เรียนเทคนิกการเป็นแพทย์กันตอนไหน?
อะไรกัน? มี "เทคนิก" การเป็นแพทย์ด้วยหรือนี่ อาจจะมีคนถามทันทีที่เห็นหัวข้อ มีสิครับ เพียงแต่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เราก็จะเกิดการเรียนรู้ไปตลอดเวลา ขณะที่เราคิดว่าไม่ได้เรียนอะไร ตอนนั้นอาจจะเป็นช่วงที่สมอง ร่างกาย และจิตใจของเรากำลังเรียนรู้ อย่างมากที่สุดก็เป็นได้
ยกตัวอย่าง นักเรียนแพทย์มาราวน์ (ดูคนไข้บนหอผู้ป่วย) ตอนวันหยุด เห็นพี่แพทย์แต่งตัวตามสบาย ไม่ได้ใส่เต็มที่ก็เลยสนใจ จะเอาบ้าง เพราะไหนๆ ราวน์เสร็จจะไปเที่ยวต่อ ทีนี้นิยาม หรือคำจำกัดความของคำว่า "ตามสบาย" มันไม่ได้มีการกำหนดไว้ตายตัว ก็จะเริ่มมีปัญหาตามมา เพราะมันอาจจะมีตั้งแต่ใส่เสื้อยืดคอกลม กางเกงขาก๊วย ลางรองเท้าแตะหนีบ จนไปถึงตามสบายของบางท่านอาจจะไปกาลาดินเนอร์ตามโรงแรมได้สบายๆ
นักเรียนแพทย์แ่ละคนก็จะได้ exercise judgement ของตนเองกันล่ะ ว่าอย่างไหนพอดิบพอดี บางทีก็จะใช้วิธีทดสอบจากความรู้สึกของอาจารย์ ใส่ๆไปเดินหมุนๆ แถวๆหน้าอาจารย์ ดูสิท่านทำหน้าอย่างไร มีความเห็นกับเรามากน้อยแค่ไหน ดุ หรือ ไม่ดุ ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้เป็นการทดสอบการควร/ไม่ควรที่ตรงไปตรงมา แต่เป็นการทดสอบความอดทน ความเอาใจใส่ และจิตวิญญาณความเป็นครูของอาจารย์อีกด้วย บางท่านอาจจะมีประสบการณ์ตรงเรื่องการแนะนำนักเรียน (สมัยนี้) ที่เหมือนฝันร้ายกลางวันแทรกๆ ถูกเด็กถอนหงอก (โดยเด็กไม่รู้ตัว) ด้วยภาษาที่เราเองก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ว่ามันรำพึงรำพันอะไรของมัน เด็กแต่ละคนก็จะได้ model ที่อาจารย์ยอมรับ (สรุปเอาเอง) ไป และแตกต่างกัน
นี่แหละคือการเรียนแบบไม่รู้ตัว
พวกเราเรียนรู้ตลอดเวลาเลยนะครับ นั่นไงเห็นอาจารย์ยกเท้าขึ้นมาตะกายข้างเตียงคนไข้ นี่แหลว่าทำได้ สมองก็จดบันทึกๆไป นั่นไงเห็นอาจารย์ดุคนไข้ อืม... เท่ห์ดีๆ บันทึกๆ นั่นไงเห็นอาจารย์อัดพี่แพทย์ใช้ทุนลงไปกองเลย มันจริงๆ ("อัด" เป็นสำนวนแพทยศาสตรศึกษาฉบับข้างเตียงครับ แปลว่า "การสอนโดยบีบคั้นความไม่รู้ของนักเรียนให้แสดงออกในที่สาธารณะ อาจจะประกอบความบันเทิงของผู้ชม แต่ไม่ใช่ของคนที่กำลังเป็นเป้า") บางคนถึงกับปวารณาตัวอยากเรียนวิชานั้น วิชานี้ต่อ ด้วยความสมาร์ท ความเท่ห์ ตอนที่พวกหมอๆเขา "อัด" กันนี่แหละ ที่จริงถ้าจะเปรียบเทียบก็คือการแสดง territory ว่า "ที่นี่ถิ่นใคร" ของคนที่เรียกตนเองว่าปัญญาชน ซึ่งบางครั้งบางคนก็ทำได้เนียน ได้น่ารัก พอดิบพอดี แต่บางคนก็ทำให้บน ward เหมือนป่าดงดิบไปได้เหมือนกัน
