งาน ของครอบครัว

 

 

             พ่อกับแม่ของดิฉันเกษียณอายุราชการแล้ว  แต่มิได้เกษียณอายุงานเพราะยังไปช่วยสอนสามเณรที่วัดใกล้บ้านเกือบทุกวัน    พ่อช่วยสอนเลข เพราะเป็นครูคณิตศาสตร์    แม่ก็ช่วยสอนให้ลูกเณรประดิษฐ์อะไรเล็กๆน้อยๆตามประสาครูคหกรรม  สอนแบบช่วยกันไปด้วยใจ....

             พ่อเล่าให้ฟังว่าเด็กๆจำนวนหนึ่งที่มาบวชนั้น   ไม่มีพ่อแม่   ไม่มีญาติ   ไม่มีใครเลย  ใครเลี้ยงก็ต้องอยู่กับคนนั้น  จนกระทั่งเขาพามาบวชเณรอยู่ที่วัด  และเรียนที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมของวัด   บางครั้ง ความรู้สึก “ขาด” จึงท่วมท้น   การทำให้จดจ่ออยู่กับวิชาเรียนมิใช่เรื่องง่าย    หากยังเป็นโชคดีที่ได้เรียนรู้ชีวิตในวัดและผ่านการขัดเกลาอบรมโดยเมตตา   พ่อเคยจากบ้านมาเป็นเด็กวัดตั้งแต่ยังเล็กๆ และเข้าใจชีวิตในวัดเป็นอย่างดี    พ่อบอกว่าต้องสอนคนก่อนแล้วจึงสอนวิชา    และไม่คาดหวังว่าจะต้องเรียนแล้วได้ผลทั้งร้อย  ขอแค่ท่านยอมนั่งในห้องเรียนก็นับเป็นโชคดีมากแล้ว   

             ดิฉันได้ฟังเรื่องสามเณรน้อยๆจากพ่อกับแม่เกือบทุกวัน  เช่น “เมื่อวานพ่อสอนเรื่องสมการ  เณรหลับกันครึ่งห้อง”   หรือ    “วันนี้ แม่เกือบตีเณรเผียะเข้าให้  ซนจริงๆ”      หรือ  “ตะกี้ตอนเดินผ่านฝั่งตรงข้ามวัด    เณรที่เคยสอนก็ตะโกนเรียกแม่ว่า”อาจารย์ค้าบ..บ..”จากบนตึก      แล้วยกมือไหว้สวัสดีมาแต่ไกล.....” 
             ....เพราะจริงๆแล้วท่านก็ยังเป็นเพียงเด็กผู้ชายเล็กๆเท่านั้น....    

             เรื่องเณรน้อยๆที่พ่อกับแม่เล่าให้ฟัง ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า  ได้เข้าใกล้วัดและเข้าใจ "วัด"  มากขึ้น  แต่ไม่นึกว่า  ณ   วันหนึ่งจะมีโอกาสเห็นผ้าเหลืองถึงในบ้านทุกๆวัน   เมื่อเณรน้อยชาวเนปาลรุ่นแรกห้าองค์เดินทางมาถึงนครศรีธรรมราช    ในขณะที่ท่านเจ้าอาวาสต้องดูแลเณรไทยอีกเป็นร้อยจนแทบเจียดเวลาไม่ได้  จึงขอให้พ่อกับแม่ช่วยสอนภาษาไทยให้ในช่วงบ่ายวันที่พอมีเวลาว่าง   จนกว่าสามเณรเนปาลจะพอพูดภาษาไทยได้  ท่านจึงจะส่งให้เข้าเรียนต่อในชั้น ม.4   

