ถึงเวลาเปลี่ยนรถแล้ว สมาชิกที่นั่งรถตู้มาต้องมานั่งรถ 4WD กระบะเพราะเรากำลังจะปีนเขา สาวๆ สวยๆ อาสานั่งข้างหลัง โดยมีพ่อครูบาฯ ควบคุมให้อยู่ในระเบียบ เกรงว่าจะตกรถ ซึ่งก็กลายเป็นว่ารถกระแทกระทั้น ทำเอาพ่อครูบาฯ โดนทั้งเข่า และศอกของลูกสาวคนสวยไปตลอดทาง 

ระหว่างทางบนเขา เส้นทางเล็กมาก มีหล่มรอให้รถติด มีลานหิน มีป่า แล้วก็มีดอกไม้ป่าเป็นทุ่งเล็กๆ ระหว่างทาง...รถฉันวิ่งอยู่หลังสุด อยู่ๆ ก็เห็นคันหน้าจอด กลางป่า ซึ่งมีลานหินเล็กๆ เราก็สงสัยว่า “จะทานข้าวเที่ยงตรงนี้หรอ...” ใกล้เที่ยงแล้วเราเริ่มหิว 

สมาชิกที่ลงไปก่อนแล้วบอกว่า “เปล่า จอดรถถ่ายภาพดอกไม้”  ฉันรีบมองหาดอกไม้ แล้วฉันก็พบทุ่งดอกกระดุมป่า เป็นทุ่งเล็กๆๆ มีดอกกระดุมป่าสีขาว ละมีดอกไม้ชนิดอื่นๆ สีเหลือง สีม่วง สีแดง แซมเป็นหย่อมๆ แต่ละต้น แต่ละดอกเล็กมากๆๆ แต่สวยงาม น่ารักมากๆๆๆ.....กรี๊ดดดด... ฉันร้องกรี๊ดในใจ ...สวย... สวย ... แล้วฉันก็เริ่มตั้งกล้องที่ 12 ล้าน pixel กด ฉับ ๆ ๆ ๆ ๆ … แล้วก็ก้มๆ แทบจะติดลานหินเพื่อถ่ายภาพความงามแห่งดอกไม้ป่าออกมาให้ได้..... 

หลังจากถ่ายภาพกันจนอิ่มความสุขกันแล้ว ทุกคนขึ้นรถเดินทางต่อ ระหว่างทางฉันมองเห็นดอกไม้สีชมพูอมส้มสดสวย และมอง พร้อมกับบ่นว่า สวย สวย สวย จนน้องลือ สารถีของเราที่ใจดีทนไม่ไหว จอดรถให้ลงไปกดชัตเตอร์อีกรอบ ฉับ ฉับ  แล้วกองเชียร์สวยสาวที่กระบะท้ายก็ร้องบอกว่า ดอกโน่น ดอกนี้ และอย่าลืมดอกนั้นนะคะ...คิดดูซิเธอ สนุกแค่ไหน

ระหว่างทางเราพบเด็กๆ และพ่อใหญ่ไทโซ่ เดินมาตามทางมุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกับพวกเรา ถามดู บอกว่าจะไปวัดถ้ำน้ำริน จุดหมายเดียวกัน 

สักพักเราก็ไปถึงปลายสุดอีกด้านของเขาที่เราปีนไปกัน เหมือนสุดแผ่นดิน ณ ตรงนั้นจริงๆ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็จะเห็นบันใดทางเดินลงไปวัดถ้ำน้ำรินข้างล่าง เมื่อเราลงไป เราพบชง่อนผาที่ประหนึ่งเหมือนหลังคาบ้าน ที่ตรงนี้มีพระรูปหนึ่งท่านทักทาย และพวกเราก็เข้าไปกราบพระพุทธรูปและนมัสการท่าน พูดคุยได้สักพักท่านก็บอกให้พวกเราไปโรงครัว ซึ่งเดินต่อลงไปข้างล่างอีกนิดหนึ่ง เป็นโรงครัว คล้ายๆศาลาปูกระเบื้องสะอาดมากๆๆ (มีบางคนในกลุ่มเราบอกว่าน่ามานอนแถวนี้บ้าง สงบ สะอาด ธรรมชาติมาก) 

ทีมพ่อครัว มือครัว ลงมือสับมะละกอ สับไก่ทอด ทำส้มตำส่งสมาชิกผู้ร่วมเดินทางที่กำลังรับข้าวกล่องราดแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่น ส้มตำส่งขึ้นไปกี่ครั้ง ๆ ก็หมดเกลี้ยงในพริบตา (ฉันยังได้กลิ่นมะกอก รู้สึกถึงรสเปรี้ยว หอม เผ็ดนิดๆ ของส้มตำวันนั้นได้...อุ้ยย น้ำลายสอ) ...แค่คิดก็อร่อยแล้วใช่มั้ยล่ะเธอ

หลังจากอิ่มอร่อย เราก็เดินขึ้นมากราบลาหลวงพ่อ เพื่อเดินทางต่อไปยังสวนผักหวานป่าที่หมู่บ้านของชาวไทโซ่...หลายๆท่านเมื่อมาถึง ทึ่งมากกับต้นผักหวานป่า ที่สูงใหญ่ และมีการดูแลแบบเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ปล่อยให้มีเชื้อรา และใช้ไฟลน เพื่อกระตุ้นให้ผักหวานแตกยอด ซึ่งทำรายได้ต้นละหลายพันบาท (กิโลละ 2-3 ร้อยบาท) ...คิดดูซิเธอ

จากสวนผักหวานเราเดินทางมุ่งหน้ากลับไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเรียนรู้เรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์การเข้าป่า การต่อสู้ การปลดปล่อยจากสหายแห่งดงหลวงในค่ำคืนนี้...ฉันตื่นเต้นมาก...ตอนนี้เธอไม่คิดก็ได้นะ ฉันหมดแรงแล้ววว