สื่อคณิตศาสตร์
สื่อคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาสติปัญญา ที่มาของปัญหา ความต้องการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ระดับปฐมวัย การใช้สื่อเป็นสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมกรรมการเรียนรู้ เพราะสื่อเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาจากผู้ส่งไปยังผู้รับ ในการเรียนการสอนสื่อเป็นตัวกลางนำความรู้จากผู้สอนสู่เด็ก ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจง่ายเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 การจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานเริ่มต้นที่ช่วงชั้นปฐมวัย ถ้าเด็กปฐมวัยเป็นเด็กฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบดี เป็นคนช่างสังเกตรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลในอนาคตก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาดมีความสามารถในการตัดสินปัญหาและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้โดยถูกต้องมีเหตุมีผล การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการมุ่งเตรียมความพร้อมให้เด็กเรียนในระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเด็กฉลาด เป็นเด็กช่างสังเกต รู้จักคิด และแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล การส่งเสริมให้เด็กรู้จักการคิดอย่างฉลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะจะช่วยให้เด็กเข้าใจเหตุผลสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ เด็กฉลาด คือ เด็กที่มีความสามารถในการคิดสรุปเรื่องราวได้อย่างสมเหตุสมผล สามารถแก้ปัญหาได้โดยอาศัยประสบการณ์ในอดีตและนำหลักเกณฑ์ไปใช้ในระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถูกต้อง การฝึกให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญที่ควรปลูกฝังให้มีขึ้นตั้งแต่เด็ก เด็กอายุ 3 – 5 ปี เริ่มคิดหาเหตุผล ได้บ้างแล้ว แต่ยังเป็นเหตุผลที่ได้จากการสังเกตและการรับรู้ ถ้าผู้เกี่ยวข้องกับเด็กสามารถจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการสังเกต ฝึกการคิดเชิงเหตุผลจะช่วยพัฒนาสติปัญญาของเด็กให้พัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทางโรงเรียนบ้านบ่อตาโล่ เห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาช่วงชั้นปฐมวัย โดยผู้รับผิดชอบด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย ได้จัดทำโครงการการผลิตสื่อการสอน เพื่อพัฒนาทักษะด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป นวัตกรรมนี้ได้ประยุกต์จากที่มีอยู่แล้วเป็นแนวทางในการสร้างสื่อการเรียนการสอนสำหรับครู เพื่อมุ่งพัฒนาทักษะทางด้านสติปัญญาและส่งเสริมการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแนวคิด หรือทฤษฎี ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาและการคิดเชิงเหตุผล เปียเจท์ (Piaget) กล่าวว่า การคิดอย่างมีเหตุผลนั้น มีพัฒนาการมาเป็นขั้น ๆ โดยที่เด็ก ๆ จะยังคิดอย่างมีเหตุผลไม่ได้ ต่อเมื่อมีอายุประมาณ 11 – 12 ปี จึงจะคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักคิดถึงสาเหตุและผลที่ตามมา สามารถที่จะคิดแบบตั้งสมมุติฐานได้ ( Hypotheco – deductive thinking ) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา และความคิดเชิงเหตุผล เป็นทฤษฎีที่แพร่หลายที่สุดในปัจจุบันซึ่งเปียเจท์ (Piaget) ได้ศึกษาถึงกระบวนการคิดทางด้านสติปัญญาและการรับรู้ของเด็กจากแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น เขาได้กระตุ้นให้คนสนใจกับขั้นตอนของการพัฒนาการโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ เปียเจท์มีความเชื่อว่า เป้าหมายของพัฒนาการ คือ1. ความสามารถที่จะคิดอย่างมีเหตุผลกับสิ่งที่เป็นนามธรรม2. ความสามารถที่จะคิดสมมุติฐานอย่างสมเหตุสมผล3. ความสามารถที่จะตั้งกฎเกณฑ์และการแก้ปัญหา เปียเจท์ ได้แบ่งการพัฒนาทางสติปัญญา และความรู้ความเข้าใจออกเป็นลำดับขั้นต่าง ๆ 4 ลำดับขั้น แต่ละลำดับขั้นประกอบด้วยการปรับเข้าโครงสร้างและการปรับขยายโครงสร้างอย่างสมดุลจนกระทั่งเกิดโครงสร้างของสมองที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ในแต่ละดับขั้น การพัฒนาความรู้ความเข้าใจในแต่ละลำดับขั้นอธิบายโดยละเอียดได้ดังต่อไปนี้ 1. ขั้นประสาทสัมผัส ( The Sensorimotor stage ) อายุแรกเกิด ถึง 2 ขวบ ในช่วงสองขวบแรกเด็กทารกยังไม่สามารถบอกเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองคิดออกมาเป็นคำพูดได้โดยสมบูรณ์ การคิดของเด็กจึงสังเกตได้จากการรับรู้ โดยอาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้า และตอบโต้ออกไปโดยใช้อวัยวะเคลื่อนไหวทั้งหลาย ขั้นประสาทสัมผัสนี้ เปียเจท์แบ่งเป็นขั้นย่อย ถึง 6 ขั้น ระยะแรก ( 0 – 1 เดือน ) การตอบโต้ต่อสิ่งแวดล้อมเป็นไปโดยธรรมชาติโดยไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้ คือตอบโต้แบบปฏิกิริยาสะท้อน (Reflexes) การดูด การร้อง การหายใจ การปัสสาวะ การอุจจาระ การเคลื่อนไหวร่างกายล้วนเป็นไปโดยไม่ต้องเรียนรู้ทั้งสิ้น ระยะที่สอง ( 1 – 4 เดือน ) เด็กมีประสบการณ์มากขึ้น และเริ่มมี การปรับตัวโดยใช้การปรับเข้าโครงสร้างและการปรับขยายโครงสร้าง เด็กเริ่มมีการทำกิจกรรมซ้ำ ๆ เช่น กำมือ ทำบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความพอใจ เปียเจท์ชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ของเด็กไม่จำเป็นจะต้องมีสิ่งแวดล้อมภายนอกมากระตุ้นเด็ก การพัฒนาความรู้ความคิดของเด็กสามารถเกิดขึ้นจากการค้นพบของเด็กเอง ระยะที่สาม ( 4 – 8 เดือน ) เด็กเริ่มสามารถแยกตนเองออกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว การกระทำบางอย่างของเด็กเป็นไปอย่างรู้ตัวและมีความตั้งใจมากขึ้น เด็กจะทำกิจกรรมของตนซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความพอใจ ในขั้นที่สองเด็กมีการเคลื่อนไหวโดยมิได้หวังให้เกิดผลต่อสิ่งแวดล้อมเป็นการเคลื่อนไหวตามความพึงพอใจของตนเท่านั้น ส่วนในขั้นที่สามการเคลื่อนไหวของเด็กเริ่มเกี่ยวโยงกับสิ่งแวดล้อมเด็กทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเกิดผลบางอย่างต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เด็กเอื้อมมือขึ้นตีกระดิ่งที่แขวนบนเปล เมื่อปรากฏเสียงเด็กจึงเอื้อมมือขึ้นตีอีก เพราะสนุกกับเสียงกระดิ่ง การตีเป็นไปโดยความตั้งใจ มิใช่เพราะบังเอิญ ระยะที่สี่ ( 8 – 12 เดือน ) ขั้นนี้เริ่มมองเห็นการพัฒนาของสติปัญญาได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น เด็กเริ่มค้นหาสิ่งที่เคยปรากฏ แก่สายตาตนเองแล้วหายไป นั่นคือเริ่มทราบว่าสิ่งต่าง ๆ มีตัวตน ก่อนหน้านี้ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ไปจากสายตาจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง เด็กจะรับรู้ว่าวัตถุที่ปรากฏอีกที่หนึ่งนั้นเป็นวัตถุใหม่คนละชิ้นกับวัตถุเดิม ทั้ง ๆ ที่การจับวัตถุให้เคลื่อนที่นั้นอยู่ในสายตาของเด็กตลอดเวลาก็ตามจากขั้นที่เด็กเริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ มีตัวตนนั้น เป็นการที่เด็กเริ่มเรียนรู้และเข้าใจถึงสาเหตุและผลด้วย คือเด็กรู้จักทำนายผลที่เกิดขึ้นนั่นเอง สิ่งที่ปรากฏตามมาก็คือ เด็กสามารถคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมายิ่งมองเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำไปโดยมีความตั้งใจอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้น นั่นคือ มีการตั้งจุดมุ่งหมายและพยายามที่จะไปสู่จุดหมายนั้น หรือพยายามทำอะไรให้สำเร็จนั่นเอง ระยะที่ห้า ( 12 – 18 เดือน ) ในขั้น 1 – 4 เดือน เด็กเริ่มมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ เช่น กำมือเพียงเพื่อการฝึกหัดของตน เมื่ออายุ 4 – 8 เดือน เด็กเริ่มมีความพึงพอใจในการทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ ของตน และเลือกที่จะทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ เพราะพฤติกรรมนั้นทำให้เกิดผลที่ตนพึงพอใจในขั้นที่ห้านี้การทำพฤติกรรมซ้ำของเด็กมิใช่เป็นการซ้ำพฤติกรรมเดิมอีกแล้ว แต่เป็นการทำเพื่อทดสอบดูผลแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในขั้นนี้เด็กเริ่มมีการทดลองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยแท้จริง เปียเจท์ สังเกตจากพฤติกรรมที่ลูกชายของตน บิขนมปังออก 1 ชิ้น แล้วโยนลงไปที่พื้นแล้วเฝ้ามองด้วยความสนใจว่าขนมปังชิ้นนั้นวางอยู่ที่ไหน เปียเจท์สังเกตว่ามิใช่เป็นการทำพฤติกรรมซ้ำเช่นเดียวกับขั้นต้น ๆ แต่เป็นการทำเพื่อทดสอบว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อขนมปังหล่นลงไปบนพื้น จากการทดลองของเด็กทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะเลือกกระทำเพื่อไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตนต้องการ ระยะที่หก ( 18 – 24 เดือน ) เป็นขั้นสุดท้ายในช่วงประสาทสัมผัสและอวัยวะเคลื่อนไหวพฤติกรรมที่เด็กกระทำไปด้วยความตั้งใจ รู้ตัวและมิใช่ทำด้วยการลองผิดลองถูกอีกต่อไป เด็กมีการนำสิ่งแวดล้อมมาผสมผสานกันด้วย เช่น เมื่อเด็กมองตุ๊กตาวางไว้สูงเกินเอื้อมและมองเห็นไม้วางอยู่อีกที่หนึ่ง เด็กสามารถที่จะหยิบไม้มาเขี่ยตุ๊กตาตกลงมาได้ ในขั้นต้น ๆ เด็กจะยังไม่สามารถนำสิ่งแวดล้อมมาผสมผสานกัน ถ้ามีไม้อยู่ในมืออยู่แล้วเด็กจึงจะสามารถนำไม้นั้นไปเขี่ยตุ๊กตาได้ เด็กไม่สามารถวางแผนการณ์ล่วงหน้าในการที่จะหยิบไม้และนำไม้นั้นมาเขี่ยตุ๊กตา 2. ขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผล ( The Preoperation Stage ) อยู่ในช่วงที่เด็กมีอายุประมาณ 2 – 7 ปี เป็นช่วงที่เด็กสามารถคิดโดยใช้สมอง แทนการทำความเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อมและตนเองด้วยการใช้ประสามสัมผัสและการเคลื่อนไหวร่างกาย ขั้นนี้แบ่งออกเป็นขั้นย่อย ๆ สองขั้นคือ ขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผล ( Preconceptual ) อายุประมาณ 2 – 4 ปี และขั้นเริ่มคิดอย่างมีเหตุผล ( Intuitive )อายุประมาณ 4 – 7 ปี ขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผลเป็นขั้นที่เด็กยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางเด็กจะใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ในการตัดสินเรื่องต่าง ๆ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของตนเอง เมื่อเข้าสู่ขั้นเริ่มคิดอย่างมีเหตุผลเป็นขั้นที่เริ่มเข้าสมาคมยิ่งขึ้น และใช้ภาษาในการสัมพันธ์กับผู้อื่นเพิ่มขึ้น การคิดของเด็กเริ่มใช้เหตุผลมากกว่าอาศัยการรับรู้ของตนเองภาษาเป็นสิ่งจำเป็นมากในการพัฒนาถึงขั้นนี้ ในช่วงประสาทสัมผัสเมื่อเด็กเห็นสิ่งของเด็กจะพยายามเข้าไปหาและต้องการหยิบมากำไว้ ส่วนในขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผลนี้เด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะคิดและร้องขอให้ผู้อื่นเอาของเล่นที่ต้องการให้แม้ของเล่นนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาเลยก็ตาม เด็กสามารถที่จะสร้างจินตนาการและสร้างสัญลักษณ์เกี่ยวกับโลกรอบตัวเด็ก เปียเจท์ ได้ทำการทดลองกับเด็กเล็ก ๆ เพื่อจะดูพัฒนาการทางสมองของเด็กโดยการนำดินเหนียวสองก้อนซึ่งมีเนื้อดินเท่ากันมาปั้นเป็นรูปลูกบอลให้เด็กดู เด็กจะมองดินเหนียวสองก้อนและยอมรับว่า ดินเหนียวสองก้อนนั้นมีขนาดเท่ากัน เมื่อปั้นดินเหนียวก้อนหนึ่งให้เป็นรูปไส้กรอกแล้วถามเด็กว่าดินเหนียวทั้งสองก้อนนั้นมีเนื้อดินเท่ากันหรือไม่ เด็กที่ยังอยู่ในขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผลจะบอกว่าก้อนที่ปั้นเป็นรูปไส้กรอกมีเนื้อดินมากกว่าเพราะยาวกว่า เมื่อก้อนดินเหนียวที่เป็นรูป ไส้กรอกถูกปั้นกลับเป็นรูปลูกบอล ตามเดิมเด็กจะบอกว่าดินเหนียวทั้งสองก้อนมีเนื้อดินเท่ากัน 3. ขั้นคิดเชิงรูปธรรม ( The Concrete Stage ) เป็นช่วงที่เด็กมีอายุประมาณ 7 – 11 ปี การคิดของเด็กในวัยนี้จะพัฒนาสูงขึ้นโดยมีฐานมาจากการพัฒนาในขั้นก่อน ๆ ในช่วงนี้เด็กสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผล ความคิดของเด็กมิได้เกิดจากการรับรู้ของตนเหมือนขั้นก่อน แต่เด็กสามารถที่จะคิดแบบรูปธรรมอย่างมีเหตุผลมากขึ้นเด็กสามารถใช้ความคิดแบบรูปธรรมจะไม่ยึดตนเองเป็นจุดศูนย์กลางในการคิด แต่จะสามารถคิดอย่างมีเหตุผลกว้างขวางขึ้นโดยสามารถมองเห็นหรือเข้าใจความคิดของผู้อื่น แต่ยังเป็นการคิดหรือแก้ปัญหาในสิ่งที่เป็นรูปธรรม การแก้สมมุติฐานหรือปัญหาที่เป็นนามธรรมนั้นเด็กจะยังไม่สามารถทำได้ในขั้นนี้ การพัฒนาความรู้ความเข้าใจในขั้นนี้ต่างจากขั้นก่อน ๆ คือ สามารถนำความคิดรวบยอดที่มีอยู่เดิมมาทำการปฏิบัติการเชิงความคิด นั่นคือสามารถที่จะแบ่งออกเป็นหมู่พวก เป็นประเภทโดยเด็กจะสังเกตลักษณะความคล้ายคลึงของสิ่งที่พบแล้ว จึงแบ่งออกเป็นพวก เช่น พวกสีขาวจัดไว้ด้วยกัน พวกสัตว์จัดไว้ด้วยกัน พวกเครื่องมือจัดไว้ด้วยกัน เป็นต้น เด็กในขั้นนี้จะสามารถเข้าใจสังเกตเกี่ยวกับสิ่งของมวลสาร ปริมาณ ปริมาตรของสิ่งต่าง ๆ เช่น สามารถบอกได้ว่าดินเหนียวทั้งสองก้อนซึ่งมีเนื้อดินเท่ากันอยู่แล้วนั้นไม่ว่าปั้นเปลี่ยนรูปใดก็ตามก็จะยังมีเนื้อดินเหนียวเท่ากัน หรือน้ำซึ่งเป็นของเหลวเมื่อรินใส่แก้วน้ำขนาดเดียวกันให้มีน้ำเท่ากันทั้งสองแก้ว และมีการเทน้ำจากแก้วหนึ่งซึ่งเล็ก และยาวกว่าหรือเทใส่แก้วรูปทรงอื่น ๆ เด็กในขั้นคิดเชิงรูปธรรมนี้จะสามารถเกิดความเข้าใจ และบอกได้ว่าน้ำในแก้วต่าง ๆ นี้เท่ากัน ถึงแม้จะเปลี่ยนใส่ภาชนะรูปแตกต่างกันไปก็ตาม 4.ขั้นเชิงนามธรรม ( The Formal Operational )อายุประมาณ 11 – 15 ปี พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กจะเข้าสู่ขั้นสูงสุด เด็กจะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่สามารถคิดหาเหตุผลที่นอกเหนือไปจากข้อมูลที่ตนได้เห็น สามารถสร้างความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งของที่เป็นนามธรรมได้มากขึ้น เช่น สังเกตเกี่ยวกับความรัก ความสนุกสนาน ความจริง ความยุติธรรม สามารถที่จะคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ และตั้งสมมุติฐานในเรื่องต่าง ๆ ขึ้นได้ เธอร์สโตน ( Thurstone ) ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการวิเคราะห์องค์ประกอบโครงสร้างทางสมอง และค้นพบว่าสมองมนุษย์นั้นมีความสามารถที่แยกออกเป็นส่วนย่อย ๆ หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มทำหน้าที่ต่างกัน แต่บางกลุ่มทำหน้าที่รวมกัน องค์ประกอบย่อยเหล่านี้ เธอร์สโตนให้ชื่อว่าความสามารถปฐมภูมิของสมอง ซึ่งประกอบด้วยความสามารถของมนุษย์ที่สำคัญ 7 ประการ คือ 1. องค์ประกอบทางภาษา ( Verbal Factor ) องค์ประกอบนี้จะทำหน้าที่เกี่ยวกับความสามารถด้านเข้าใจภาษา การสื่อสารทั่วไป การเข้าใจคำศัพท์ และการเลือกใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม 2. องค์ประกอบด้านความคล่องแคล่วในการใช้ถ้อยคำ ( Word Fluency Factor) เป็นความสามารถในการใช้ถ้อยคำจำนวนมากในเวลาจำกัด และความสามารถในการพูด 3. องค์ประกอบด้านจำนวน ( Number Factor ) เป็นความสามารถเกี่ยวกับการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนและปริมาณ และความสามารถในการคิดคำนวณ 4. องค์ประกอบด้านมิติสัมพันธ์ ( Space Factor ) เป็นความสามารถในการเข้าใจขนาดและมิติต่าง ๆ 5. องค์ประกอบด้านความจำ ( Memmory