เราๆ ท่านๆ อาจจะตกอกตกใจเมื่อได้รับผลการตรวจสุขภาพมาว่า โคเลสเตอรอลสูง คนผอมๆ เดินออกกำลังกายเป็นประจำ และวิ่งบ่อยอย่างผู้เขียนก็เคยมีโคเลสเตอรอลสูงถึงประมาณ 225 มก./ดล.
หลังจากทำการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด ทำให้ทราบว่า ช่วงที่ผู้เขียนมีโคเลสเตอรอลสูงเป็นช่วงที่กิน “ชิ้นปิ้ง” หรือหมูปิ้งแบบทางเหนือมากไปหน่อย
![]()
หมูปิ้งแบบนี้เป็นยอดอาหารอันตราย เพราะเนื้อหมูเองก็มีโคเลสเตอรอล...
คนขายจะปะพรมเนื้อหมูด้วยน้ำมันหมูซึ่งมีไขมันอิ่มตัวสูงจนเยิ้ม หลังจากนั้นจะย่างให้ไหม้เกรียม ควันคละคลุ้งไปทั่ว น้ำมันหมูจะหยดลงบนเตา เพิ่มควันให้มากขึ้นอีก
![]()
โคเลสเตอรอลของผู้เขียนลดลงไปอยู่ในระดับที่พอใช้ได้หลังจากเลิกกินหมูปิ้งได้ไม่นาน วันนี้เรามีข้อคิดจากอาจารย์หลายๆ ท่านมาฝากครับ...
ความรู้พื้นฐาน:
เรื่องแรกที่ควรทราบคือ โคเลสเตอรอลส่วนใหญ่(ประมาณ 70 %) สร้างขึ้นที่ตับ ส่วนน้อย(ประมาณ 30 %)มาจากอาหาร
เรื่องที่สองที่ควรทราบคือ โคเลสเตอรอลแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ฝ่ายดีกับฝ่ายร้ายคล้ายๆ กับเรื่องอื่นๆ ในโลกที่จะต้องมีพระเอกกับผู้ร้ายคู่กัน
![]()
โคเลสเตอรอลชนิดดี (high density lipoprotein / HDL) ทำหน้าที่คล้ายรถเก็บขยะ คอยเก็บคราบไขมันออกจากเส้นเลือด ส่วนโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (low density lipoprotien / LDL) ทำหน้าที่คล้ายรถทิ้งขยะ คอยทิ้งคราบไขมันไว้ตามผนังเส้นเลือด
เจ้า HDL กับ LDL นี่ทำงานแข่งกันทุกวัน ฝ่ายหนึ่ง (HDL) ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี เก็บขยะ(ทำความสะอาดเส้นเลือด) อีกฝ่ายหนึ่ง (LDL) ตั้งหน้าตั้งตาทำความชั่ว ทิ้งขยะ(ทิ้งคราบไขมัน ทำให้เส้นเลือดอุดตัน)
![]()
เจ้า HDL กับ LDL นี่ไม่มีใครเห็นใจใครคล้ายๆ กับพรรครัฐบาลย่อมไม่เห็นใจฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายค้านย่อมไม่เห็นใจฝ่ายรัฐบาล ใครชนะใครแพ้ค่อยว่ากันวันหลัง
ไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันปาล์ม กะทิ ไขมันสัตว์ ฯลฯ และไขมันทรานส์ เช่น ครีมเทียม(คอฟฟี่เมต) เนยเทียมที่ผสมในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่หรือขนมปัง ฯลฯ ทำให้โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) เพิ่มขึ้น
![]()
ไขมันทรานส์เกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจน ทำให้น้ำมันที่เดิมใส และไม่ละลายน้ำแปรรูป กลายเป็นน้ำมันที่ขุ่นข้น และละลายน้ำได้ดีขึ้น
กระบวนการนี้จะทำให้ไขมันอิ่มตัวเพิ่มขึ้น และไขมันทรานส์เพิ่มขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ครีมเทียม(คอฟฟี่เมต)
![]()
ไขมันธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นไขมันซิส (cis) เมื่อผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน หรือความร้อน เช่น การใช้น้ำมันทอดซ้ำซาก การใช้น้ำมันทอดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ฯลฯ ไขมันส่วนหนึ่งจะแปรรูปเป็นไขมันทรานส์ (trans)
ถ้าถามว่า ไขมันทรานส์ต่างจากไขมันซิสอย่างไร ขอให้ลองดูภาพของท่านในกระจก ภาพที่ได้จะคล้ายคนเดิม แต่ไม่เหมือน เพราะภาพที่ได้จะกลับซ้าย-ขวา
![]()
ไขมันทรานส์มีสภาพกลับซ้าย-ขวาในระดับโมเลกุล คนเราบางคนก็มีสภาพคล้ายๆ กับไขมันทรานส์เหมือนกัน คนทั่วไปมีหัวใจอยู่ทางซ้าย คนบางคนกลับมีหัวใจอยู่ทางขวา