แหล่งความรู้ที่สำคัญที่สุดของนักเรียนแพทย์คือ "คนไข้" นั่นเป็นโจทย์ของจริง ที่สำคัญและเป็นคลังความรู้มหาศาล ตรงนี้ก็แปลกเหมือนกัน ผมเคยพาเด็ก (นักเรียนแพทย์... ซึงก็ไม่เด็กแล้ว เป็นเพราะเราชอบเรียกเขาว่าเด็กรึเปล่า? ที่ทำให้บางที นักเรียนแพทย์บางคนทำตัวเหมือนเด็กๆ จนจบก็มี!! ) ไปราวน์ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรม โยนคำถามไปว่า "เอ้า น้องลองไปหาคำตอบมาสิว่า อาการอะไรเป็นอาการสำคัญของมะเร็งตับอ่อน" เพราะตอนนั้นมีคนไข้เป็นโรคนี้มา admitted รพ.หลายคน เด็ก (อีกแล้ว!!) ก็แตกกระจายไปในพริบตา เราก็อมยิ้มนึกว่าเขาจะไปถามไถ่คนไข้ หาว่าอยู่เตียงไหนๆ ปรากฏว่ากลุ่มนี้ไปหยิบ textbook มาเปิด บางคนไปเข้า internet บางคนก็ไม่เปิด lecture note ของตนเอง แต่ไม่มีสักคนเดียวที่เดินไปหาคนไข้ แล้วถามว่ามาด้วยอาการอะไร
ตรงนี้บางคนก็อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่บางทีมันเป็นแค่ tip of the iceberg เราเรียน "การแพทย์เชิงประจักษ์ (evidence-based medicine)" (ซึ่งผมเองก็อยู่ในทีมสอนด้วย) บอกว่าเดี๋ยวนี้ การแพทย์เชิงประจักษ์ได้มาตรฐานที่สุด หมอพูดอะไรวางอยู่บนการศึกษาค้นคว้าวิจัย มีการแบ่งขั้น "ความน่าเชื่อถือ" ของวารสาร บทความทางการแพทย์ เป็นเกรด หนึ่ง เกรดสอง เกรดสาม เกรดที่ดีที่สุดก็เป็นการศึกษาที่มี sample size ใหญ่ๆ มีการสุ่ม เช่น meta-analysis ของ randomized-control trials หลายๆงานวิจัย ประสบการณ์ตรงของหมอหนึ่งคนก็ถูกจัดเป็นอันดับห้า เพราะมันมีทั้งหมด 5 เกรด ถ้ามี 6 เกรด เขาก็คงจะให้ไปอยู่ลำดับ 6
ก็ไม่ได้ต้องการจะโต้แย้งอะไร คนไข้ที่หมอแต่ละคนเจอ ไม่สามารถจะ represent โรคนี้ทั้งหมดได้ อันนี้เป็นความรู้ทางสถิติเบื้องต้นธรรมดาๆ เราโยนเหรียญออกหัวติดกัน 5 ครั้ง เราไม่สามารถสรปว่า การโยนเหรียญ จะออกด้านหัวเป็นส่วนใหญ่ได้ แต่การสื่อสารเรื่องแบบนี้ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะเด้กที่กำลังเรียนรู้ เขาจะมีแนวโน้มที่จะ generalize สิ่งที่เรียน ออกไปนอกบริบท และอาจจะทำให้เกิดผลตาม ในที่นี้ก็คือ การ degrade personal experience ทั้งของตนเอง และของคนไข้
