เมื่อวานนี้ไปดูวัฒนธรรมที่กองแบกับดินในวัดเก่าแก่ทางอีสาน เห็นกระบวนการครึ่งๆกลางๆแล้วใจหาย วัตถุโบราณที่สถาบันเกี่ยวข้องไปบูรณปฏิสังขรณ์ไว้ดีพอสมควร แต่การทำเฉพาะส่วนของวัตถุ ไม่ได้ดำเนินการบูรณะความรู้ให้ตัวบุคคลควบคู่ไปด้วย พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชน ขาดการสืบทอดความตระหนักทางด้านอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งล้ำค่าท้องถิ่นถูกมองเป็นของไร้ค่า ที่ไม่รู้ว่าจะอนุรักษ์ไปทำไม ใครใคร่ทำใคร่สร้างอะไรก็ยำใหญ่ใส่สารพัด กลายเป็นเรื่องหัวมงกุฏท้ายมังกร
ป่วยการที่จะมาพูดเรื่องไกลตัว คุณธรรมจริยธรรมในภาคทฤษฎี ถ้าผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆไม่รู้จักกำพืดของตนเอง รากเหง้าความดีงามที่เป็นมรดกตกทอด ทุกคนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มีความตระหนักที่จะรักษาคุณค่าถิ่นฐานของตน ถึงคนอื่นมาช่วยดูช่วยสังเคราะห์ก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว สิ่งปลูกสร้างที่ทำกันมาในชั้นหลัง จึงข้ามหัวข้ามหางวัฒนธรรมท้องถิ่นไปอย่างน่าเศร้า
เรากำลังบอกให้คนรักชาติบ้านเมือง ทะนุบำรุงพระศาสนา พวกคนแก่และยายชีก็ภาวนาทำบุญไปตามเรื่อง ใครพาทำพิธีกรรมอะไรทุ่มเททำไปตามๆกัน แต่ไม่มีดวงตาพอที่จะเห็นธรรม เห็นความถูกต้องความเหมาะสม เห็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดของคนหลายช่วง
ก้าวแรกที่เข้าวัด เห็นธงปักหน้าป้าย ทั้งธงชาติและธงสีเหลืองขาดกระรุ่งกระริ่งเหมือนเศษผ้าขี้ริ้ว ถ้าไม่เต็มใจหรือพอใจทำ ก็ไม่ทราบว่าเอาธงไปปักประจานทำไม ข้างอุโบสถ์ที่บูรณะไว้อย่างดี มีเสาโครงเหล็กตั้งติดลำโพงขวางหูขวางตา ธาตุใส่กระดูกบรรพบุรุษก็แห่กันไปตั้งล้อมอุโบสถ์ที่บุรณะไว้อย่างอุจาด เรื่องนี้บ่งชี้ว่า..พื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่ในระดับไหน สภาวัฒนธรรมจังหวัดบางแห่ง ไปสร้างอาคารสำนักงานใหญ่โต นั่งห้องแอร์แต่ไม่รู้ว่าตนเองมีหน้าที่ควรทำอะไร เข้าใจได้ไหมว่า วัดในแต่ละภูมิภาคมีคำตอบอะไรบ้าง
วัดภาคเหนือตื่นเช้าพระเณรเดินมาบิณฑบาตเหลืองอร่ามไปทั้งถนน เข้าไปดูวัดวาอาคารสถานที่จะเห็นการสร้างเสริมสวยงามเป็นระเบียบ บ่งบอกว่ามีการสืบทอดเชิงสร้างสรรค์ให้ดีขึ้นตามลำดับ สิ่งนี้สื่อความหมายถึงคุณภาพชีวิตจิตใจของผู้คน ที่สะท้อนความมั่งคั่งทางด้านความเป็นอยู่ จารีตประเพณี มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
วัดภาคกลาง สภาพโดยทั่วไปคล้ายกับภาคเหนือ มีวัดเกิดใหม่สร้างกันใหญ่โตอลังการมากมาย แข่งกันสร้างศรัทธาอย่างสะเด็ดสะเดา แต่วัดที่อยู่อย่างเจียมตัวเจียมใจก็ใช่ว่าไม่มี แต่คนมักไม่ชอบ มองเป็นวัดเงียบหงอยไม่ค่อยพัฒนา
- ท่านเศรษฐีไปบริจาคบุญ
- ถามว่าท่านอยากสร้างอะไร
- หลวงตาบอกว่า อาตมาอยากได้ความสงบ โยมมีบริจาคไหมละ
- เจอเข้าไม้นี้ อึ้งกิมกี่!!