             ด้วยความพยายามที่จะดำรงชีวิตในดินแดนไกลบ้าน  ทำให้สามเณรต้องปรับตัวเข้ากับถิ่นใหม่ให้เร็วที่สุด   และพยายามอย่างหนักที่จะฟัง พูด  อ่าน และเขียนภาษาไทยให้ได้โดยรวดเร็ว  พ่อกับแม่ก็ช่วยสอน ช่วยดูแลท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่ครูวัยเกษียณจะทำได้ 
             สิ่งหนึ่งที่พ่อกับแม่ทำไปโดยธรรมชาติ  คือการให้ความรักความเมตตาแก่เณรน้อยผู้จากบ้านมาไกลแสนไกล  คอยช่วยเหลือในยามเจ็บไข้ได้ป่วย  คอยดูแลในเรื่องชีวิตประจำวันเท่าที่พอจะช่วยได้    สำหรับดิฉัน  วันไหนกลับจากทำงานเร็วหน่อยก็ได้พบท่านบ้าง  โชคดีว่าดิฉันเคยเป็นครูมัธยมที่สอนเด็กผู้ชายล้วนๆมาก่อน    ช่วยให้ดิฉันสื่อสารกับท่านได้เร็วขึ้นอีกนิด     แม้ว่าภาษาอังกฤษของดิฉันจะไม่แข็งแรงเอาเลยก็ตาม

             บางครั้ง..... เมื่อเราเห็นว่าท่านออกจะหงอยๆไปเพราะคิดถึงบ้าน  พ่อกับแม่ก็จะเอารูปตอนไปอินเดียและเนปาลออกมาให้ดู      ทุกครั้งที่ดูรูปถ่าย  ดูท่าทางท่านมีความสุขนัก ทุกองค์จะกระตือรือร้น และพยายามจะแย่งกันเล่าให้เราฟังว่า “บ้าน”ของท่านที่โน่นเป็นอย่างไร    อยู่ส่วนไหนของแผนที่    อยู่ติดภูเขาไหม    อยู่กับใครบ้าง  ไกลจากโรงเรียนแค่ไหน.....  ฯลฯ 

              มีบางเรื่องที่ท่านเล่าไปตามประสาเด็ก  แต่ก็ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราสะท้อนใจนัก  การเมืองที่ผันผวนและการใช้อำนาจรัฐอย่างเฉียบขาดรุนแรง  ทำให้ต้องอยู่กันอย่างระมัดระวัง  ระแวงภัย  และดูเหมือนจะมีการไล่ล่าปราบปรามให้เห็นอยู่ตลอดเวลา  ฟังแล้วนึกเห็นใจอย่างยิ่ง  และรู้สึกว่าเป็นโชคดีที่ท่านตัดสินใจมาเมืองไทย  แม้จะจากไกล”บ้าน”เหลือเกิน... 

             ดิฉันบอกท่านว่า”บ้าน” นี้มีสี่คน คือพ่อกับแม่ และลูกอีกสองคน   คือดิฉันกับน้องชาย  และขอให้ท่านคิดว่าบ้านนี้คือ “บ้าน” ของท่านเช่นกัน  เณรน้อยทั้งห้าทำท่าคล้ายๆว่าจะเข้าใจและยิ้มหวานอย่างน่าเอ็นดู 

             กิจกรรมที่เณรน้อยๆชอบมากที่สุด  คือตอนที่ได้พักจากการเรียนราวครึ่งชั่วโมง   และได้เดินทัศนาจรจีวรปลิวอย่างสนุกสนานรอบบ้านทุกวัน บังเอิญเป็นช่วงปิดเทอม ดิฉันจึงมีโอกาสช่วยเป็นไกด์ที่พูดผิดๆถูกๆ  หนักๆเข้าก็ใช้ภาษามือกันสนุกสนาน     แล้วท่านก็จะหัวเราะคิกคักชอบใจ  

             พ่อกับแม่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ และไม่รู้ภาษาเนปาล   พ่อจึงให้ดิฉัน(ซึ่งไม่เก่งพอๆกัน)ช่วยร่วมสนทนา(แบบกระท่อนกระแท่น)ในเบื้องต้น  ก่อนจะเข้าสู่บทเรียน  ซึ่งก็ทำให้เวียนหัวกันไปทั้งผู้เรียนและผู้สอน  เพราะต่างก็พูดภาษาของกันและกันไม่ได้     

             ดิฉันฟังภาษาอังกฤษสำเนียงเนปาลไม่ออก  ในขณะเดียวกัน  เณรก็นั่งคิ้วขมวดฟังภาษาฝรั่งสำเนียงไทยแบบผิดแกรมม่าของดิฉันไม่รู้เรื่อง  กว่าจะเข้าใจกันได้สักประโยคก็เล่นเอาเหนื่อยใจ  แต่เณรน้อยก็มิได้ย่อท้อ  เพราะพวกเขาเลือกแล้วที่จะมาเริ่มต้นที่นี่ ..... ที่เมืองไทย 
            (โดยไม่โอกาสรู้มาก่อนเลยว่าจะต้องมาเจอกับครอบครัวดิฉัน)