ถ้าสิ่งที่นักเรียนอาจจะค้นหาจากคนไข้ได้ ถูกอาจารย์หรือพี่แพทย์บอกว่า มันใช้ได้เหมือนกัน แต่คุณค่าไม่แม่นยำ ไม่มาก เด็กก็จะรู้สึกว่าแล้วจะไปเอาจากตรงนั้นทำไม แต่สิ่งที่นักเรียนจะได้จาก "ประสบการณ์ตรง" ของตนเอง ขณะปฏิบัติหน้าที่นั้น ไม่ได้เป็นแค่เฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับโรคเท่านั้น แต่เป็น relationship ที่นักเรียนกำลังไปสร้างกับคนไข้และญาติ ความสัมพันธ์ที่กำลังสร้างนี้เองเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการก่อเกิดความไว้วางใจ ในการก่อเกิด trust ที่จะเป็นรากฐานสำหรับสิ่งต่อๆไปที่กำลังจะเกิด ระหว่างหมอคนนี้กับคนไข้รายนี้
ดังนั้นในขณะนี้ power of representative ของประสบการณ์ตรงของหมอ อาจจะเป็นลำดับสุดท้าย ในเชิงความน่าเชื่อถือทางสถิติ แต่กลับเป็นลำดับแรกสุด ในการสร้าง professionalism ให้แก่นักเรียน เพราะถ้าเด็กไม่สามารถ ซึมซับคุณค่าของประสบการณ์ตรง ที่สร้างได้จากการมีความสัมพันธ์กับคนไข้ "ความเป็นแพทย์" จะมาจากที่ใด จาก textbook จาก internet นั้น ไม่มีอะไรที่จะสอน "bedside manner" ได้
ภาพยนต์ UBC เรื่องหนึ่ง ชื่อ HOUSE เป็นเรื่องของหมอที่ "โคตรเก่ง" แต่มีกิริยาข้างเตียงที่เลวร้ายมากๆ เป็นหนังอเมริกัน ในขณะที่ผมชมเชยคนสร้างมา สามารถเอา clinical details มาเสริมสร้างบุคลิกตัวเอก คือ Dr House นี้ได้ดีมากๆ สามารถจำ และสังเกตพบเห็น clinical evidence เล็กๆน้อยๆของคนไข้ ทำให้สามารถให้การวินิจฉัยโรคที่ยากๆได้สำเร็จทุกตอน แต่ผมเกรงว่า อีกด้านหนึ่งเขากำลังสื่อว่า bedside manner ไม่ได้มีความสำคัญมาก ไม่ได้อยู่ใน characters ของพระเอกเลย คนที่ชื่นชมพระเอก ก็เป็นคนที่โรคภัยไข้เจ็บหายไปได้ แต่ในชีวิตจริง เราไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้อย่างมหัศจรรย์เหมือนในภาพยนต์ และ value ของวิชาชีพนั้น อยู่ที่ทำไมเราจึงทำหน้าที่นี้อยู่ แม้ว่าในกรณีที่หมอทราบดีว่า จะไม่มี glory ของ "รักษาหาย" ในรายนั้นๆ แต่เราก็ยังเดินทางบนวิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ของคนไข้ได้ต่อไป
เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปทำ workshop ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เจ้าหน้าที่ PCU และอาสาสมัคร กับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นวิสัยทัศน์ที่ผมชื่นชมคนจัดมากๆ ที่พยายามหาวิธีใหม่ๆ ดีๆ มาเพื่อช่วยเหลือคนไข้ในรูปแบบต่างๆให้มากที่สุด รายละเอียดอาจจะหาอ่านได้จาก link และบทวิจารณ์ที่ผมคัดมาลงใน gotoknow ทั้งสองภาค (ภาค 1 , ภาค 2 ) ที่ผมประทับใจมากก็ืคือ พลังสภาวะของพ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่มานั้น ช่างเหลือเฟือ ความเอ็นดูลูกหลาน ที่มาเป็นอาสาสมัคร