วัดภาคใต้ ไม่มีข้อมูลเท่าที่ควร จะไปศึกษาก็เกรงลูกระเบิดผู้ที่ไม่ประสงค์ออกนาม รับทราบข่าวหดหู่เรื่องการเผาวัด เผามัสยิด พระสงฆ์องค์เจ้าเดือนร้อน ไปบิณฑบาตต้องมีทหารถือปืนอารักขา ..เคยไปวัดท่านพุทธทาสที่ไชยา และไปกราบไหว้พระมหาธาตุวรมหาวิหารที่นครศรีธรรมราช ก่อนหน้านี่ก็ฮือฮาเรื่องการปลุกเสกเหรียญจตุคามรามเทพระเบิดระบม ประจวบกับข่าวระเบิดรายวัน ทำให้ผู้คนแสวงหาของขลังป้องกันภัย บรรเทาความไหวหวั่นทางใจ มีผู้เมตตาได้รับมาหลายองค์ดีใจมาก จะห้อยคอโชว์เหมือนกัน แต่ราคาสร้อยก็ขึ้นเอาๆ จะเอาเชือกกล้วยมาฟั่นแทน ก็ดูไม่สมน้ำสมเนื้อ..มิบังอาจ จะเข้าทำนองไม่เชื่ออย่าลบลู่ เฮ้อ!! รู้จักแต่คนชื่อสร้อย จะเอามาแขวนก็ทำมิได้ อิอิ..
วัดทางอีสาน ถ้าดูภาพรวม วิถีชีวิตของคนอีสานจะประมวลไว้ในวัดนี่เอง มีลายแทงให้ถอดรหัสมากมาย ตั้งแต่โครงสร้างของวัด การก่อสร้าง ศิลปวัฒนธรรม บทบาททางสังคม ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวด้านการเรียนรู้และพัฒนา ร่องรอยภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ ที่สะท้อนออกในรูปแบบสไตล์อีสาน แม้แต่เรื่องหนังตะลุงที่ลงไปก่อนหน้านี้ ถ้าประมวลร่องรอยจากวัฒนธรรม
จะเห็นว่าพื้นฐานเดิมของอีสานนั้นดิ้นรนกระเสือกกระสน ไม่สามารถคิดค้นสร้างศิลปะอลังการได้ทัดเทียมกับพี่น้องภาคอื่น หมู่บ้านส่วนใหญ่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่ๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องปากท้อง เรื่องศิลปวัฒนธรรมจึงไม่วิริศมาหราเหมือนภาคอื่น ดูแต่ตัวพญานาค พระยาราชสีห์ ที่ปั้นไว้ทางเข้าอุโบสถ จะเป็นตัวป้อมๆตุ่นๆไม่ดูบรรเจิดแวววาวเหมือนของภาคอื่น เรื่องนี้ไม่ทราบเกี่ยวกันรึเปล่านะ
คิดดูสิเธอ ทำไมคนเหนือช่างงามแต๊ๆ..
อิอิ..วิ่งเข้ามาเพราะชื่อสร้อย..
วัฒนธรรมเป็นเรื่องซึมลึกนะคะ..ไปร่วมงานแบบอลังการงานสร้างมักจะได้แต่รูปแบบ ต้องไปใช้ชีวิตร่วมอยู่กินและลงมือทำด้วยเนืองๆถึงจะได้ความหมายที่ซ่อนอยู่...
