Voice of Cynicism
บทความที่แล้วพูดเรื่อง Voice of Judgment หรือ เสียงแห่งการตัดสิน เป็นอุปสรรคเบื้องต้นในการที่เรารับรู้เรื่องราว ได้ประสบการณ์ การด่วนตัดสิน ทำให้เรา download เรื่องราวเก่าๆ สิ่งที่เราคิดว่าใช่ จากความทรงจำ สัญญาเดิม อุปาทานเดิม บางทีตั้งแต่คำแรกที่คนอื่นเอ่ยปาก หรือตั้งแต่พบเห็นหน้า สัญญาเก่านี้ work ได้หลายทิศทาง เช่น เพื่อนผมคนหนึ่งเป็น ผ.อ. รพ. แต่เดิมดุมาก (เดี๋ยวนี้น่ารักแล้ว) ใครๆก็กลัว เรียกว่าวันไหนหน้าตาไม่ดีเดินเข้า รพ.มา ลูกน้องก็จะส่งต่อๆกันเลยว่า "เฮ้ยๆ วันนี้ ผ.อ.ธาตุไฟแตก ไม่คอขาดบาดตาย อย่าไปพบแกเชียว" มีวันหนึ่ง "สัญญานอันตราย" แบบนี้ถูกส่งมาอีก (เช่นเคย) มีคนแอบเห็นผ.อ.เดินตึงตังเข้าห้อง หน้าตาบิดเบี้ยวเหยเก เหมือนแค้นคนทั้งตำบล ลูกน้องก็บอกต่อๆ พอดีมีคนนึงจะต้องเอางานมาเสนอ ก็เกิดวิปริตต่างๆ อาการปวดท้องปวดหัว คลื่นไส้ ในที่สุดใกล้เที่ยงแล้ว เรื่องต้องขออนุมัติ มันก็ต้องเข้าไปหา ผ.อ. เคาะประตูก๊อกๆ
"ใคร?" เสียงคำราม ห้วน สั้น ดังมาจากในห้อง
"หนะ หนะ หนู เองค่ะ" คนเคาะยืนบิดตัวอย่างทรมานหน้าห้อง
"เข้ามา"
ลูกน้องค่อยๆเดินทำตัวเล็กที่สุด แง้มประตูเล็กนิดเดียว แทรกตัวลีบเข้ามาแบบอมีบา ทีละระยางๆ มายืนตรงหน้า ผ.อ. ถามว่า "หมออารมณ์ดีรึยังคะ?"
"หือ?" ผ.อ.งง "ใครว่าผมอารมณ์ไม่ดี หา?"
"เขาลือมาแต่เช้าแล้วล่ะค่ะ ว่าวันนี้ ผ.อ. บ่จอย"
ผ.อ. นั่งนึก เอ... วันนี้ตูควรจะโกรธใครเรื่องอะไรรึเปล่าหว่า ก็จำไม่ได้ พอดี ลูกน้องเสริมขึ้นมา "เขาบอกว่าผ.อ.หน้าบูดเชียว เมื่อเช้านี้ค่ะ"
ก็จำได้ทันที ท่าน ผ.อ.ก็ชะโงกหน้ากระซิบบอก "อ๋อ... เมื่อเช้านี้ ผมปวดท้องน่ะ รถมันก็ติด เดินมาห้องน้ำแทบจะไม่ทัน หน้าตามันคงจะบอก ตอนนี้ โอ แล้วจ้ะ"
นี่ถ้า ผ.อ.แกไม่ได้เคยดุดัน ดุเดือด เป็นสัญญาเก่าของลูกน้องก็คงจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้
ในวงกลับก็เป็นไปได้เช่นกัน ผ.อ. (ท่านเดิม) กำลัง review ผลงานลูกน้อง ก็อ่านเจอของคนนึง ตานี่ขี้เกียจจริงๆ ทำอะไรก็ซุ่มซ่าม เกิดมีเรื่องมีราวบ่อย กำลังนั่งคิดๆว่าจะทำยังไงดีวะกับหมอนี่ ก็มีเสียงเคาะประตูก๊อกๆ เสียงเจ้าตัวคนที่กำลังคิดทึ้งคิดถึงอยู่ก็ดังมาทันที (แบบธรรมะจัดสรร) "ท่าน ผ.อ.ครับ ขออนุญาตครับ" มาแล้วๆ นึกในใจ มันเอาเรื่องมาให้กูอีกแล้วเช้านี้ "เอ้า เข้ามาได้"
ลุงก็เดินตัวงอๆเข้ามา มือกุมเป้า
"เอ้า นี่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรจะให้ผมอีกล่ะคราวนี้" ผ.อ.ถามไปอย่างไม่ได้คิด
"เอ่อ... เอ่อ..."