มาช่วยดูแลนั้น ออกมาทั้งสีหน้า วาจา และท่าทาง ได้อย่างมากมาย ดูไปดูมา บางทีผมก็ดูไม่ออกว่าใครเป็นฝ่ายคนไข้ ใครเป็นฝ่ายไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะวัดจากพลังงานที่เหลือเฟือที่จะเผื่อแผ่แก่คนรอบข้าง ซึ่งตามปกติ เป็นหมอ เป็นพยาบาล หน้าที่หลักเราคือ "แบ่งปันพลังงานชีวิต" เอาไปให้คนที่เขาขาดแคลนและต้องการ แต่ที่ผมเห็น พลังงานจากจิตอาสาก็ดี พลังงานความรักในชุมชนก็ดี มันสับสนปนเปไปหมดเลย เป็นบรรยากาศที่หาได้ยากใน รพ. ที่เคยพบ
ผมนึกย้อนไป เคยโยนคำถามไปให้นักเรียนแพทย์ "น้องรู้ไหม น้องจบปีหก ในอีกไม่กี่ปีนี้ จบปุ๊บ น้องอาจจะต้องไปแนะนำคุณลุง คุณป้า เจ้าอาวาสอายุ 80 พรรษา ว่าท่านเหล่านั้นควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร น้องได้เตรียมตัวยังไง?" ซึ่งก็ได้ผลครับ แต่ละคนก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก อำ้อึ้ง ยิ้มอายๆบ้าง ยิ้มแหยๆบ้าง ผมก็เลยแย็บต่อ "ผมขอให้เครื่องมือไปสองชิ้น ถ้าไม่รู้จะทำยังไง ชิ้นแรก ขอให้เรียนไปเยอะๆก่อน สามปีชั้นคลินิก น้องจะ expose ชีวิต ได้มากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่คนทั่วๆไปจะได้เห็น จะได้สัมผัส ถ้าน้องตั้งใจ น้องจะมีประสบการณ์ชีวิตของคนหลายร้อยคน ติดตัวไปก่อนจะจบ จดจำมาแนะนำคนอื่นๆได้"
"ส่วนชิ้นที่สองก็คือ บางทีน้องไม่จำเป็นต้องเป็นคนสอนก็ได้ครับ เราเป็นนักเรียนก็ได้ ไปขอเรียนชีวิตจากคนที่จบมาก่อน พ่อเฒ่า แม่เฒ่า ไม่ได้มีปริญญาแพทยศาสตร์ แต่การที่ท่านอายุ 80-90 ปี นั่นคือปริญญาชีวิตอันเป็นประจักษ์พยาน เราควรที่จะศิโรราบ ขอเรียนรู้ชีวิตจากท่าน นำมาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง และเอาไปช่วยเหลือคนอื่นๆต่อไป แม้จะเป็นแค่ประสบการณ์ตรงจากคนๆหนึ่งก็ตาม"
เมื่อ 2 ปีก่อน ในชั่วโมง Feedback block pre-post op ของนศพ.ปี 4 เกี่ยวกับชั่วโมง lecture
นศพ.ชั้นคลินิกหมาดๆ คนหนึ่ง เขาให้ความเห็นว่า ควรจะเลื่อน lecture ทั้งหมดมาไว้ในสัปดาห์แรก จะได้รู้เรื่องโรคก่อนที่จะเดินเข้าไปหาผู้ป่วยเพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วค่อยคิดว่า จะเป็นอะไรได้บ้าง นศพ.อีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่เห็นจะเดือดร้อนเลยว่าจะ lecture ก่อนหรือหลัง เพราะยังไงเราก็ไม่เข้าใจโรคทุกโรค ในเวลาเท่านี้ได้อยู่แล้ว เนื่องจากวิธีการเรียนของเธอ คือเดินเข้าไปหาผู้ป่วย ซักประวัติ ตรวจร่างกายก่อน แล้วค่อยไปเปิดหนังสืออ่านก็ได้ว่ามีประวัติอย่างนี้ มาด้วยอาการอย่างนั้น ตรวจร่างกายเจออันนี้ คิดถึงโรคอะไรดี
