พ่อครูบาสุทธินันท์ เคยเปรยกับผมเมื่อนานมาแล้วว่า –
การเขียนบันทึกในบล็อกทุก ๆ วัน จะช่วยให้เรื่องราวดี ๆ ในแต่ละวันไม่หล่นหายไปจากการประดับไว้ในโลกแห่งการเรียนรู้ใบนี้ ซึ่งผมก็เห็นพ้องกับที่ท่านได้กล่าวอ้าง แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่สามารถที่จะเขียนบันทึกได้ทุกวัน เรื่องราวดี ๆ ... และความงดงามของโลกและชีวิตหลายเรื่องที่ผมพบเจอจึงยังแน่นิ่งอยู่อย่างสมถะ และกู่เสียงอย่างสุภาพให้ผมหวนกลับไปเขียนถึงเรื่องเหล่านั้นบ้าง
ค่าย “ห้องสมุดนี้พี่ให้น้อง” ของชมรมยุวชนประชาธิปไตย เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ลอยเคว้งอยู่อย่างน่าเห็นใจ ซึ่งค่ายนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 – 18 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงเรียนบ้านโพธิ์มีหนองเม็กโนนสะอาด ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม และพื้นที่การจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นที่ตั้ง “ฟาร์ม” มหาวิทยาลัย กิจกรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นประหนึ่งการให้บริการต่อชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย และเป็นเสมือนการตอบแทนบุญคุณชุมชนที่ได้บริจาคที่ดินให้มหาวิทยาลัยได้แปลงสภาพเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของโครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์
กิจกรรมดังกล่าวนี้, กองกิจการนิสิต แทบจะไม่ได้เข้าไปมีบทบาทอะไรต่อกระบวนการของนิสิตนัก เพราะเชื่อว่านิสิตสามารถขับเคลื่อนได้อย่างไม่ยากเย็น กิจกรรมทั้งปวงนั้นเป็นวิถีที่นิสิตคุ้นชินและมีประสบการณ์มาแล้วอย่างโชกโชน ดังจะเห็นได้จากก่อนหน้านี้ชมรมดังกกล่าวก็ออกค่ายสร้างห้องสมุดมาแล้วเมื่อเดือนตุลาคมในพื้นที่ จ.เลย

ค่ายครั้งนี้, ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากบริษัท “เดอเบล” ในวงเงิน 54,000 บาท กิจกรรมหลัก ๆ ประกอบด้วยการปรับปรุงซ่อมแซมห้องสมุด ทำชั้นหนังสือ การซ่อมหนังสือที่ชำรุด การจัดห้องสมุด การทำสื่อการเรียนรู้ การทำโมเดลภาวะโลกร้อน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการเพื่อการพัฒนา EQ และ IQ ตลอดจนการมอบหนังสือชนิดใหม่แกะกล่องด้วยเช่นกัน
ขณะที่ผู้แทนบริษัทเดอเบลก็เดินทางมาร่วมกิจกรรมมากหน้าหลายตา พร้อมทั้งได้นำสิ่งของต่าง ๆ มามอบให้กับทางโรงเรียน อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เครื่องเล่นวีดีโอ – ดีวีดี เป็นต้น

............................................................
ค่ายครั้งนี้ ภาพรวมอาจคล้ายคลึงกับที่ผมนำเสนอเรื่องค่ายต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ค่ายนี้มีลักษณะบางอย่างที่ผมอยากกล่าวถึงก็คือ การไม่มุ่งไปสู่การเป็น “ค่ายสร้าง” ที่ใหญ่โต เป็นการทำค่ายผสมผสานระหว่าง “ค่ายสร้างและค่ายสอน”
การปรับแต่งห้องสมุดให้มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียน เพราะห้องเรียนมักติดยึดกรอบของการนั่ง ๆ นอน ๆ ฟังครูบรรยาย – , มองกระดานดำ, โต๊ะ หรือแม้แต่ผนังห้อง แต่ห้องสมุดจะเป็นศูนย์รวมแห่งโลกอันหลากเรื่องราว แม้นสามารถทำห้องสมุดได้อย่างมีชีวิต พร้อมด้วยสื่อและบรรยากาศอันรื่นรมย์ ผมเชื่อเหลือเกินว่า เด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยจะตบเท้าเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดอย่างมีความสุข

เกี่ยวกับเรื่องของสื่อการเรียนรู้นั้น ผมเคยได้พูดคุยกับนิสิตกลุ่มหนึ่งมาบ้างเหมือนกัน ผมพยายามชวนให้เขาขบคิดถึงประเด็นที่ว่า สื่อหรืออุปกรณ์การเรียนรู้อาจไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก ๆ เสมอไป แต่สภาพของการใช้งานนั้นถือว่าเป็นหัวใจหลัก เพราะถ้ามีอยู่อย่างรกรุงรัง และเสื่อมทรุดแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรนัก แถมยังจะกลายเป็นขยะในห้องสมุดไปเสียเปล่า ๆ รวมถึงจำนวนน้อยแต่หลากหลายมิติของการเรียนรู้และมีความทันสมัยสอดรับกับสภาพการณ์อันแท้จริงของการเรียนรู้ก็ถือเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม
ในทุกครั้งของการออกค่ายในทำนองนี้ ผมเคยได้แนะนำให้นิสิตได้ขอความอนุเคราะห์หนังสือทำมือของภาควิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน หรือแม้แต่นิทานอีสปไปมอบให้กับทางโรงเรียนด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นคือเครื่องมืออันสำคัญที่แฝงไปด้วยข้อคิดและจินตนาการ ...
