คร่าวคือบทประพันธ์อมตะในวิถีชีวิตของคนล้านนา

"  คร่าว "     อ่านออกเสียงว่า  "ค่าว"   ไม่มีเสียงอักษรควบกล้ำเพราะวิธีการเขียนหรืออักขระวิธีอักษรล้านนาจะเขียนรูปแบบต่างๆ  แต่เมื่ออ่านออกเสียงอาจเปล่งเสียงออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง  ซึ่งหากจะนำมากล่าวในที่นี้ก็คงเสียเวลามากพอดู  เอาเป็นว่า  ตัวอักษร  คร  ออกเสียงเป็นเสียง   ค   ตัวเดียวก็แล้วกัน คล้ายกับอักษร   ปร  อ่านออกเสียงว่า  ผะ     นั่นเอง

คร่าว     เป็นคำประพันธ์ที่ชาวล้านนาทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีโดยเฉพาะสมัยก่อน  บ่าวสาว(หนุ่มสาว) ได้ใช้คร่าว  เป็นบทเกี้ยวพาราสีกันและกันจนมีคำพูดทั่วไปว่า " อู้เป๋นค่าวเป๋นเคือ"   (พูดเป็นคำคล้องจอง)

ลักษณะของคร่าว คือคำประพันธ์ที่ใช้แต่ง  พรรณา  บรรยาย  บันทึก ฯลฯ.คล้ายกับบทกลอนแปดของชาวไทยภาคกลาง  ที่ท่านสุนทรภู่ได้ใช้แต่งเรื่องพระอภัยมณี  เป็นต้น   ส่วนล้านนาก็มีบทประพันธ์ที่ใช้คำคร่าวมาแต่ง  เช่น  คร่าวธรรมเรื่อหงส์หิน    คร่าวของพระยาพรหมโวหาร  ผู้เป็นกวีเอกของล้านนาไทย และบทประพันธ์คร่าวของท่านที่ถือเป็นแม่บทได้แก่   บทมโนเนือง  ซึ่งผู้คนท่องจำและใช้เป็นแม่บทในการแต่งคร่าว   ดังนี้

          "  มโนเนือง  จี๋เหลืองเหี่ยวม้วย     เปสเปียงดั่งกล้วยบ่มไว้ในขุม

แดนแต่น้อง    แม่บัวจี๋จุ๋ม                        เจ้าหัวคำซุม   ทอดทุมละข้า

ระเวเหหน   เพสคนเมาบ้า                               เพื่อตั๋วนายมาทิ้งละ

              ซ้ำได้ยินเขา    เล่าถ้อยวาทะ               ไขบอกหื้อหลายราย

อยู่มาชุมื้อ  พร่ำคือตั๋วต๋าย                   อยู่เหนือดินดาย  สะล่างบ่หล้อน

เกิดเป๋นคน ได้ทรงทุกข์ข้อน               ก็ป๋างคราวคราถ้านี้ .."

   คร่าวทั้งสองบทดังกล่าว  เป็นแม่บทที่ดีและถูกต้องตามตำราคร่าวสมัยใหม่เพราะถือว่ามีคำที่คล้องจอง และมีบทอย่างชัดเจน

  ที่จริงคำว่าคร่าวสมัยก่อนๆมาไม่ได้เคร่งครัดกับรูปแบบมากนัก เพียงแต่กล่าวว่าการแต่งคร่าวจะต้องมีคำคล้องจองกันโดยมีหลักง่ายๆว่า " สามตั๋วเหลี่ยว   เจ็ดตั๋วเตียว "  หมายความว่า ขึ้นต้นด้วยคำสามหรือสี่คำ แล้วเหลียววกกลับไปใช้คำสัมผัสคำลังเช่น    มโนเนือง   จี๋เหลืองเหี่ยวม้วย  คำว่า  เหลือง  กลับไปสัมผัสคล้องจองกับ  เนือง   เป็นต้น จึงได้กล่าวเป็นแม่บทว่า   สามตั๋วเหลียว