ในที่สุดผลลัพธ์ของทั้ง 2 คน ก็คือ เทียบประวัติ และอาการ กับผลการตรวจร่างกายของผู้ป่วยกับ text book หรือ lecture note หรือ internet เหมือนกัน
2 คนนี้ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะมีกิริยาข้างเตียงที่เลวร้ายมากๆ กันนะคะ เนื่องจากเธอที่ว่าคือ ... (ซึ่งก็ไม่เลวร้ายอยู่แล้ว... ถ้าไม่เหลืออดเหลือทนเอาจริง ๆ ) ส่วนเขาก็เคยบอกว่า เขารู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น และช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นตั้งแต่ขึ้นมาเรียนชั้นคลินิกนี่
ประสบการณ์ตรงของใครหลายคนอาจจะบอกว่า เขาจำโรคนั้นโรคนี้ได้จาก "การดูแลผู้ป่วย" ด้วยโรคนั้น แต่บางคนบอกว่า จำได้จาก "การอ่านหนังสือ" พอเจอผู้ป่วยด้วยอาการอย่างนี้ เล่าประวัติมาว่าอย่างนั้น จึงคิดว่าจะเป็นโรคนี้ได้
แล้ว "ประสบการณ์ตรง" ไหนคะ ที่จะทำให้ bedside manner กับ relationship ระหว่างนศพ. และผู้ป่วยของ 2 คนนี้ต่างกัน
ส่วนเรื่อง value หนูก็ไม่แน่ใจนักที่จะสรุปว่า 2 คนนี้ให้คุณค่ากับอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง text book กับ ผู้ป่วย อาจจะไปลงเอยที่ priority setting ของทั้งวันนั้น สัปดาห์นั้น block นั้น ที่แตกต่างกันระหว่าง 2 คนนี้
หรือ เป็นที่ "ความเข้าใจ" เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของบทเรียนก็เป็นได้ เป็นต้นว่า นี่มัน palliative round สิ่งที่ควรจะแสดงให้อาจารย์เห็นคืออะไร จะได้ ได้แต้ม good performance, excellent manner หรือ นี่มันต้องออกสอบ MEQ แน่ๆ อาจารย์อุตส่าห์ชี้โพรงกันขนาดนี้แล้ว
ทำเป็นไม่รู้ไปก็ได้ค่ะ แต่เคยได้ยิน เด็กที่ไม่ค่อยเด็กแล้วของอาจารย์หลายคน เปรยๆ ว่า ไม่อยากโง่ให้อาจารย์เห็น ต่างกับหนูลิบที่ถือคติ อายครูไม่รู้วิชา ก็เลยไม่อายมันซะเลย อวดโง่ออกจะบ่อยไป
Value นั้น ไม่ได้เกิดแบบ linear equation ครับ และสมการ n-dimension ที่ืทำให้เกิด value นั้น ซับซ้อน จนกระทั่งที่เราคิดว่าเรา "เห็น" เพื่อนได้อะไรบา้งนั้น ที่จริงเราด่วนสรุปจากสิ่งที่เราสัมผัสได้แค่ประมาณ เศษเสี้ยวหนึ่ง ของชีวิตเพื่อนเราเท่านั้นเอง
การด่วนสรุปนั้นเป็น judgmental attitude ที่จะมีผลต่อ "ตัวเราเอง" มากที่สุด เพื่อนเขาไม่ทราบหรอกครับว่าเราได้ judge อะไรเขาไปบ้าง แต่เมล็ดแห่งการตัดสินนั้น เพาะอยู่ในใจของเราเอง
