สวัสดีครับ อ.กมลวัลย์
ผมว่าเราแทบทุกคนคงได้พบกับประสบการณ์ทำนองนี้
เช่น สมมติว่าเราเห็นผู้ชายคนหนึ่งแล้วมีคนที่เราใกล้ชิดบอกว่าเขาเป็นคนเลว เราก็ว่าคนนี้เป็นคนเลว แล้วอยู่มาวันหนึ่งเราเห็นผู้ชายคนนี้ ทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรม เราก็คิดว่า อ้าว เขาเป็นคนดีตะหาก แล้วอีกครั้งเราเห็นเขาสูบบุหรี่และดื่มเหล้า เราก็คิดว่า เอ๊ะหมอนี่ เป็นคนไม่ดีนี่นา ทำเป็นเข้าวัดเข้าวา หลอกคนอื่นว่าเป็นคนดี ...
ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับเหตุและปัจจัย และมุมมองของเราเอง ของสิ่งเดียวกันในเวลาต่างกันเรายังคิดไม่เหมือนกัน แล้วประสาอะไรจะให้คนอื่นคิดหรือเป็นเหมือนเรา
ชีวิตนี้สั้นนัก คนเราเจ็บป่วยล้มตายกันทุกวัน วันละไม่รู้กี่หมื่นกี่พันคน มิหนำซ้ำมัจจุราชก็ไม่บอกเสียด้วยว่าจะเลือกใครเป็นรายต่อไป
หลายครั้งที่เราแก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ทะเลาะเบาะแว้งกัน บางคนไม่ยอมเผาผีกันด้วยซ้ำ เราจะทะเลาะกันไปทำไม พรุ่งนี้ไม่ใครก็ใครคนหนึ่งก็อาจต้องจากเราไป
การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นสุดแสนจะลำบาก บุญไม่มากพอก็คงไม่อาจเกิดได้ แต่เกิดมาแล้วไม่สามารถพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะจิตใจได้แล้ว ทางข้างหน้าก็คงต้องติดตังเวียนว่าย กันไม่รู้จักจบสิ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นคลื่นแห่งเหตุปัจจัย เราไม่สามารถควบคุมสั่งการอะไรได้ สุขมาแล้วก็ไป ทุกข์มาแล้วก็ไป ไม่มีสิ่งใดจีรัง เราทำได้ก็แค่เพียงสร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดผลตามที่เราต้องการได้เท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะควบคุมเหตุปัจจัยอื่นได้
สู้เราทำใจเป็นกลางมิดีกว่าหรือ ทุกข์ก็รู้ สุขก็รู้ ที่ให้รู้ก็เพื่อเราจะได้ไม่หลงสุดโต่งไปกับข้างใดข้างหนึ่ง เพราะเมื่อหลงแล้วเราก็จะพบกับสภาวะบีบคั้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ทำไปบ่อยๆ ความทุข์ก็คงน้อยลงเรื่อยๆ และระยะทางไปสู่สิ่งสูงสุดคงย่นลงมาก
ตอนแรกว่าจะมาทักทายสั้นๆ แต่คงเพราะไม่ได้สนทนาเรื่องเหล่านี้มานานเลยพูดมากไปหน่อย ไม่รู้ว่าเข้ากับบันทึกอาจารย์หรือเปล่านะครับ ถ้านอกเรื่องก็ขออภัยด้วยครับ
ขอบคุณธรรมะดีๆ ที่ปลุกสติได้ดีเยี่ยม
ธรรมะสวัสดีครับ