ผมยึดถือหลักที่อาจารย์สร้อยบอกว่า...ในหมู่ของพวกเรา..คุยกันได้ทุกเรื่อง ผิดก็ให้อภัย ใครรู้เรื่องไหนก็สอนกันได้ เศร้ามาก็มีคนฟัง อกหักก็มีอกให้ซบ...อยากหัวเราะก็มีคนเล่าเรื่องตลก..ขออนุญาตต่อขบวนอีกข้อหนึ่ง..ถูกถี-ลงเวทีก็มีคนอุ้มเข้ามุม อิอิ.. 

  

ผมจะไม่เอาเรื่องหนักๆมาลงบล็อกในวันเบาๆ แต่นานครั้งๆถ้าจำเป็นก็จะแวบเข้ามา ไปประชุมครานี้ มีประกายผุดพรายเรื่องที่จะเอานักศึกษามาพบปะกัน ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรมองข้ามก็คือการทำการบ้าน อาจารย์ควรแนะนำให้ลูกศิษย์เข้ามาอ่านในบล็อกของพวกเรา เขาจะได้มีข้อมูลมีจิตนาการใกล้เคียงกับความเป็นจริง จะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องมานั่งถามชีวประวัติกันอีก  

จะเดินขึ้นเวทีอยู่แล้ว พิธีการแจ๋มาเลย..พ่อค่ะ..ขอประวัติหน่อยคะ..บางทีตัดรำคาญรีบเขียนให้ บางโอกาสก็บอกว่า..ผมจะแนะนำตัวเองผ่านPowerpoint แต่ก็ไม่วายที่ความรู้สึกทางเสื่อมเผลอคิดในใจว่า..ไม่รู้ว่าข้อยเป็นไผ..แล้วไปเชิญมาทำไม.. เมื่อเร็วๆนี้ก็เจอ ..เรียนเชิญท่านครูบาศรีวิชัย..เฮ้อ!จะหัวเราะหรือร้องไห้มิบังควรทำทั้งสิ้น เล่นมาเอาครูบ้าไปเทียบอริยะสงฆ์ เดี๋ยวขี้กากก็กินหัว 7 ชั่วโคตร. ดังนั้นการที่ผมชวนท่านทั้งหลายเขียนเรื่อง เจ้าเป็นไผ ..ในหมู่เราใครถูกเชิญเป็นวิทยากร ก็เอาหนังสือนี้ขายให้ผู้ฟังเสียเลย จะได้มีเงินเข้ากองทุนG2K ของเราไงละจ๊ะ..

 ผมชอบเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ขายได้ก็ดี ขายไม่ได้เราก็ยกใส่รถเข็นขนกลับบ้าน อย่างน้อยก็ตอบตัวเองได้ว่า..ได้ไปขายมาแล้ว       ถูกโห่ฮาก็เคยโดนมาแล้ว ถูกปาด้วยสายตาก็เจอมาแล้ว จนมาถึงวันนี้จะเฉยๆมากเลย เมื่อเขาขอมาก็ไปทำหน้าที่มนุษย์ ก็เท่านั้น.. 

ลุงเอกสอนผมว่า..เขาจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา เราได้ทำหน้าที่ของเราก็ถือว่าจบแล้ว ถ้าเราไม่ไปต่างหาก ถือว่าทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์   บังเอิญว่าเรื่องมียาวพอประมาณ คงจะแบ่งได้หลายตอน และถ้าเราช่วยกันแก้ไขต่อเติมให้ความคิดเห็น ความรู้ให้สมบูรณ์จะเป็นการดีมาก เพียงแต่เสียนิดเดียว เวลากระชั้นเหลือเกิน ดังนั้นถ้าท่านจะกรุณาอ่านและให้ข้อแนะนำแบบรวบเร็วจะเป็นพระคุณมาก ยังมีเหลือเวลาส่งต้นฉบับให้เขาแปลเป็นภาษาอังกฤษประมาณ 48 ชั่วโมง นับแต่นี้ไปครับผม!! 

เอกสารประกอบการบรรยาย 

: ในวาระการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การ

  พัฒนาแบบภาคมีส่วนร่วม และมหาวิทยาลัย

: เรื่อง บทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาสังคม

: วันที่ 15 ธันวาคม 2550: เวลา 9.30 – 10.50 .

: ณ ห้องเพทาย ชั้น 14 โรงแรมวินเซอร์ สวีสส์ กรุงเทพฯ

: โดย คนแซ่เฮ

กราบเรียนท่านผู้มีเกียติที่เคารพ  

ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่สวรรค์มีตาช่วยให้ผมๆได้มาเล่าหมายเหตุประเทศไทยกับการเรียนรู้ในเวทีแห่งนี้ แต่ท่านที่เคารพครับ ใช่ว่าผมจะมีแต่เรื่องยินดี เรื่องยินไม่ดีก็มีครับ..ไม่ใช่เรื่องหูตึงครับ แต่สภาพการณ์ใกล้เคียงกันมาก คือผม-พูด-ฟัง-เขียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เลย   ดังนั้นท่านจึงได้ดูได้ฟังผ่านผู้แปลอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเรื่องตรงกับหัวข้อที่เราจะประชุมแบบนะจังงังเลยละครับ จากตัวอย่างที่มายืนประจักษ์ต่อหน้าท่านบนเวทีนี้แล้ว ..”คนที่ไม่รู้ภาษาต่างประเทศในยุคสมัยนี้ เปรียบเสมือนคนหูหนวกหูตึง ที่ภาษาบ้านบอกว่า..

ควายเป่าปี่ให้ควายฟัง

ผมนั้นอยู่ในประเภท แม่ขายควาย ส่งควายไปเรียน มันจะเหลือเรอะ ใช่ไหมละเธอ..อิอิ..