สิ่งที่เรากำลังทำ หรือสิ่งที่ผมเสนอให้พวกเราลองทำ ก็คือ ลองอยู่กับตัวเองให้ดีๆอย่างเพียงพอ สะท้อนตนเอง ไม่ต้องไปพะวงกับการสร้างสมการชีวิตของคนอื่น หรือตีโจทย์ให้คนอื่นมากเกินไป และประเภทการ ranking หรือ เปรียบเทียบ ใครดีกว่า เลวกว่า นั้น ผมคิดว่าเป็นกับดักอันตื้นเขิน แต่แม้บัณฑิต หรือว่าที่บัณฑิต ก็ยังเดินอย่างสมัครใจลงไป
เสียงที่ผมคิดว่าเราควรจะฟังมากที่สุด ก็คือเสียงสะท้อน จากภายในตนเอง ฟังอย่างตั้งใจ ฟังว่ามันรู้สึกอย่างไร เวลามีอะไรมากระทบ ส่วนคนอื่น เขาเผชิญกรรมอะไรบ้าง เราสังเกต แต่อย่าไปตัดสินเลย คนที่เราเห็นว่าเอาแต่อ่านหนังสือ อาจจะเลี้ยงดูหมาจรจัดที่หอ มีความสุข มีสมาธิกับการให้ทาน ณ ที่อื่นๆ ที่เรามองไม่เห็น ซึ่งก็แปลว่าเราไม่ควรจะสรุป หรือสงสัย ว่าเอ... เจ้าหมอนี่ มันจะเพาะพันธุ๋เมตตากรุณา มาจากไหนหว่า? ในเมือ่เรา "เห็นมันมาโดยตลอด" ว่าไม่น่าจะมีเลย นั่นคือเรา "download" อคติของเราต่อเพื่อน มาตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว นั่นเอง
หนูไม่เข้าใจเลยว่า เพราะอะไรทุกครั้งที่เปิดประเด็นอะไรสักอย่าง ไม่ช้า (5 คำถาม )ก็เร็ว (3 ประโยค) มันจะต้องเกิดกรณี - เหมือนจะ - เข้าใจ แต่มันออกนอกเรื่องนอกรอยไปอย่างไม่น่าเชื่อ ระหว่างเราไปซะทุกที เรื่องบางเรื่องไม่เห็นน่าจะเข้าใจยากที่ตรงไหน แต่เราก็ไม่เคยมีสักจุดหนึ่งของเวลา หรือบทสนทนาที่ -เข้าใจ- ตรงกัน มากพอที่จะต่อยอดออกไปจากจุดเริ่มต้นได้เลย แต่ช่างมันก็ได้ค่ะ บางทีหนูคงต้องไปหาเอาจากคนอื่นบ้าง อย่างที่อาจารย์เคยได้ ... กรุณาเหลือเกิน ... ในการแนะนำไว้สักที
ข้อแรก เรื่องด่วนสรุปนั้น ไม่แน่ใจนักว่าเป็นหนูเองที่ทำอย่างนั้น เนื่องจาก
ส่วนเขา ก็เคยบอกว่า เขารู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น และช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นตั้งแต่ขึ้นมาเรียนชั้นคลินิกนี่
นั่นสะท้อนที่มาจากการ ฟัง เขาเล่าถึง เศษเสี้ยวหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตของตัวเขาเอง มากกว่าที่จะเป็น สังเกตเห็นว่า เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยหนูตัวเอง หรืออาจารย์เข้าใจว่าอย่างไรคะ
แต่ไหนแต่ไรหนูไม่สน และไม่อยากพูดถึง ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของใคร ที่ไม่เกี่ยวกับตัวหนูเองอยู่แล้วค่ะ นอกจากเขาจะเป็นคนเดินเข้ามา ถาม บอกเล่า และขอให้ช่วยให้ความเห็นหน่อย เป็น -นิสัย - อยู่ในสายเลือดทีเดียว