"เอ้า. มีอะไรก็ว่าไปสิ จะได้รีบทำ รีบแก้ เดี๋ยวผมจะไปประขุมแล้ว"
"เอ่อ... ลูกสาวจะแต่งงาน จะเอาการ์ดเชิญมาให้ท่านน่ะครับ" ลุงรีบวางซองการ์ด ยกมือไหว้ แล้วรีบถอยกรูดออกไปในพริบตา ทิ้งให้ ผ.อ. นั่งคอตก ปลงตัวเองอยู่คนเดียว ซวยล่ะตู สัญญาวิปลาสเล่นงานให้อีกแล้ว
การจัดการกับ voice of judgment ก็โดยการห้อยแขวน ไม่ด่วนตัดสิน สามารถรับรู้เรื่องราวอย่างที่เป็น การด่วนตัดสินนั้นคือ I in me คือการเอาตัวเราไปพัวพันหมายรู้กับประสบการณ์ใหม่ ใช้ร่องอารมณ์ เทปม้วนเก่า download ของเดิมมาแปล เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถปล่อยเรื่องใหม่เข้ามาได้ พิจารณาแบบภาววิสัย (objective) ก็จะกลายเป็น I in it เป็น stage of Open Mind
การด่วนตัดสินนั้นเกิดขึ้นฉับพลันทันที ดันการรับรู้ของเราพลั้วออกมาเลย ไม่เปิดโอกาสให้ความเป็นไปได้อื่นๆเกิดขึ้น แต่บางสถานการณ์ ขณะที่เราก็ไม่ได้ด่วนตัดสิน บางทีเราก็เกิดการลังเล และคลางแคลงอะไรบางอย่าง ไม่ได้เกิดในระดับ intellect แต่เป็นคลางแคลงที่แฝงมาลึกๆ บอกว่า เราอย่าไปเชื่อ อย่าไปยุ่ง อย่าไปฟัง อย่าไปร่วมสังฆกรรมด้วย เสียงแบบนี้คือ voice of cynicism หรือ เสียงแห่งความคลางแคลงใจ
Voice of Cynicism
เมื่อเราทำงานด้วย mode cynicism เราก็จะไม่สามารถที่จะนำสภาวะของเราไปสอดคล้อง สอดประสาน กับเรื่องที่เรามี cynicism นั้นๆได้ เป็นความรู้สึกแบบ "ไม่สามารถทำใจได้" ที่จะเชื่อ จะใกล้ชิด เราจะรักษาระยะห่างจากเรื่องบางเรื่อง โดยไม่สามารถอธิบายเหตุผล หรืออธิบายได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะ voice of cynicism นั้น พลังงานส่วนหนึ่งมาจาก "หัวใจ" หรือ "อารมณ์" ของเรานั่นเอง
ในขณะที่ voice of judgment เป็นการตัดสินโดยสัญญาเก่า จำได้หมายรู้เก่า voice of cynicism จะทำให้เราไม่สามารถจะเปิดใจได้
Voice of Cynicism เป็นอุปสรรคในการเข้าใจคนอื่น ไม่ใช่ในมิติของ intellectual แต่เป็นการเปิดรับความรู้สึกของคนอื่น เพราะอะไรบางอย่างที่เราไม่อยาก identify ด้วย ไม่เชื่อว่าเขาจะจริงใจ หรือทำเพราะหวังดี เป็นอะไรที่ฉุดรั้ง ไม่อนุญาตให้เรามีความไว้วางใจ ทำให้เราอยู่ใน mode protection หรือ mode ปกป้อง สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความไว้วางใจก็คือ ความคลางแคลงใจ ความไม่ไว้วางใจ สงสัย เป็นเสียงแห่งความหวาดระแวง
ในตัวอย่างทั้งสองตัวอย่างข้าวต้น เป็นส่วนผสมของ voice of judgment และ voice of cynicism นั่นคือ การด่วนตัดสิน กับ ความหวาดระแวง มีอคติ ไม่สามารถมองวาระของผู้อื่นได้ ลูกน้องไม่เห็นวาระที่นายกำลังทุกข์ (เพราะปวดท้่อง) เพราะดูแลวาระของตนเอง (กลัวถูกด่า) ก่อน แรงผลักจากความรู้สึกอคติ ดันการตัดสินออกมาอย่างรวดเร็ว ฟันธง ดังนั้น voice of cynicism บางทีก็เป็น "ตัวเร่ง" ให้คนตัดสินอะไรอย่างเร่งรีบ รวดเร็วมากขึ้น ในตัวอย่างที่สอง นายกำลังมีอคติต่อลูกน้องอยู่ก่อน เห็นวาระของตัวเอง (ที่ต้องถูกขอให้ช่วยเหลือ) ก่อน ก็ดันการตัดสินตูม ไม่เห็นวาระของลูกน้อง (ว่าเขาก็มีข่าวดีได้เหมือนกัน) การควบคุม voice of cynicism จะทำให้เราอยู่ในสภาวะ "เปิดใจ Open Heart" และเข้าสู่สภาวะ I in you ได้ นั้นคือ เราจะสามารถมองเรื่องราว และดูแลวาระของผู้อื่นได้
การดูแลเรื่องราว วาระของผู้อื่นนั้น เป็นหัวใจของการเป็นแพทย์ ในขณะที่ open mind จะเปิดโลกทรรศน์ของศาสตร์ต่างๆ ทำให้เรารู้รอบ รู้กว้าง รู้ลึกในวิชาการ แต่open heart นี่เอง ที่ทำให้ผู้ที่กำลังจะเป็นแพทย์ หรือแพทย์ พยาบาล สามารถเข้าถึง เข้าใจ ผู้กำลังตกทุกข์ได้ยาก ทรมานจากโรคภัยต่างๆ และเข้าไปช่วยเหลือดูแลในวาระของเขาได้อย่างแท้จริง
บางครั้งเราหลงเข้าใจผิดว่าเรากำลังดูแลวาระของเขา ปรากฏว่าที่เราเป็นห่วงมากกว่าคือ form ของเรา achievement ของเรา key performance indicator ก็เป็นของเรา triump เป็นของเรา ก็อาจจะทำให้เบี่ยงเบนไปจาก primary objectve แต่ดั้งเดิม เรื่องนี้อาจจะอธิบายปรากฏการณ์ที่ประเทศทางตะวันตก ชอบ ranking ชอบตัดสิน value จนกระทังมีเขียนในตำราว่า อุปสรรคที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบองค์รวมก็คือ การ burnout ของ staff ทั้งๆที่การดูแลช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อทำเต็มที่ตามความสามารถ ตามบริบทของเราเองแล้ว เราควรทีจะรู้สึกสุขใจ เปี่ยมพลัง แต่นี่เป็นเพราะมีการนำเอา performance มาตัดสินงานที่ใช้ heart ใช้หัวใจทำ แถม outcomes ยังไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเราเลย การเจ็บป่วย ตาย เป็นสิ่งที่ beyond control เมื่อถึงที่สุด เรื่องนี้เป็นอาการของคนที่เอา I in me ห้อยตามมาในเรื่องของ I in you ก็คือ ขณะที่เรากำลังทุ่มเททำเพื่อคนอื่น ปรากฏว่ามีวาระของเราห้อยติดไปด้วย แถมเป็นเรื่องใหญ่กว่า บดบังความรู้สึกดีๆ ความชื่นชมของคนที่เราเข้าไปช่วยเหลือไปอย่างน่าเสียดาย
เสียงแห่งความคลางแคลง เป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่เห็นมุมมองของผู้อื่น เราไม่สามารถจะรับคนอื่นเข้ามาในหัวใจของเราได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะไม่สามารถเข้าไปนั่งในหัวใจของเขาได้เหมือนกัน
การจัดการกับ Voice of Cynicism ทำให้เราสามารถ empathy ผู้อื่นได้ สามารถ อต.ตานํ อุปมํ กเร หรือ เอาใจเขามาใส่ใจเราได้
อ่านแล้ว work through หลายเรื่องในตัวเองครับ แถมยัง flash back ไปตอนที่ทำงานแล้วสรรหาอะไรมาวัดงานว่าเราทำงานดีจนลืมไปว่าเราช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อผู้ป่วยจริงๆ
คงต้องนึกถึงบทความนี้ทุกครั้งที่ทำงานเพื่อให้เกิด "สติ" ครับ