ส่วนคำว่าเจ็ดตั๋วเตียวหมายความว่า    ให้เขียนเนื้อความต่อไปอีกประมาณเจ็ดหรือแปดคำ เช่น   ...เปสเปียงดั่งกล้วยบ่มไว้ในขุม...เป็นต้น

ลักษณะคร่าวจะถือเอาเนื้อหาเป็นหลักในการแบ่งลักษณะคร่าวที่นิยมกันมีประมาณ  3  แบบ ได้แก่คร่าวก้อม   คร่าวกล๋างและคร่าวยาว

คร่าวก้อมคือเนื้อหาสั้นๆแต่ได้ใจความเช่น  พระยาพรหมบรรยายถึงนกจี๋แจ๊บว่า "นกจี๋แจ๊บ  สะแล้บบินหนี   ที่อยู่มันมี   ที่โก๋นไม้แห้ง...."

   แปลเอาความว่า" นกกางเขน บินแฉลบหนีไป  หาที่อยู่ของมันที่โพรงไม้แห้ง "

ส่วนคร่าวกล๋างคือมีเนื้อหาไม่ยาวเกิดนไปนักอาจมีประมาณสองสามวรรคเช่น

  " ปี้น้องผิดกั๋น   เหมือนพร้าฟันน้ำ       อย่าก๋ำผูกหมั้นตือเวร

เป้อะเปิอกนั้น  น้ำหากปาเป๋น        เอาน้ำใสเย็นซ่วยเป้อะจึ่งเสี้ยง

จ๋าเตียมไปเหมือนเหล้กขี้เหมี้ยง  แต๋มว่าฝนแล้วตึงมี

       ขอเจ้าน้องฮัก  จุ่งอดขันตี๋      แป๋งใจ๋ดีเหมือนน้ำตังห้า

ฮ้ายเสียก่อน  จ้างดีปายหน้า      ก็หุมมีมา  ป่าล้า

อย่าถือไผดี   อย่าตือไผจ๊า  จ้างเป๋นเมฆฝ้า      ปามัว

ก้อยอยู่ต๋ามน้ำ   ทำไปต๋ามตั๋ว  น้ำเปียงใด  ดอกบัวเปียงอั้น..

                           (จากคร่าวพระยาพรหมมาโวหาร  ล้านนา)

แปลเอาความว่า " พี่น้องผิดใจกันเหมือนดั่งมีดพร้าฟันลงผืนน้ำ  อย่าถือผูกเวรกันและกัน  โคลนตมที่มาเปื้อนตัวเราเป็นเพราะน้ำพามาติดเปรอะเปื้อน   ต้องเอาน้ำที่ใสเย็นนั่นแหละมาล้างโคลนนั้นออกไปให้หมดใส     หากว่าไปแล้วเหมือนเหล็กที่มีแต่สนิม  แม้จะฝนเอาสนิมออกไปแล้วมันก็ยังมีสนิมกลับมาติดอีก

          ขอให้ตัวเจ้าน้องรัก จงอดทนมีขันติ   ทำใจให้ดีเหมือดั่งแม่น้ำทั้งห้า   หากมีร้ายก่อนมักจะดีในภายหน้า  ก็เกิดมีมาบ่อยๆมากมายนัก   อย่าไปถือใครว่าเป็นคนดี  อย่าไปถือว่าใครเป็นบ้าไม่ดี     มักทำให้เสมือนหนึ่งกลุ่มเมฆหมอกแห่งความทุกข์  ความขุ่นมัวฝ้าฟางมาบดบังสายตาให้มืดบอด   ค่อยอยู่ไปตามครรลองของน้ำ(ชีวิต)  ทำไปตามสภาพของตนเองที่มีอยู่   เสมือนเป็นบัวลอยอยู่ระดับผิวน้ำที่มีอยู่ "...

