จุดยืนเจ้าอยู่ตรงไหน

คำถามนี้ตอบง่ายมากครับ ตรงไหนก็ได้ที่มีคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ต ผมยืนได้ทั้งนั้นครับ

ส่วนสำหรับ "จุดยืน" ว่าผมจะยืนยันอยากอยู่อย่างไรนั้น คำตอบคือ ผมยืนยันว่าผมเป็น "ศิลปินที่ทำงานศิลปะด้วยการเขียนโปรแกรม" ครับ

จุดยืนของผมเช่นนี้ในตอนต้นอาจจะเข้าใจยาก เพราะไม่มีหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือวิทยาการสารสนเทศ ที่ไหนตั้งต้นด้วยการสอนคนให้เป็นศิลปิน

แต่ผมยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตีลังกายันได้ว่า การเขียนโปรแกรมนั้นแท้จริงแล้วคือการเขียน "กลอน" ดีๆ นี่เองครับ เราเขียนเพื่ออธิบายความให้กระชัดรัดกุมและซับซ้อนลึกซึ้งภายใต้ไวยกรณ์และฉันทลักษณ์ที่ชัดเจนแจ่มชัด เพื่อให้ผู้อ่านซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์และโปรแกรมเมอร์ด้วยกันเข้าใจและสามารถตีความแปลงเป็นความหมายเป็นการทำงานให้เกิดคุณค่าได้

นี่ละครับ ศิลปะของการเขียนโปรแกรม ซึ่งผมเชื่ออย่างยิ่งว่าควรจะมีการสอนในแง่มุมนี้ในห้องเรียนวิชาการเขียนโปรแกรมทั้งหลายด้วยครับ

ดังนั้นจุดยืนผมแจ่มชัด คือผมยืนอยู่ข้างๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ในฐานะเครื่องมือสร้างงานศิลปะครับ

เจ้ากำลังจะไปไหน

ผมไปเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ แต่ผมเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่แล้วนี่นา ดังนั้นหมายความว่าผมคงไม่ไปไหน แต่จะเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญขึ้นและสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีประโยชน์มากขึ้นครับ

การเขียนโปรแกรมเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง การเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เหมือนนักเขียน เหมือนช่างปั้น เหมือนจิตรกร เหมือนนักดนตรี เป็นโปรแกรมเมอร์แล้วก็ไม่มีตำแหน่งอื่นให้ไปไหนแล้วครับ

เจ้าต้องการอะไร

ในตอนนี้ผมรู้แล้วว่าโลกนี้ยังต้องการโปรแกรมดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคมมากมาย และเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่อดตายด้วยการเป็นโปรแกรมเมอร์อิสระสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ ต้องขอขอบคุณแนวคิด open source ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์มีเสรีภาพในการสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนแบ่งปันครับ

ผมต้องการสร้างโปรแกรมดีๆ ที่ทำแล้วผมมีความสุขใจที่ได้ทำและผู้ใช้ก็มีความสุขใจที่ได้ใช้ครับ

เจ้าจะทำอะไร

พวกเรากำลังพยายามสร้างองค์กรชื่อว่า UsableLabs เพื่อ "พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาสังคม" โดย UsableLabs จะสร้างสิ่งที่ "Open Source, Open Contents, and Open Services" ครับ

เราจะ "Open Source, Open Contents, and Open Services" เพื่อความสุขครับ สุขใจในการแบ่งปัน สุขใจในการได้ทำ สุขใจในการได้คิด สุขใจในการได้ทดลอง เพราะเรากำลังทดลองทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ครับ

ในตอนนี้องค์กรของเรามีด้วยกันสี่ชีวิต ดำเนินงานด้วยระบบ heart-2-heart โดยมีแต่สัญญาใจ เนื่องจากเราฉีกตำราการบริหารจัดการทุกอย่างทิ้งทั้งหมดแล้วใช้ "ใจ" เท่านั้นในการนำทางในการทำงานของเราครับ นี่เป็นการทดลอง เป็นการพิสูจน์ เพื่อจะได้ประกาศว่า "ใจ" รวมกันหลายๆ ใจ สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้สิ่งใดเลยครับ

ตอนนี้เรายังเปิดรับ "ใจ" ที่คล้ายคลึงกันมาช่วยกันสร้างสรรค์ครับ ที่ UsableLabs เรายังเปิดรับทีมงานตำแหน่ง "ศิลปิน" ไม่จำกัดจำนวนครับ

ทำไมต้องเฮฮา

ผมเคย "หดหู่" ครับ แล้วเรียนรู้ว่าความหดหู่ไม่ได้นำพาสิ่งใดมาให้ชีวิตเลย ความหดหู่เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะเราจะไม่รู้ตัว เราจะเพลิดเพลินหลงไปกับอำนาจมืดของความหดหู่นั้น ความหดหู่ลวงตาหลอกตาเราด้วยซ้ำว่าเป็นความสุข เพื่อให้เราแสวงหาความหดหู่นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีที่สิ้นสุดจนกัดกินตัวตนของเราให้ผุกร่อน เหลือแต่กรอบ เหลือแต่โครงบางๆ ที่กว่าเราจะรู้ตัวโครงนั้นก็ร่วนซุยสายเกินไปที่จะแก้ไขแล้ว

ผมไม่ชอบความ "หดหู่" แบบที่ผมเคยเห็นและเคยเจอมา ผมเลยต้อง "เฮฮา" ครับ