ตอนนี้ดูแล้วมันขัดๆกันอย่างคือเราเรียนด้วยหลักสูตรที่มีฐานจากวัฒนธรรมตะวันตกคือมุ่งหาตัวตนของตนเองให้พบ ความสำเร็จเป็นเรื่องของบุคคล และสนับสนุนการกล้าแสดงออก จนลืมว่าพื้นฐานวัฒนธรรมไทยหรือฐานของตะวันออกจะหลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆ จะมองความสำเร็จของตนเองที่ความผาสุขของครอบครัวและการอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข ความต่างของจุดประสงค์ตรงนี้เลยทำให้เกิดช่องว่างที่กว้างออกเรื่อยๆ และหากันไม่ค่อยพบ
คนรุ่นหนึ่งจัดงานประเพณี หรือแม้แต่สร้างวัดจะต้องยิ่งใหญ่อลังการด้วยรูปแบบเป็นการ "ขายประเพณีเพื่อเอาใจตลาดแด-กด่วน" ขณะที่อีกรุ่นหนึ่งที่เคยซึมลึกกับวัฒนธรรมอย่างฝังในสายเลือดก็กำลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
พอจะมาฟื้นฟูวัฒนธรรม มันก็เลยอิหลักอิเหลื่อ จัดงานฟื้นฟูวัฒนธรรมก็เลยต้องไปเอาคุณป้าคุณยายมานั่งแคะขนมครก สานเข่งตระกร้าให้คนเข้าร่วมสัมมนาดู เพราะหาสัญญลักษณ์ที่จะอธิบายไม่ได้ พอจะบูรณะวัด ก็เลยมองเห็นแต่รูปแบบว่าที่โน้นที่นี้มีอะไรก็จะสร้างให้มีเหมือนเขา เพราะก็หาไม่เจอว่า ไปวัดไปทำอะไรกันเพื่ออะไรกัน ตลาดแด-กด่วนมันหล่อหลอมว่า ไปวัดคือหิ้วถังเหลืองถวายซอง รับพรแล้วก็กลับ....บางวัดก็เลยจัดธุระกิจน้ำมนต์ให้เลย...คือจัดพระนั่งให้พรรดน้ำมนต์ มีถังเหลืองขายเสร็จสรรพ์
ครูบาขา..เพราะท่านแท้ๆเชียวที่พาดพิง...เลยอดไม่ได้ต้องกระโดดมาพูดด้วยยาวเลย...อิอิ
อาจารย์สร้อย ถูกพาดพิง เด็งดึ๋งออกมากลางเวที ให้ความเห็นที่สุดยอดสุดจ๊าบมาก
สวัสดีครับท่านครูบาครับ
ท่านบางทรายครับ
บันทึกนี้ ถูกใจครับ
ผมเห็นเรื่องแบบนี้ มาเยอะแล้ว ครูบาฯ เขียนออกมาได้ สะใจ ดีครับ
คนไทยมากมาย ถูกอบรมมาแบบ ที่ อจ JJ ว่า คือ "รู้ลึก โง่กว้าง" ... จะมีสักกี่คน ที่เข้าใจ เรื่อง การรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น เก็บของเก่า ก็ต้องเก็บ ความดีงามเก่าๆด้วย
เราเป็นคนมือสอง เราไม่ให้ความสำคัญ ต่อ สิ่งที่มีผลต่อจิตใจ เราไม่ค่อยจะ sense เรื่องใจกันเท่าไรนัก
ผมชอบที่ครูบา ฯว่า เจ้าอาวาส ต้องการ บิณฑบาตรความสงบ
สวัสดีครับท่านครูบาครับ
---------------------------------------------------------