หนูสงสัยอยู่แต่ว่า อาจารย์ช่างอยากจะฟังเรื่องอะไร ของใคร หรือเสียงสะท้อนภายในของใครต่อใครอย่างเห็นมันเป็นเรื่องสุนทรีย์ดีจัง เพียงแต่ เป็นเรื่องของใครก็ได้ ยกเว้นเรื่องที่หนูเพียรจะพูด จะเขียนซ้ำซากอย่างไร ไม่เห็นอาจารย์จะอยากฟัง อยากจำ หรืออยากจะพยายามเข้าใจ
อ้อ สุนทรียสนทนานี่มันเป็น selection ได้ด้วยหรือคะ
ฟังเฉพาะคนที่ ... อยาก... ฟัง คนไหนเหม็นขี้หน้า ก็ไม่ต้องฟัง แล้วแต่ ... อารมณ์ ... เหตุผลหรือความจำเป็นเอาไว้ทีหลัง เพราะ ... อารมณ์เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ เป็น 96% ในชีวิตประจำวัน
อืม... น่าสนใจครับ ผมไม่แน่ใจว่าประเด็นไหนที่เป็นการเขียนซ้ำ เขียนซาก นะครับ ตรงนี้ขอห้อยแขวนไว้ก่อนก็แล้วกัน
การที่อารมณ์เป็นแหล่งของพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่เราควรจะเป็น "นาย" ของอารมณ์ครับ ไม่ใช่อารมณ์ว่าอย่างไร ก็ว่าไปตามนั้น เมื่อไรก็ตามมี discharge มาจากสมองส่วน limbic system กระแสประสาทจะ overtake สัญญานจากส่วน frontal lobe และ pre-frontal lobe ตรงนี้สามารถแก้ไขได้โดยมี "สัมมาสติ"
เราจะแปลและรับรู้จากเนื้อหาส่วนที่เราได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาเราเล่าอะไรไป ส่วนที่เรา "ละเอาไว้" ไม่ได้เล่า ก็จะไม่อยู่ในกระบวนการรับรู้ของคนฟัง ก็ไม่แปลกอะไรที่เรื่องที่เราเล่า 10 แบบจากเรื่องเดียวกัน คนฟัง 20 คน จะออกมาเป็น 200 เรืือง ทีนี้ถ้าเรา "อยากจะสื่อ" ให้ตรง จะทำอย่างไร ก็เป็นโจทย์ที่ขอทิ้งไว้ ไม่ตัดสินให้ก็แล้วกัน ดีไหมครับ
ถ้าหากวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเราพัฒนาดีขึ้น ผมหวังว่าตัวเลขคงจะเปลี่ยนจาก 96% เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นคือการศึกษา ใช่ไหมครับ ถ้าตอนเข้าเรียนมีอยู่เท่าไร 6 ปีต่อมาออกไปเหมือนเดิมทุกประการ เราก็อาจจะ waste ชีวิต อยู่ไปอย่าง idle มาโดยตลอด ฉะนั้นบนวิถีห่งปัจเจกบุคคลนั้น เราน่าจะแผนที่เดินทางที่เราจะเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเราไปเรื่อยๆ มากกว่าที่จะย่ำอยู่กับที่ ท่องจำ จำได้หมายรู้อยู่เพียงแค่สิ่งเดียว นั่นคงจะเป็นข้อจำกัดทางการศึกษา
รึเปล่า? มั้ง?
อีกไม่นาน ผมก็จะขึ้นวอร์ดแล้วล่ะครับ
หมอเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตน่ะครับ
ส่วนตัวผมเอง ยังศึกษาในด้านอื่นๆ สังคม ปรัชญา ศาสนา และการนำมวลชน
จะขอศึกษาหาความรู้จากบทความของอาจารย์สกล ต่อไปนะครับ
ขอส่งกำลังใจให้อาจารย์เสมอครับ
ปล. เรื่อง HOUSE ก็ได้ฟังคำเล่าลือ ถึงความเก่งกาจของพระเอกมากครับ