ครีมเทียม(คอฟฟี่เมต)ชนิดเติมในเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ ฯลฯ ส่วนใหญ่มีน้ำตาลประมาณครึ่งหนึ่ง และมีไขมันแปรรูป คอฟฟี่เมต(ถ้ามากไป)จึงไม่ดีทั้งกับคนที่เป็นเบาหวาน และคนที่มีโคเลสเตอรอลสูง
![]()
การกินไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์มากเกินทำให้ระดับโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นมากกว่าการกินโคเลสเตอรอลในอาหารมากเกิน เนื่องจากไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์เพิ่มการสร้างโคเลสเตอรอลที่ตับ
ไขมันในเลือดอีกชนิดหนึ่งมีส่วนสนับสนุนทำให้เส้นเลือดอุดตันเหมือนกัน แต่น้อยหน่อย เปรียบคล้ายกับคนเลวที่เลวน้อยหน่อยก็ว่าได้ ไขมันนี้คือ “ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride)”
![]()
อาหารมัน(ไขมัน)มากเกิน หวาน(น้ำตาล)มากเกิน และเหล้า(แอลกอฮอล์)ทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น
ถึงตรงนี้... ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า เราคงจะปรับเปลี่ยนชีวิตไม่ได้ อย่าดูถูกตัวเองว่า เราทำไม่ได้ เราทำไม่ได้ คนเรามีศักยภาพในการทำดีมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ควรลองปรับเปลี่ยนดูก่อน
![]()
ผลของการควบคุมอาหารและปรับวิถีชีวิตมักจะให้ผลช้าหน่อย โดยทั่วไปมักจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ถ้าทำจนเป็นนิสัยแล้ว ผลที่ได้มักจะยั่งยืน
ถ้าปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีชีวิตแล้วยังได้ผลไม่ดี ถึงตรงนี้แพทย์หรือบุคลากรสุขภาพที่ดูแลท่านอาจจะแนะนำให้ใช้ยาร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดต่อไป
![]()
กินอยู่อย่างไรดี:
(1). เลือกน้ำมัน:
ไม่ควรใช้น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม กะทิ น้ำมันหมู(มีทั้งไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอล) ฯลฯ
ควรใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ฯลฯ พอประมาณ(ค่อนไปทางน้อย)
![]()
การใช้น้ำมันพืชมากเกินอาจทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง และโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) เพิ่มขึ้น
(2). กินข้าวกล้อง:
ข้าวกล้องมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวขาวมาก โดยเฉพาะโปรตีน วิตะมินบีรวม เส้นใย(ไฟเบอร์) เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants)
เส้นใยที่ละลายน้ำได้ในข้าวกล้อง ผัก และผลไม้ช่วยดูดซับโคเลสเตอรอลในน้ำดี และขับออกไปทางอุจจาระ ข้าวที่มีเส้นใยชนิดละลายน้ำมากหน่อยคือ ข้าวโอ๊ต
(3). อย่ากินเนื้อแดงมากเกิน:
โคเลสเตอรอลมีเฉพาะในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากพืชไม่มีโคเลสเตอรอล เนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดง เช่น หมู วัว ควาย ฯลฯ มีไขมันอิ่มตัวปนอยู่สูง
แม้แต่เนื้อไม่ติดมันก็ยังมีไขมัน(ที่มองไม่เห็น)แทรกอยู่มาก จึงควรกินเนื้อแดงให้น้อยลง ไม่ควรกินเกินสัปดาห์ละ 3 มื้อๆ ละประมาณ 90 กรัม หรือประมาณ 1 ฝ่ามือ
(4). ลอกหนังสัตว์ปีก:
ถ้ากล่าวเป็นสำนวนโหดให้จำง่ายคงต้องกล่าวว่า “ถลกหนังมันออก” สัตว์ปีก เช่น ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ มีไขมันน้อยกว่าเนื้อแดง ไขมันสัตว์ปีกมีมากที่หนัง
การลอกหนังออกก่อนปรุงอาหารลดไขมันได้ดีกว่าลอกหนังออกหลังปรุงอาหาร เนื่องจากไขมันบางส่วนละซึมซาบออกมาจากหนังในช่วงการปรุงอาหาร