ครูบาคะ ที่พี่บางทรายพูดมาน่ะ ชัดมากๆ เลยเรื่องพิธีกรรมกับความเป็นวัฒนธรรมที่ผุกร่อน
อยากคิดบ้างเรื่องว่าทำอย่างไร อธิบายอย่างไร
ขอคิดจากมุมของผู้หญิงคนหนึ่งคือมองที่เรื่องราวชีวิตประจำวันนะคะและกิจกรรมจากในบ้านออกไปนะคะ
อย่างเรื่อง วัฒนธรรมพึ่งพาตัวเองที่เราบอกว่า เราใช้ฐานจากพุทธ คืออัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ..แต่เราสอนเด็กๆ ไปอีกแบบ ถามว่าปัจจุบันเด็กบ้านไหนบ้างที่ทำงานบ้านเอง ทำกับข้าวเอง น้อยมาก ด้วยเหตุผลต่างๆนานา ..(ส่วนใหญ่โทษเรื่องเรียนมากเรียนจนไม่มีเวลา) ขณะที่เด็กฝรั่งจำเป็นต้องทำได้ยังต้องห่อข้าวไปกินที่โรงเรียน คนทำงานแล้วก็ต้องห่อข้าวไปเอง ...พื้นฐานแบบนี้ต่อไปเราจะรักษาไม่อยู่ ...แม้แต่เรื่องปากท้องเราก็เอาไปฝากคนอื่นแล้วไงคะ ถามว่าเพราะเรารวยกว่าฝรั่งไหม ก็ไม่ใช่ เรายิ่งเป็นไปยิ่งจน จนแล้วยิ่งขวนขวายหาอะไรก็ได้ไปขายเขา ขายแบบไม่ต้องคิดล่ะว่า มันคือสมบัติชาติไหม ก็เพราะเราละเลยวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราเอง ไปมองวัฒนธรรมว่าคือพิธีกรรมไปหมดใช่ไหมคะ
วันก่อนดูรายการทีวี เห็นเด็กไปงานศพดาราชายท่านหนึ่ง นุ่งขาสั้นก็มีแต่งตัวรัดรูปก็มี...จนเจ้าภาพต้องประกาศไม่ให้เข้างาน...สิ่งที่เห็นกำลังสะท้อนถึงความไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแต่งตัวให้สุภาพให้เกียรติต่อผู้วายชนม์ ..เพราะมองไม่เห็นวัฒนธรรมของตัวเองไงคะ
ในมุมแบบผู้หญิงคนนี้คือ วัฒนธรรมต้องปฏิบัติค่ะ ต้องเริ่มจากตัวเองจากในบ้าน จากกิจกรรมประจำวัน ออกไป ต้องไม่คาดหวังว่าคนอื่นจะมารักษาวัฒนธรรมให้เราเลยค่ะ การปฏิบัติก็จะเป็นการอธิบายที่ดีที่สุดค่ะ
สวัสดีครับพ่อครูบา
นี่เป็นการสะท้อนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาได้ทางหนึ่งกระมัง ว่าเราพัฒนาการศึกษาจนกระทั่งทุกโรงเรียนเละเท่าเทียมกันหมด จากโรงเรียนดีมีชื่อเสียงใครก็อยากให้ลูกเข้าไปเรียนเพราะโรงเรียนนั้นดีมีแต่เด็กขยันเรียน มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มาวันนี้มีเด็กนักเรียนแต่งกายผิดระเบียบโรงเรียนเดินกันพล่าน ซอยผม ย้อมผม ผู้อำนวยการก็ไม่กล้าออกคำสั่งที่เคร่งครัดเพราะลูก ผ.อ.ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เราไม่ได้ปลุกฝังความสำคัญของรากเหง้าวัฒนธรรม เราปลูกฝังแต่ให้เอาตัวรอด การเอาตัวรอดได้ต้องแย่งชิง การแย่งชิงจะชนะต้องทำลายคู่แข่ง ผมมองอนาคตด้วยความวังเวง ครับ