Factor ) เป็นความสามารถด้านความจำเรื่องราว มีสติระลึกจนสามารถถ่ายทอดได้ 6. องค์ประกอบด้านการสังเกต พิจารณาหรือด้านสังเกตรับรู้ ( Perceptual Speed Factor ) เป็นความสามารถในการเห็นรายละเอียดต่าง ๆได้มากถูกต้องและรวดเร็ว 7. องค์ประกอบด้านเหตุผล (Reasoning Factor) เป็นความสามารถด้านวิจารณญาณในการหาเหตุผล ด้านการค้นหาความสัมพันธ์ พัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ในการจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัยสิ่งที่ครูจะตระหนักคือจะต้องทราบพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเป็นอย่างไรเพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมได้สอดคล้องตามวัยของเด็กและครูจะต้องคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (2546 ,หน้า 32-35) ได้ระบุคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ 4-5 ปีไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ดังนี้ คุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ 4-5 ปี
ตารางที่1.1 คุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ 4-5 ปี (ต่อ)
| พัฒนาการ | เด็กอายุ ๔ ปี | เด็กอายุ ๕ ปี |
| ด้านร่างกาย | - กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้-รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง-เดินขึ้น ลงบันไดสลับเท้าได้-เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้-ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้-กระฉับกระเฉงไม่ชอบอยู่เฉย | - กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องได้- รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้นได้ด้วยมือทั้งสอง- เดินขึ้น ลงบันไดสลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว- เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้- ตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งที่ กำหนด-ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี เช่น ติด กระดุม ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ- ยืดตัว คล่องแคล่ว |
| พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ | -แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์-เริ่มรู้จักชื่นชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อื่น-ชอบท้าทายผู้ใหญ่-ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ | - แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับ- สถานการณ์อย่างเหมาะสม- ชื่นชมความสามารถและผลงาน ของตนเองและผู้อื่น- ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง |
| พัฒนาการด้านสังคม | - แต่งตัวได้ด้วยตนเอง ไปห้อง ส้วมได้เอง- เล่นร่วมกับคนอื่นได้ - รอคอยตามลำดับก่อน-หลัง- แบ่งของให้คนอื่น- เก็บของเล่นเข้าที่ได้ | - ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วย ตนเอง- เล่นหรือทำงานโดยมีจุดมุ่งหมาย ร่วมกับผู้อื่นได้ -พบผู้ใหญ่ รู้จักไหว้ ทำความเคารพ-รู้จักขอบคุณ เมื่อรับของจากผู้ใหญ่- รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย |
| พัฒนาการ | เด็กอายุ ๔ ปี | เด็กอายุ ๕ ปี |
| พัฒนาการด้านสติปัญญา | - จำแนกสิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้-บอกชื่อและนามสกุลของตนเองได้-พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ-สนทนาโต้ตอบ / เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง-สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น-รู้จักใช้คำถาม “ ทำไม” | -บอกความแตกต่างของกลิ่น สี เสียง รส รูปร่าง จำแนก และ จัดหมวดหมู่สิ่งของได้-บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองได้-พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง-สนทนาโต้ตอบ / |