             ดิฉันทำได้เพียงอธิบายคร่าวๆ  บอกเขาว่าอะไรเป็นอย่างไรในภาษาไทย   การอธิบายไวยากรณ์ให้คนต่างชาติต่างภาษา  ต่างชุดไวยากรณ์  ได้เข้าใจโครงสร้างภาษาของเราในเวลาอันสั้นนั้น  เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเอาการ    ดิฉันได้รู้สีมือตัวเองในวันหนึ่ง  เมื่อเณรน้อยหน้าตาคมคายองค์หนึ่งซึ่งนั่งคิ้วผูกโบว์สองชั้นมาตลอดหนึ่งสัปดาห์  ถอนใจแรงๆหนึ่งเฮือก    แล้วถามดิฉันตรงๆว่า
              “ What ‘s  all  that suppose to mean? “ 

             ภาษาเนปาล เรียงประโยคต่างจากภาษาไทย  คือเอากรรมไว้ตรงกลาง และคำกริยาไว้ท้ายประโยค  เช่น คนไทยพูดว่า ฉันกินปลา  คนเนปาลก็จะพูดภาษาเนปาลีว่า  ฉัน ปลา กิน  พ่อบอกว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างภาษาและไวยากรณ์ของเขาเป็นอย่างไร  แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะอธิบาย  เพราะเณรน้อยๆมาจากคนละที่  ใช้ภาษาคนละภาษากัน  บางทีแม้พวกท่านเองยังฟังกันเองไม่รู้เรื่อง 

             อย่างไรก็ตาม  ด้วยความที่พ่อดิฉันเป็นคนเอาจริง  พ่อจึงไปค้นจนรู้ว่าภาษาเนปาลต่างจากภาษาไทยอย่างไร  มีอะไรเหมือนและอะไรต่างกันบ้าง  .... แล้วก็สอนทะลุ่มทะลุยไปตามวิธีของพ่อ 

             ดิฉันได้ข้อคิดสำคัญในการสอนภาษาไทยให้ผู้ที่ใช้ภาษาอื่นเป็นภาษาแม่....จากพ่อ (เขียนอย่างนี้แล้วก็ขำตัวเอง   แต่ก็หมายความดังที่เขียนนี้นะคะ) 
             คือ  หนึ่ง  ต้องคิดจากฐานภาษาของเขา  ไม่ใช่ภาษาของเรา  วิธีที่พ่อใช้คือเอาพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์(ถ้ามี)ของสองภาษามาเทียบกัน  หาให้เจอว่ามีอะไรเหมือน  มีอะไรต่างกัน   แล้วเริ่มสอนจากที่เหมือนกันก่อน  เขาจะได้ไต่ตามได้จากฐานเดิมที่มี เทียบกับของใหม่  ที่พอจะกล้อมแกล้มกันไปได้
              สอง  ฝึกให้รับสารด้วยหู    และให้ชินกับเสียงก่อน   ก่อนที่จะรับสารด้วยตา  สอนให้ฟังเสียง  และออกเสียงตาม  จนคุ้นชินกับเสียงวรรณยุกต์ห้าเสียงในภาษาไทย 
             เช่น คำว่า     คา  ข่า  ข้า  ค้า  ขา   โดยไม่ต้องกังวลกับรูปพยัญชนะ    แต่ฝึกให้ออกเสียงวรรณยุกต์ห้าเสียงซ้ำๆจนชินหู    คือสอนให้    ฟัง ก่อน  แล้วจึงสอนให้ เขียน ทีหลัง   จากนั้นจึงให้ดูรูปคำให้ค่อยๆชินตา  แม้ว่าจะยังอ่านไม่ออกทั้งหมด   ด้วยวิธีเรียนแบบเด็กเล็กๆ    ที่เริ่มจากการ”ฟัง” ก่อนและค่อยๆสั่งสมจนรู้คำและความหมายจากปริบทอันหลากหลาย    ถึงแม้จะยังเขียนไม่ได้  อ่านไม่ออก  แต่เมื่อเขาได้ยินคำนั้น  เขาก็จะรู้ว่าหมายถึงอะไร  หรือหมายความว่าอะไร 
             เมื่อโตขึ้นอีกนิด และเห็นรูปคำเขียน  เขาก็จะพอเทียบเคียงได้เองในสักวันหนึ่ง เมื่อได้เรียนรู้มากพอ   