ว่าจะไม่แล้วเชียว อดใจ บ่ ได้
ในวาระเป็นกรรมการเอกลักษณ์ของชาติอยู่ด้วย ภาคอิสานเราเก่าแก่ก่อนใครมานับพันปี ดูได้จากบ้านเชียง หนองคายก็พบวัตถุโบราณมากมาย เกิดก่อนกุมกามเชียงใหม่พันๆปี
ความรู้ที่พ่อพูดนั้นสำคัญยิ่ง ได้ประสบพบมากับตัววัดพระฝาง จ.อุตรดิตถ์เก่าแกโบราณตั้งแต่อาณาจักรสวรรคโลกและศรีสัชนาลัย เจดีย์เก่าแกชำรุดจะบูรณะ ผู้ใหญ่โตคนหนึ่งเอาแบบเจดีย์อันใหม่ที่วาดมาบอกว่าสร้างเพียงหนึ่งล้านบูณะต้องใช้ล้านสอง อย่างนี้ที่ว่าไม่มีปัญญา
อีกที่หนึ่งต่อสู้กันหนักหน่วงที่เชียงแสนพวกทุนนิยมต้องการสร้างเชียงแสนเป็นเมืองนิคมอุตสาหกรรม อีกพวกหนึ่งต้องการอนุรักษ์อาณาจักรโยนกนารถนครหิรัญเงินยางแห่งนี้เป็นเมืองมรดกโลก รัฐไทยก็จะให้เป็นอุตสาหกรรมให้ได้ ต้องการจะหาแต่มูลค่าจากที่ดิน ไม่ได้คิดถึงคุณค่าของเมืองโบราณที่ชาวตะวันตกโหยหากันยิ่งนัก
วันนี้มีเจ้าหน้าที่สำนักเอกลักษณ์มาถามว่าจะเขียนวิสัยทัศน์ว่าอย่างไรดี ได้บอกเขาไปว่าจะทำอะไรก็ทำเถิด แต่ให้คำนึงถึง "สร้างสรรค์ ฟื้นฟู อนุรักษ์ พัฒนา" อะไรดีมีค่าก็ให้ช่วยอนุรักษ์ไว้ ศึกษาดูรากเหง้าตนเองบรรพบุรุษสร้างไว้ดีๆมันหายไปก็นำมาฟื้นฟูกันใหม่ ขนบธรรมเนียมดีๆสูญหายไปมาแล้ว อะไรดีๆมีปัญญาก็ค้นหา สร้างสรรค์กันขึ้นมาใหม่ อะไรมันแย่ไม่ได้แลกันมานานก็ถึงกาลต้องพัฒนา
ผมเห็นด้วยว่าเมืองทางเชียงใหม่ทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมไปไกลส่งไม้ให้กลุ่มทุนนิยม แต่น่าดีใจไปมาเร็วๆนี้เริ่มงัดของดีออกมาฟื้นฟูมากมาย เช่นวัดโลกโมฬีที่มีอายุห้าร้อยปีของเชียงใหม่ ลุงเอกไปทำงานที่เชียงใหม่เมื่อ 35 ปีมาแล้ว(2515)จำได้ข้างเจดีย์ร้างนี้มีอาบอบนวด(ลุงปล่าวไปใช้บริการนะตอนนั้นหนุ่มแน่นไม่ค่อยปวดเมื่อยสักเท่าไร ฮิฮิ) เดี๋ยวนี้คณะสงฆ์ได้มอบให้เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพมาเป็นผู้นำการพัฒนาเมื่อปี 2544 มานี้เองจากเจดีย์ร้างเลยกลายเป็นวัดโมฬีขึ้นมา ช่างมีปัญญาดีแท้ๆชาวเจียงใหม่
เรื่องพระเจ้าเอาไว้แค่นี้ขืนพไปไม่ดี เดี๋ยวล่อพระอีกจะยุ่งหลวงพี่ครูบา ฮิฮิ