ขณะเดียวกัน เมื่อได้รับหนังสือบริจาคมาแล้วก็ควรคัดแยกให้ได้สภาพพร้อมใช้งานให้มากที่สุด รวมถึงการคัดแยกหมวดหมู่เนื้อหาและซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด เสร็จแล้วค่อยนำไปมอบให้กับน้อง ๆ

โลกใบนี้ทุกคนเกิดมามีเกียรติภูมิของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม แต่ทันทีที่ชีวิตเริ่มเติบใหญ่โอกาสในบางเรื่องก็ดูจะขาดเขิน แหว่งวิ่น และแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน แต่ด้วยความเป็นมนุษย์นั่นเองกระมังที่ไม่เคยนิ่งดูดายชะตากรรมกันและกันอย่างเลือดเย็น จึงได้เกิดปรากฏการณ์แห่งการแบ่งปันกันอยู่อย่างไม่รู้จบ
ผมดีใจที่นิสิตจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่มากมายนัก ไม่เคยเย็นชาต่อชะตากรรมอันขาดเขินของน้องผู้ด้อยโอกาส และถ้ามีโอกาส ผมก็ยังจะยืนยันเป็นส่วนหนึ่งกับพันธกิจเหล่านี้สืบไป อย่างน้อยถ้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่นด้วยสิ่งของและเงินทอง แต่การให้กำลังใจต่อวิถีอันงดงามของพวกเขาก็เป็นสิ่งที่ผมไม่อาจละเลยไปได้ รวมถึงการเขียนบันทึกถึงเรื่องราวของพวกเขา ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ผมไม่อาจจะละเลย หรือเย็นชาได้อีกต่อไป
หากจะมีใครเปรียบเปรยอีกครั้งว่า หนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยคือดอกไม้ของมวลชน ผมก็ยังยืนยันว่าใช่ หากแต่อยากจะกล่าวซ้ำในอีกมิติว่า หนุ่มสาว คือ ดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่ในทุก ๆ ฤดูกาลของชีวิต
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
ขอชื่นชมกิจกรรมที่ทำครับ
นอกจากจะได้รูปธรรมที่เห็นแล้ว ผมเชื่อว่านามธรรมอีกหลายอย่างก็ได้มาอีกด้วย นามธรรมคือ ทุกคนได้หมด
มาชื่นชมกิจกรรมของนิสิต มมส ที่ทำเพื่อชุมชน และเด็กๆ ค่ะ … นิสิต มีกำลังใจในการจัดงานแม้กองกิจฯจะไม่ได้ให้เรี่ยวแรงแต่ก็ได้ให้แนวทาง กำลังใจ และการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง…ชม และเชียร์ค่ะ … ทำต่อไปให้ยั่งยืนค่ะ สู้ ๆๆ
เข้ามาซึมซับสิ่งดีๆ และพลอยยินดี อิ่มอกอิ่มใจ กับสิ่งดีๆ จากสายใยในคุณค่าของความเป็นมนุษย์...ที่จะสืบสานให้เกิดขึ้นต่อๆไปเป็นห่วงโซ่...ปลื้มค่ะ..
สวัสดีครับ...
ทุกวันนี้ยังคุยกับลูกชายคนโตเสมอว่า ... ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และพระเจ้าอยู่หัวก็เป็นที่เคารพรักของคนไทย
พร้อมทั้งบอกกับเขาว่า การตั้งใจเรียนและเป็นคนดี ก็ถือว่าเป็นการช่วยชาติเหมือนกัน...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ..น้องออต
สวัสดีครับ ป้าแดง
สวัสดีครับ นมินทร์ (นม.)