(5). กินปลา:
ปลามีไขมันน้อยกว่าเนื้อสัตว์บก ปลาทะเลมีไขมันที่ดีกับเส้นเลือดมาก ควรกินปลาทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
(6). กินโปรตีนพืช:
โปรตีนจากพืชมีไขมันต่ำ และไม่มีโคเลสเตอรอล ควรใช้โปรตีนพืชแทนเนื้อแดงและสัตว์ปีกฺอย่างน้อย 50%
การกินโปรตีนพืชให้ได้ผลดีที่สุดเมื่อกินพืชผักหลายๆ อย่างในมื้อเดียวกัน วิธีที่ดีคือ การกินข้าวกล้อง ถั่ว งา ผัก และผลไม้รวมกัน 5 อย่างขึ้นไปในมื้อเดียวกัน และกินปลาทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
![]()
ควรกินเมล็ดพืช เช่น ฟักทอง ฯลฯ พอประมาณ เมล็ดพืชให้สารอาหารหลายอย่าง เช่น เมล็ดฟักทองมีธาตุสังกะสีสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ฯลฯ เมล็ดพืชมีน้ำมันชนิดดี ซึ่งให้ผลดีที่สุดถ้ากินแต่น้อย
(7). ลดอาหารทะเล:
อาหารทะเลที่ไม่ใช่ปลาและปลิงทะเล ส่วนใหญ่มีไขมันต่ำ แต่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น หอย กุ้ง ปู ปลาหมึก ฯลฯ จึงควรกินอาหารทะเลแต่น้อย และไม่ควรกินบ่อยเกิน กินสาหร่ายทะเลพอประมาณ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์จากพืช ไม่มีโคเลสเตอรอล และมีคุณค่าทางอาหารสูง
(8). ลดเครื่องใน ไข่แดง:
เครื่องใน สมอง และอัณฑะสัตว์มีโคเลสเตอรอลสูง อาหารเหล่านี้ไม่ควรกินเลย ไข่แดงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงและมีโคเลสเตอรอลสูง จึงควรกินไข่แดงไม่เกินวันละ ½ ฟอง
ไข่ขาวไม่มีโคเลสเตอรอล ถ้าชอบกินไข่ เช่น ไข่เจียวให้ใช้ไข่ขาวมากหน่อย ไข่แดงน้อยหน่อย ฯลฯ
(9). กินผักมากหน่อย:
ผักมีเกลือแร่ วิตะมิน และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ผักมีไขมันต่ำมาก(เกือบเท่ากับ 0) การกินผักให้มากขึ้นช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้ไม่อ้วนง่าย
(10). ลดน้ำตาล:
ควรกินน้ำตาลให้น้อยลง โดยเฉพาะน้ำตาลในเครื่องดื่ม ขนม เบเกอรี่ นม และของหวาน น้ำตาลทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น ควรหัดดื่มน้ำเปล่าหรือชาไม่ใส่น้ำตาลแทนเครื่องดื่มเติมน้ำตาล เช่น น้ำอัดลมใส่น้ำตาล ชาเขียวใส่น้ำตาล ฯลฯ
(11). ไม่กินผลไม้มากเกิน:
ไม่ควรกินผลไม้มากเกิน น้ำตาลผลไม้อาจเพิ่มระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวาน
วันไหนกินหนักไปหน่อย(กินน้ำตาลมาก) ให้เดินชดเชยเพิ่มขึ้นประมาณ 15-30 นาทีติดต่อกันสัก 3-5 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้เพิ่มขึ้น
(12). ระวังนม:
นมจืดที่ไหนก็ไม่ “จืด” จริง นมจืดมีน้ำตาลนม(แลคโทส)ประมาณ 4.5 % น้ำตาลนมเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้
ไม่ควรกินนมและผลิตภัณฑ์นม ยกเว้นแพทย์หรือบุคลากรสุขภาพที่ดูแลท่านจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ท่านที่ไม่กินนมควรกินผักใบเขียว งา(โดยเฉพาะงาดำ) หรือยาเม็ดแคลเซียม เพื่อเสริมแคลเซียม
(13). เลิกเหล้า:
เหล้า(แอลกอฮอล์)ทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ทำลายสมอง ทำให้เสี่ยงต่อโรคตับอักเสบ ตับแข็ง ตับอ่อนอักเสบ หัวใจอักเสบ และภาวะ “เลือดหยุดไหลเฉียบพลัน” เช่น เมาแล้วขับไปชนท้ายสิบล้อ ฯลฯ จึงควรเลิกเหล้า
(14). เลิกบุหรี่:
บุหรี่ทำลายผนังเส้นเลือดได้โดยตรง ทำให้เส้นเลือดที่แย่จากโคเลสเตอรอลสูงอยู่แล้วทรุดโทรมหนัก จึงควรเลิกบุหรี่
การเลิกบุหรี่ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกมีแนวโน้มจะได้ผลดีกว่าการเลิกแบบหักดิบ