             อย่างไรก็ตาม   พ่อบอกว่าในภาษาเนปาลไม่มีเสียงสระ  อึ  และสระ  อือ   เณรน้อยจึงออกเสียงสระสองตัวนี้ไม่ค่อยได้   ไม่ว่าในเบื้องแรกจะพยายามออกเสียงให้ฟังสักเท่าไรก็ตาม
            และท่านจะเรียก  สระ อิ    ว่าสระ  อิ๊   อยู่เสมอ....     

             ครั้งที่พ่อเริ่มสอนพยัญชนะไทย     ลายมือของพ่อที่เขียนบนกระดานนั้นสุดยอด   แม่บอกว่าถ้ารู้จักเฉพาะลายมือคงไม่แต่งงานด้วย  ลูกเณรเนปาลที่มาเรียนบ้านเราก็สุดยอดอัจฉริยะ ไม่ว่าพ่อจะเขียนด้วยลายมือหวัดสุดฤทธิ์แค่ไหน    ท่านก็พากันลากโย้เย้ยุ่งยิ่งแบบอ่านไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรตามกันไปได้เหมือนเปี๊ยบ....

             วันหนึ่ง   เณรน้อยองค์ที่ท่าทางจะเก่งภาษาทำหน้ายุ่งสุดขีดอย่างน่ารัก  และอ้อมแอ้มถามพ่ออย่างเกรงใจว่าพยัญชนะไทยมีมากกว่า 44  ตัวใช่ไหม 
             .... เพราะ   ตัว  ก  ไก่  ทั้งสี่ตัวของพ่อบนกระดาน  เขียนไม่เหมือนกันสักตัวเดียว....  

            แม่สอนให้เณรรู้จักข้าวของต่างๆในบ้าน  ฝึกให้เรียนรู้ภาษาไทยโดยวิธีง่ายๆ    แบบคนพูดฝรั่งไม่เป็น  แต่ชี้ๆเอา   และบอกเป็นคำภาษาไทย   เณรก็บอกศัพท์เนปาลให้แม่   และนี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด  ซึ่งแม่ไม่ยอมมั่นใจในตัวเองสักทีว่า แม่นี่แหละที่สอนให้ท่านพูดภาษาไทยได้  เพราะแม่ไม่พูดภาษาอังกฤษแท้ๆกับท่าน
            ในวันหนึ่งที่อากาศร้อนจัด  เณรน้อยๆนั่งเหงื่อซ่ก  แม่จะบอกให้ไปอาบน้ำก็พูดไม่ถูก  จึงชี้ไปที่ห้องน้ำและพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่า  “ ว้อเต๊อ ?   ว้อเต๊อ  ตูมๆ มั้ย ? “ เณรน้อยทั้งห้าดีใจเริงร่า  ตอบทันทีว่า...“ เย่ ๆ ๆ “  .....
        ...แม่รีบวิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัวให้แทบไม่ทัน......   

             สถานที่ท่องเที่ยว(ใน)บ้านดิฉันที่เณรท่านชอบที่สุดคืออ่างบัว  อ่างปลา  และเรือพายของย่าที่พ่อเอาพลาสติกมาปูแล้วทำเป็นเรือเลี้ยงปลาได้อย่างสวยงามน่าดู   ใครเห็นใครก็ชอบ  
             ลูกปลาหางนกยูงตัวจ้อยทั้งฝูงสีสวยน่าชมนัก   เหล่าปลาเกิดตัวจิ๋วก็ดูเพลินตา   เณรน้อยๆยิ่งชอบนัก  ทุกวันที่มาเรียน  ท่านต้องไปเสวนากันที่เรือนี้ก่อน  ดูคล้ายๆกับประชุมกันว่าใครจองตัวไหน 
            อยู่มาวันหนึ่งเมื่อภาษาไทยเริ่มแก่กล้า ท่านก็ส่งทูตเอ๊ยตัวแทนมาขออนุญาตนำปลาไปเลี้ยงองค์ละตัว (หรือมากกว่านั้นก็จะยินดียิ่ง)
           “ท่านทูต”ชี้ไปที่ปลาตัวหนึ่ง     แล้วชี้ไปที่เพื่อนเณรหนึ่งองค์    แล้วก็ชี้ไปทางวัดที่ท่านอยู่  แล้วก็พูดฟังคล้ายๆคำว่าว่า “รักษา”  แล้วก็ยิ้มให้แม่ดิฉันอย่างหวานที่สุด.....   ........เท่าที่เด็กผู้ชายเล็กๆคนหนึ่งจะยิ้มได้
              .....แล้วแม่ก็บอกดิฉัน (ซึ่งยืนงงอยู่ใกล้ๆกันนั้น)ว่าให้ไปเอาถุงพลาสติกมา....
              ดิฉันยังนึกทึ่งความเข้าใจภาษาท่าทางของแม่มาจนบัดนี้