สวัสดีครับ พี่บางทราย
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับว่ากิจกรรมครั้งนี้มีหลายฝ่ายที่ได้ประโยชน์ไปพร้อม ๆ กัน นับตั้งแต่ผู้บริจาค, ชาวบ้านผู้รับ, สถานศึกษา - นักเรียน, และนิสิตที่ได้เรียนรู้วิถีของการให้บริการต่อชุมชน
และทั้งปวงนั้นก็เป็นดั่งที่พี่บางทรายกล่าวไว้ นั่นคือ ล้วน "อิ่มเอิบ" ไปตาม ๆ กัน ....
จะว่าไปแล้ว จะอาศัยการเรียนรู้ในวิชาเรียนอย่างเดียว เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นได้ยากพอสมควร กิจกรรมนิสิต จึงกลายมาเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งของการค้นหาความหมายของชีวิต รวมไปถึงการเติมเต็มให้ชีวิตได้เรียนรู้แง่งามที่บางครั้งอาจค้นไม่เจอเลยในห้องเรียนก็เป็นได้
นี่กระมังครับคือเสน่ห์อันเป็นมนต์ขลังที่ทำให้นิสิตนักศึกษาในทุกยุคสมัยไม่เคยละทิ้งการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพียงแต่จะมาก หรือน้อยครั้งก็ขึ้นอยู่กับบริบทต่าง ๆ เท่านั้นเอง
สำหรับผมแล้ว, กิจกรรมนิสิต คือ รสชาติชีวิตปัญญาชน ....
และวาทกรรมนี้ก็เป็นวาทกรรมที่ผมคิดขึ้นมาเอง
สวัสดีครับ...
กิจกรรมครั้งนี้ เราถอยออกมาสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ เพราะถือว่าที่ผ่านมาได้เตรียมความพร้อมให้เขาชัดเจนแล้ว และถอยออกมาเพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม, วันปิดค่าย กองกิจการนิสิตก็พาทีมงานลงไปร่วมเป็นเกียรติ หรือแม้แต่ให้กำลังใจแก่นิสิต ทั้งในระดับผู้อำนวยการ หัวหน้างาน รวมทั้งผู้แทนจากองค์การนิสิตและสภานิสิต ...
ผมชื่นชมความพากเพียรและความตั้งใจจริงของชมรมนี้มาก เฉลี่ยแล้วมีกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างน้อยเดือนละ 1 โครงการ เลยทีเดียว
สวัสดีครับ คุณแหวว...
ผมเชื่อมานานแล้วครับว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่อ่อนแออยู่มาก และภาวะที่เป็นเช่นนั้น ทำให้มนุษย์ต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร และบริบทของการเอื้ออาทรก็คือการแบ่งปันในมิติต่าง ๆ นั่นเอง
ในทางกิจกรรมนิสิตก็เช่นเดียวกัน การจัดกิจกรรมกับชุมชนในแต่ละครั้งก็เป็นเสมือนการเรียนรู้การแบ่งปันและการอยู่ร่วมกัน หากแต่เป็นการเรียนรู้ด้วยวิธีของการ "ปฏิบัติจริง" เป็นที่ตั้ง และเป็นกระบวนการของการเติมเต็มกันและกันอย่างปราศจากพรมแดนของความเป็นมนุษย์ ....
ผมมองว่า การทำกิจกรรมในกระบวนการการศึกษาที่มีรูปแบบเป็นค่ายในทำนองนี้ ถึงแม้จะไม่ยิ่งใหญ่ในเชิงมูลค่านัก แต่ผมก็ถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อให้เห็นอนาคตของการศึกษา ซึ่งนั่นหมายถึงการลงทุนให้คนเราได้มีอนาคตด้วยเช่นกัน
มากน้อยไม่สำคัญ ... ผมถือว่าการแบ่งปันเป็นความดีงามที่สุดแล้ว ส่วนผู้รับจะสามารถใช้ประโยชน์ให้เกิดกับตนเองได้มากหรือน้อยนั้น ก็คงต้องอาศัยต้นทุนที่มีในตัวตนของแต่ละคนด้วยเหมือนกัน
..............ขอบคุณครับ ..............................................
สวัสดีครับ...
ไม่ต้องเสียใจหรอกครับ ...ที่หวนกลับไปเป็นนิสิตในอดีตไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็กำลังศึกษาอยู่แล้วนะครับ... และสำคัญยังเป็นคนสาธารณะที่อาสาตนจัดกิจกรรมให้แต่ละที่อย่างสม่ำเสมอ....
ผมนับถือมากเลย...