![]()
ปัจจุบันมียาบรรเทาอาการขาดบุหรี่ และมีสารทดแทนนิโคติน เช่น แผ่นปะเพื่อลดอาการโหยหามาร(บุหรี่) ฯลฯ
(15). ออกกำลัง:
การออกกำลังกายและใช้แรงในชีวิตประจำวันมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความดันเลือด และเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
(16). ควบคุมน้ำหนัก:
โรคอ้วนมีส่วนทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันเลือดสูง และเบาหวาน จึงควรควบคุมน้ำหนักด้วยอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้แรงในชีวิตประจำวันควบคู่กันไป
(17). เช็คความดันและเบาหวาน:
ควรเช็คน้ำหนัก ความดันเลือด และเบาหวานเป็นประจำ เพราะโรคอ้วน ความดันเลือดสูง และเบาหวานมักจะมาพร้อมกันเป็นชุดๆ แบบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หรือพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก
การตรวจเช็คเป็นประจำช่วยให้ตรวจพบและควบคุมโรค(ถ้ามี)ได้แต่เนิ่นๆ
(18). ลดความเครียด:
ความเครียดส่งผลร้ายต่อโคเลสเตอรอลและเส้นเลือด ควรหาทางลดความเครียดเท่าที่จะทำได้ เช่น ออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ฝึกชี่กง ฝึกสมาธิ ฝึกคลายกล้ามเนื้อ ฯลฯ
(19). ให้กำลังใจ:
ญี่ปุ่นมีคำกล่าวที่ควรนำมาเป็นข้อคิดคือ “เจ็บป่วยเล็กน้อย อายุยืน” ซึ่งน่าจะหมายถึงคนที่เจ็บป่วยเล็กน้อยแล้วดูแลตนเองดีกว่าคนทั่วไป ทำให้สุขภาพโดยรวมพลิกกลับ จากร้ายกลายเป็นดี
ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีกำลังใจ ฝ่าฝันโรคภัยเล็กๆ น้อยๆ นี้ให้ได้ จะได้มีชีวิตไว้ทำอะไรดีๆ อีกหลายอย่างครับ...
แหล่งข้อมูล:
- ขอขอบคุณ > อาจารย์ นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ ([email protected]). โคเลสเตอรอล. หมอชาวบ้าน (www.doctor.or.th & [email protected]). พิมพ์ครั้งที่ 2. 2548. หน้า 61.
- ขอขอบคุณ > เบาหวาน: เชื่อถูก เชื่อผิด. ศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์ (โทร. 0-2671-7777 หรือ [email protected], www.theptarin.com). หน้า 13-14.
- ขอขอบคุณ > Cholesterol eating tips. > http://www.intelihealth.com/IH/ihtIH/EMIHC277/24479/51517/152213.html?d=dmtContent > January 29, 2006.
- ขอขอบคุณ > Lifestyle changes. > http://www.intelihealth.com/IH/ihtIH/EMIHC277/24479/51517/152227.html?d=dmtContent > January 29, 2006.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > ๓๐ มกราคม ๒๕๔๙.
ขอบคุณอาจารย์ มากนะคะ ในคำแนะนำของท่านอาจารย์ อาจารย์เปรียบเทียบความแตกต่างสิ่งดีกับไม่ดีได้ชัดเจนมากทีเดียวค่ะ จะติดตามขอเสนอแนะที่มีประโยชน์ของอาจารย์ตลอดไปอย่างเหนียวแน่นเชียวค่ะ / สุวรรณา
เป็นความรู้ที่เข้าใจง่ายจริง ๆ ขอบคุณครับคุณหมอ
แล้วโรคแพ้ภูมิตนเอง(แอสแอลอี)ดูแลสุขภาพอย่างไรครับ?
ขอขอบพระคุณอาจารย์ลุงและท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ขั้นแรก...
วิธีป้องกันโรคติดเชื้อ...
หลีกเลี่ยง...
ล้างมือ...
ระวัง...
ถ้านับถือพระพุทธศาสนา...
http://www.wattamaoh.com/home/download.php
ถ้านับถือพระพุทธศาสนา...
ฝึกหายใจ...
เรียนเสนอให้อ่าน...
ขอให้อาจารย์และท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี มีแรง มีกำลังไว้ทำอะไรดีๆ ไปนานๆ ครับ...
ขอขอบคุณมากครับ
ขอขอบพระคุณอาจารย์ลุง และท่านผู้อ่านทุกท่าน