สวัสดีค่ะพี่แอมป์

เบิร์ดอ่านพร้อมยิ้มขำจนถึงหัวเราะก๊ากเมื่อเจอ " บุตรมัจฉา..มรณา "..เป็นการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จอย่างที่สุดเลยนะคะพี่แอมป์เพราะเป็นการเรียนรูู้็้้ร่วมกันอย่างแท้จริงทั้งผู้สอนและผู้เรียน  อีกหน่อยคุณพ่อพี่แอมป์คงชำนาญภาษาเนปาลแน่เลยค่ะ เพราะเทียบจากฐานภาษาเลย ( และเบิร์ดถึงบางอ้อว่าเหตุไฉนเบิร์ดถึงเรียนภาษาอะไรไม่ได้ดีซักกะอย่าง..มีเหตุแบบนี้นี่เอง )

อ.คณิตศาสตร์สอนภาษาไทยด้วยตัวหนังสือที่ทำให้พยัญชนะไทยกลายเป็น 47 ตัว ( ก.ไก่เพิ่มขึ้นอีกตั้ง 3 ตัวแน่ะค่ะ )..น่ารักเป็นที่สุด ^ ^

อ.คหกรรมสอนศัพท์ภาษาไทยผ่านสิ่งรอบตัวก็สุดยอด

อ.นิเทศศาสตร์สอนภาษาไทยผ่านภาษาอังกฤษก็น่ารักเหลือใจ

แถมลูกศิษย์ก็น่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุดตั้งอกตั้งใจเรียนรู้กันอย่างไม่ย่อท้อ

แบบนี้ใช่มั้ยคะที่เรียกว่าการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ออกแบบหลักสูตรตามผู้เรียน และวัดความสำเร็จที่ผลลัพธ์รวมทั้งหมดไม่ใช่เกรดยิบย่อย เพราะลูกศิษย์ท่านเขียนภาษาไทยเมื่อจบหลักสูตรได้ตรงเป๊ะตามศัพท์และไวยากรณเปี๊ยบเลยล่ะค่ะ

 อาจารย์สมบูรณ์  ....มีหนึ่งภริยา  .....มีสองลูก....^ ^

นอกจากนี้ยังทำให้เบิร์ดเห็นว่า " ภาษา ไม่ใช่ข้อจำกัดถ้าเราจะเข้าใจกัน " เนาะคะพี่แอมป์

คุณพ่อพี่แอมป์ท่านเก่งนักค่ะ เด็กๆเรียนรู้ภาษาจากฐานของการจำจริงๆนะคะ ตอนแรกเกิดสายตายังเห็นได้ไม่ดีนัก เด็กเค้าก็จะหันตามเสียงค่ะ และเสียงที่คุ้นหูเค้าที่สุดคือเสียงของคนใกล้ชิดเค้านั่นเอง..ที่ให้อ่านหนังสือนิทานให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้องหรือคุณพ่ออััดเสียงตัวเองให้ตัวเล็กฟังก็เพราะเหตุนี้แหละค่ะ..ในตอนตัวจี๊ดๆเค้าก็จะพูดเลียนเสียงทุกเสียงที่ได้ยิน ( แม้ไม่เป็นคำก็ตาม )  โทรทัศน์จึงก่อปัญหากับการเลียนเสียงของเด็กมากเลยล่ะค่ะเพราะมีหลายเสียงเกินไปทำให้สับสนและพูดได้ช้าลง ( เกิด Delay Development ด้านการพูดของเด็กได้ค่ะพี่แอมป์ )

ขอบพระคุณสำหรับบันทึกน่ารักๆและข้อคิดดีๆและขออนุโมทนากับกุศลที่คุณพ่อคุณแม่และพี่แอมป์ได้ทำด้วยการให้ความรู้ ความรัก ความอบอุ่นในหัวใจของลูกศิษย์เณรทุกรูปนะคะ ..บุญรักษาค่ะพี่แอมป์