             ต่อมาอีกไม่กี่วัน  “ท่านทูต”องค์น้อยก็รีบรุดมาแจ้งข่าวสำคัญให้เราทราบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย    ดิฉันยืนฟังอย่างงุนงง   เพราะหูไม่คุ้นกับสำเนียงภาษาไทยของท่าน  คือจะว่าไปแล้วดิฉันไม่คิดว่าเป็นภาษาไทย  แต่ทำไมคำท้ายๆถึงคุ้นๆหูนักก็ไม่รู้ 
             แต่แม่กับพ่อกลับหัวเราะด้วยความเอ็นดู  พร้อมกับพยักหน้าหงึกๆอย่างเข้าใจ  และบอกว่า  
             “ไม่เป็นไร...เอาใหม่ได้”      แล้วบอกให้ดิฉันไปเอาถุงพลาสติกมาให้...
              ดิฉันยังงงและถามพ่อว่าตอนท้ายๆนั่นสามเณรพูดว่ากระไรหรือ     พ่อตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่า
              “เณรบอกว่า  “บุตรมัจฉา....มรณา”     เสียแล้ว“  

              ดิฉันแว่บนึกไปถึงละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องที่เคยดูสมัยยังเล็กๆ  สงสัยต้องหัดๆพูดแบบนั้นไว้บ้าง   จะได้ตรัสเอ๊ยคุยกับท่านรู้เรื่อง

             พ่อกับแม่สอนสามเณรน้อยทั้งห้ามาจนกระทั่งใกล้ถึงวันเปิดเทอม   เณรน้อยก็พูดภาษาไทยเก่งขึ้นมาก  และเขียนรูปประโยคอย่างง่ายๆได้ด้วย  ชั่วโมงสุดท้ายก่อน”ปิดคอร์ส” พ่อได้ให้ท่านลองแต่งประโยคภาษาไทยอย่างง่ายองค์ละหนึ่งประโยค 
              เณรน้อยองค์หนึ่งแต่งประโยค “ปิดคอร์ส” ส่งพ่ออย่างมั่นใจ  ในขณะที่พ่อรับไปอ่านแล้วก็ต้องกลั้นหัวเราะพรืด   เนื่องจากประโยคของท่านช่างตรงไปตรงมาอะไรเช่นนั้น     
             “อาจารย์สมบูรณ์  ....มีหนึ่งภริยา  .....มีสองลูก....”

             พ่อกับแม่บอกดิฉันว่าสำหรับคนเป็นครูแล้ว.....   การได้เห็นพัฒนาการแบบก้าวต่อก้าวของ”ลูกศิษย์” ถือเป็นเรื่องน่าชื่นใจนัก      และจะช่วย “สอนลูกเณร” ทุกรุ่นต่อไปตราบเท่าที่พระท่านยังให้ช่วย  
             ทุกวันนี้สามเณรเนปาลยังคงมาเริ่มต้นเรียนภาษาไทยที่บ้านเราอย่างต่อเนื่อง   รุ่นแล้วรุ่นเล่า  จากนั้นก็ไปเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยม  แล้วต่อไปถึงมหาวิทยาลัย ...... เรียนต่อไปจนกว่าจะสุดทางการศึกษาของท่าน    
             
            ….. ”งาน”   เล็กๆของครอบครัวเรา ก็ยังคงดำเนินต่อไป....   และต่อไปเช่นกัน..... 

 

                                                        # #