เชื่อลึก ๆ ว่าบริการที่ทั้งดี (Goodness) และเป็นธรรม (Fairness) จะเป็นบริการที่พึงประสงค์ (Diserable) ของประชาชนมากกว่าเพียงอย่างใด อย่างหนึ่งเท่านั้น

     ต้องทั้งดี (Goodness) และเป็นธรรม (Fairness) เป็นการพูดถึงความสมดุล ของการพัฒนาโดยเฉพาะที่จะนำไปในบันทึกนี้คงหนีไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องบริการสาธารณสุข อย่างไรที่เรียกว่าดี และอย่างไรที่เรียกว่าเป็นธรรม ซึ่งแท้ที่จริงย่อมมีนิยามความหมายที่แตกต่าง ผมคงไม่กล่าวถึงไปทั้งหมด แต่จะกล่าวในประเด็นที่เป็น “ดี” และ “เป็นธรรม” ในสายตาชาวบ้านมากกว่า เอาง่าย ๆ อย่างที่พยายามพัฒนาคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐาน จนเป็นที่พึงพอใจของชาวบ้าน น่าจะเรียกว่า “ดี” ส่วน “เป็นธรรม” คือพอหยวน ๆ(ถัว)กันได้ อะไรที่ควรจะต้องได้ก็ต้องได้ตามความจำเป็นที่เกิดขึ้นจริง ๆ

     ที่อยากนำเสนอเพราะจะเห็นว่าทั้ง 2 ส่วนที่กล่าวข้างต้น ภาพความจริงในปัจจุบันของระบบบริการสาธารณสุขในประเทศของเรา ยังขึ้นอยู่กับตัวผู้จัดบริการเองเสียเป็นส่วนใหญ่ คนกลางยังทำหน้าที่ได้ไม่ชัดเจนนัก ไม่ว่าจะเป็น สปสช. ประกันสังคม หรือกรมบัญญชีกลาง หรือหากได้ดำเนินการอยู่แล้วก็ยังพบเห็นความบิดเบี้ยว ไม่มีสมดุลของบริการที่ดี (Goodness) และเป็นธรรม (Fairness) ชัดเจนนัก ทั้งนี้เพราะมีความเกี่ยวข้องกับทรัพยากรสาธารณสุขอันมีอย่างขาดแคลน (Scarcity) อย่างชัดเจน ทีนี้เมื่อได้ทุ่มเททรัพยากรลงไปข้างใด ข้างหนึ่งแล้วก็จะเสียสมดุลทันที กล่าวคืออีกด้านหนึ่งก็จะถูกลดความสำคัญลง ดังนั้นการทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาจึงต้องพิจารณาในส่วนนี้ด้วย

     ลองมาดูตัวอย่างที่พอจะทำให้เห็นภาพชัด ๆ ครับ เช่น โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งหมดต่อปี 20 ล้านบาท หากนำงบประมาณนั้นมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการโดยเร่งดำเนินการให้ผ่านตามมาตรฐานภายในปีเดียว งบประมาณทั้งหมดถูกเจียดเพื่อการนี้ในสัดส่วนที่มากพอสมควรเพื่อให้ทันกับเงื่อนเวลาที่กำหนดขึ้นมาผูกมัดตัวเองเกินไป ก็ต้องไปบดบังเอาจากสิทธิประโยชน์อันพึงได้ของชาวบ้าน เป็นผลให้ไม่ได้รับตามที่ต้องได้ ก็จะทำให้สูญเสียคามเป็นธรรมไป หรือกลับกันหากคำนึงถึงความเป็นธรรมที่ชาวบ้านต้องได้รับแล้วเลยเถิดไปถึงที่ “ควรได้รับ” ก็เป็น”ต้องได้รับ” ซึ่งข้ามพ้นความเป็นธรรมไปอีก งบประมาณก็เหลือไม่เพียงพอในการใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ ก็เสียสมดุลอีก

     ที่นำเสนอมาก็เพียงจะชี้ว่าการพัฒนาคุณภาพเพื่อให้เกิดบริการที่ดีและบริการที่เป็นธรรมก็ต้องอาศัยเงื่อนเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ด้วย โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณที่ได้มาเพราะจะพูดกันไปแล้วส่วนใหญ่ไม่สามารถกำหนดวงเงินนั้นได้เอง สิ่งที่กำหนดได้จึงเป็นเงื่อนเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ก็เพื่อความสมดุลของบริการทั้งดี (Goodness) และเป็นธรรม (Fairness) โดยไม่มีใครเดือดร้อน และขอยืนยันว่าไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาคุณภาพบริการ โดยส่วนตัวเห็นด้วยมาก แต่ไม่อยากเห็นภาพของการละเลยความเป็นธรรม เพียงเพื่อที่จะทำทุกอย่างให้ผ่านการรับรองโดยเร็วเท่านั้น เชื่อลึก ๆ ว่าบริการที่ทั้งดี (Goodness) และเป็นธรรม (Fairness) จะเป็นบริการที่พึงประสงค์ (Diserable) ของประชาชนมากกว่าเพียงอย่างใด อย่างหนึ่งเท่านั้น