วันนี้ขยัน อยากเขียนครับ คืออ่านหนังสือพิมพ์มาครับแล้วมีบทความเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ กับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน Rustow นักวิชาการรัฐศาสตร์สายการเมืองเปรียบเทียบ ได้กล่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง มี 4 ขั้นตอนที่สำคัญซึ่งผมคิดว่ามันดูคล้ายการทำ Policy Campaign ต่างๆอยู่เหมือนกันเลยเอามาลองเปรียบเทียบดูครับ
ระยะที่หนึ่ง ช่วงเวลาของการสร้างชาติและรัฐ โดยประชาชนต้องรู้และมีความตระหนักในรัฐ ว่าตนคือใคร ในสังคม และสังคมคืออะไร ผลประโยชน์ของชาติคืออะไร ซึ่งเปรียบกับงานผลักดันนโยบายกับประชาชน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการนำเสนอเพื่อผลักเสียก่อน ว่าสังคมเป็นอย่างไร เช่นจะผลักดันเรื่องเหล้าบุหรี่ ก็ต้องทำให้ประชาชนรู้จักเหล้าบุหรี่ดีเสียก่อน ว่ามีที่มาให้คุณให้โทษอย่างไร มีผลอย่างไรกับชาติบ้านเมือง
ระยะที่สอง ช่วงของการแย่งชิงทั้งผลประโยชน์ในทุกภาคส่วน ในกฎกติกาที่มี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เปรียบเหมือนการโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ในองค์กร กลุ่มของตน เพื่อรักษาพื้นที่เช่น เหล้าที่มีการแข่งขันในการสร้างคุณค่าว่าให้รักเพื่อน หรือการทำ CSR ในด้านต่างๆ และในส่วนของประชาชนเองก็จะมีการถกเถียงหรือการตั้งข้อสังเกตุ ในระดับบุคคล เรื่องของข้อมูลที่ได้รับ และเพิ่มความตระหนักมากขึ้น
ระยะที่สาม เป็นขั้นตอนแห่งการตัดสินใจ เนื่องจากการเหน็ดเหนื่อยในการสู้กัน และสูญเสียกันทุกฝ่าย หาทางออกไม่ได้ อาจเกิดกติกาใหม่ๆ เช่นการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ เลือกตั้งใหม่ ซึ่งนำมาเปรียบเทียบกับกับการทำการรณรงค์คือการที่มีการยื่นที่ประชาชนตัดสินใจที่จะเรียกร้องให้เกิดแนงทางการแก้ไขต่างๆ เช่น ให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมการโฆษณาเหล้าในช่วงก่อน 4 ทุ่ม หรือเรื่องเวลาในการขายเหล้า ห้ามขายหลังเที่ยงคืน
ระยะสุดท้าย ขั้นตอนของการทำให้รูปแบบการปกครองเป็นอุปนิสัยใจคอขอประชาชนทั้งหมด ก็มีอาการเสพติดในระบอบนั้น โดยทำตามแบบแผนดังกล่าว เช่น ตั้งคำถามในตัวเอง เลื่อกผู้แทนไปทำไม ชาติได้ประโยชน์อะไรบ้าง และเมื่อนำกลับมาเปรียบเทียบกับการทำการรณรงค์คือการที่ ประชาชนรับรู้และตั้งข้อสังเกตุได้เมื่อมีอะไรเกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น เช่นเมื่อเห็นว่าร้านเหล้าเปิดใกล้สถานศึกษา ก็มีการเรียกร้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ที่เล่ามาเผื่อเราจะได้นำมาทำปรับใช้ในงานชองเราได้บ้างครับ
สร้างชาติมันมีเครื่องมือแตกต่างนิดหน่อยจากการสร้างกิจกรรม เพื่อจะให้คนในสังคมบ้านเรารับรู้ และยอมรับได้
ชาติมันมีจุดร่วม ที่ทำให้ผู้คนถกเถียง ขบคิด ตระหนัก และบางครั้งอาจจะมีขบขันรวมอยู่ด้วย ก็ไม่ว่ากัน
ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนไว้ จะได้นำมาเป็นแนวในการทำเรื่องบางอย่างเหมือนกันนะ
..ชาติ..การรับรู้ได้จากภายในของแต่ละบุคคล..มีระยะเริ่มเหมือนกันหมด..ระยะผู้มาเยือน..ระยะผู้อาศัย(พึ่งพิง)..ระยะผู้ครอบครอง(ตั้งหลักปักฐาน)..ระยะผู้หวงแหน..ระยะผู้จากไป..ระยะแรกๆจะมีความเป็นมิตรสูงเพื่อใช้เป็นขั้นตอนในพัฒนาการระยะต่อไป..เคยมีคนกำหนดห้วงเวลา..ชาติของแต่ละบุคคลไว้ต่างกัน..ผู้ฉลาดจะใช้ระยะเวลาแรกนานๆเพื่อให้สามารถจัดการสถานะชาติของตนให้มั่นคง(ในความรู้สึก)..ยังไงก็ตามแต่..ทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา..ส่วนการเมือง..คือสภาวะดิ้นรนของชาติในกลุ่มบุคคล..ซึ่งมีหลักการเดียวกันแต่ซับซ้อนขึ้น..เพราะมีการสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้จากไป..เนื่องจากความผูกพัน..
ตดเหม็น