหรับเรื่องเตือนสติดีๆ นะคะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
ใช่เลยค่ะคุณพี่ เห็นด้วยมากๆ ค่ะว่าเราต้องไม่ประมาท และปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบไว้เสมอ ทำให้นึกถึงมรรคมีองค์ ๘ เลยค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะอ.วสวัตดีมาร
ขอบคุณสำหรับการมาเยี่ยมเยียนนะคะ
ต้องอนุโมทนาบุญให้หลวงพ่อผู้มอบธรรมทานนี้ให้แก่เราทั้งหลายด้วยกันด้วยค่ะ ^ ^
สาธุ ครับ ผู้เริ่มต้น จะคอยติดตามธรรมะดีๆจากอาจารย์ต่อไป
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์
ได้ข้อคิดดีดีอีกแล้ว
สวัสดีคุ่ะคุณปู่หลง
ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ แต่จริงๆ แล้วคุณปู่หลงก็น่าจะมีเรื่องเล่าธรรมะในชีวิตประจำวันให้เราได้ฟังกันเยอะเลยนะคะ แล้วจะคอยติดตามบันทึกเช่นเดียวกันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหนิง
ต้องขอบคุณและอนุโมทนาบุญหลวงพ่อที่เทศน์ให้ฟังเป็นธรรมทาน ทำให้ได้มาต่อยอดกันค่ะ ^ ^
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ ^ ^
ผมเคยอ่านหนังสือที่พระพุทธเจ้าสอน
ถึงความสัมพันธ์ของ 3 สิ่งนี้น่ะครับ
ผมจำได้แค่ข้อ1ไปข้อ2
แต่จำข้อ2ไปข้อ3ไม่ได้ครับ
คือหนังสือสอนว่า สิ่งของต่างๆทุกสิ่งไม่เที่ยง(1)
ถ้าเราไปยึดติดกับสิ่งของที่ไม่เที่ยงเหล่านั้นเราก็จะเป็นทุกข์(2)
แล้ว เชื่อมโยงไปหา อนัตตายังไงครับ
มันไม่แน่ นั้นแน่นอน
มันไม่แน่ ไม่ต้องวอนร้องขอ
มันไม่แน่ ว่าสิ่งนี้มีไม่พอ
มันไม่แน่ ไม่ต้องรอคอยอยู่นาน
ไม่นานแน่ ว่าสังขารเรา เขาเผาไฟ.
เกิดแล้วแก่ แก่แล้วแก่เลย ไม่กลับมาเป็นหนุ่มอีกแล้ว
อะไรที่เราสามารถทำได้ในวันนี้ ก็จงรีบทำเสีย
เพราะว่ามันไม่แน่.........
สวัสดีค่ะคุณ คริส
สิ่งที่คุณคริสกล่าวถึงคือ ไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะเที่ยงแท้ ๓ ประการของสรรพสิ่งต่างๆ ที่เป็นจริงเสมอ
เหมือนกับคนหรือสัตว์สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นมาสังขารต่างๆ ก็เป็นอนิจจัง (เพราะไม่เที่ยง) เป็นทุกขัง (เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้) และเป็นอนัตตา (บังคับบัญชาไม่ได้ ยังต้องกิน ต้องหายใจ ฯลฯ) นั่นเองค่ะ
หวังว่าคงได้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมเสริมความเข้าใจได้บ้างนะคะ ^ ^