ส่วนคร่าวยาว  มักเป็นคร่าวที่แต่งเป็นวรรณกรรม โดยมากเป็นคร่าวธรรม  ขอยกตัวอย่างคร่าวหงส์หินตอนที่พระกุมารน้อยขี่หงส์ไปตามหาพระเจ้าย่า  ดังนี้

".....ส่วนยนต์หงส์   ก็พาหน่อไท้              เข้าป่ากว้างดงไพร

จุต้นฮ่ำฮ้องตระเหว่าตระไหน                  จับกิ่งใบสาขาหยาดถ้อย

ฤดูเกือนหก  คิมหาเป่งป้อย               พระพายจอยกิ่งไม้

หล่นใบเขียว  ละเฮียวกิ่งไว้       เหลืองเหี่ยวแห้งปันปวง

รดูดอกแงะเปาบานจี๋หลวง    โป่งใบปวง  อูนออนดอกสร้อย

ซะแล่งหอมไกล๋  ต๋ายเหินห่านถ้อย     ต๋ามปงจำน้ำค้าง

คะมอกจี๋เหลือง  เอื้องเงินเอิ้องจ๊าง      รสทั่วข้างดงรี

นกคู่นก  ทิชาปักขี                แบ้วบ่างนางนี   วอกวุยไต่เต้น

ไล่เลยกั๋น   ป๋าวเฟือยวิ่งเหล้น      เห็นดงลายด่างพร้อย

แฮดจ๊างเสือสิงห์ กระทิงใหญ่น้อย  ละมั่งสู้ฟานแดง

เหมราชฤทธิ์  ราชสีห์แฝง ล่านเภาะงัวแดงเสือสีห์จุ๊หน้า........

 นอกจากนี้  ยังแบ่งคร่าวออกตามลักษณะเนื้อหาที่กล่าวพรรณา

เช่น  คร่าวธรรมคำสอน คติเตือนใจ เช่น

 "คนใหญ่แล้ว  บ่ถ้ามาสอน  จ้งหีดแมงจอน   ไผสอนมันเต้น"แปลเอาความว่า คนเป็นผู้ใหญ่กันแล้วไม่ต้องมาสอนหรอก เหมือนดั่งตัวจ้งหรีดแมงกระชอน  มีใครบ้างที่สอนมันเต้น 

   คร่าวฮ่ำ(พรรณา)เช่น   " แสนโศกตุ๊กลำบากหัวใจ๋  แสนสุดอาลัยหาแม่นางเจ้า" แปลเอาความว่า  แสนโศกทุกข์ในหัวใจ  สุดแสนอาลัยหาตัวน้องเจ้ายิ่งนัก...

ตามที่กล่าวมา  หากสังเกตแล้วจะพบว่า  คร่าวของชาวล้านนานั้น  นอกจากมีสัมผัสหรือคล้องจองกันแล้ว  ต้องมีเสียงสูงต่ำอยู่ด้วย  จึงถือว่าเป็นคร่าวที่ไพเราะ  เพราะคำพูดของชาวล้านนามีลักษณะเสียงสูงต่ำโดยเฉพาะเสียง    โท-ตรี- จัตวา  ต้องมีสลับกันไป

ข้อด้อยของการแต่งคร่าวคือมีแต่สัมผัสคล้องจอง  แต่ไม่มีเสียงสูงต่ำตามวรรณยุกต์พื้นฐานของคำพูดชาวล้านนา  จึงทำให้ขาดอรรถรส  ดังนั้น  หากท่านต้องการจะแต่งคร่าว  ลองแต่งตามบทนำที่ได้ยกตัวอย่าง  .....มโนเนือง..... ของบรมครูคร่าวพระยาพรหมโวหารข้างต้น  เชื่อว่าไม่นานนักบางท่านอาจเป็นกวีเอกคนใหม่ของล้านนา..เอาใจช่วยครับ

อย่างไรก็ตาม  คร่าว คือลักษณะคำประพันธ์ที่เป็นที่นิยมของชาวล้านนามาช้านาน บ่งบอกถึงความมีอารยะธรรมที่บรรพบุรุษชาวล้านนาได้ใช้ผะหญาปัญญาสร้างสรรค์เป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน....