เมื่อ 2 ปีก่อน ในชั่วโมง Feedback block pre-post op ของนศพ.ปี 4 เกี่ยวกับชั่วโมง lecture
นศพ.ชั้นคลินิกหมาดๆ คนหนึ่ง เขาให้ความเห็นว่า ควรจะเลื่อน lecture ทั้งหมดมาไว้ในสัปดาห์แรก จะได้รู้เรื่องโรคก่อนที่จะเดินเข้าไปหาผู้ป่วยเพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วค่อยคิดว่า จะเป็นอะไรได้บ้าง นศพ.อีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่เห็นจะเดือดร้อนเลยว่าจะ lecture ก่อนหรือหลัง เพราะยังไงเราก็ไม่เข้าใจโรคทุกโรค ในเวลาเท่านี้ได้อยู่แล้ว เนื่องจากวิธีการเรียนของเธอ คือเดินเข้าไปหาผู้ป่วย ซักประวัติ ตรวจร่างกายก่อน แล้วค่อยไปเปิดหนังสืออ่านก็ได้ว่ามีประวัติอย่างนี้ มาด้วยอาการอย่างนั้น ตรวจร่างกายเจออันนี้ คิดถึงโรคอะไรดี
ในที่สุดผลลัพธ์ของทั้ง 2 คน ก็คือ เทียบประวัติ และอาการ กับผลการตรวจร่างกายของผู้ป่วยกับ text book หรือ lecture note หรือ internet เหมือนกัน
2 คนนี้ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะมีกิริยาข้างเตียงที่เลวร้ายมากๆ กันนะคะ เนื่องจากเธอที่ว่าคือ ... (ซึ่งก็ไม่เลวร้ายอยู่แล้ว... ถ้าไม่เหลืออดเหลือทนเอาจริง ๆ ) ส่วนเขาก็เคยบอกว่า เขารู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น และช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นตั้งแต่ขึ้นมาเรียนชั้นคลินิกนี่
ประสบการณ์ตรงของใครหลายคนอาจจะบอกว่า เขาจำโรคนั้นโรคนี้ได้จาก "การดูแลผู้ป่วย" ด้วยโรคนั้น แต่บางคนบอกว่า จำได้จาก "การอ่านหนังสือ" พอเจอผู้ป่วยด้วยอาการอย่างนี้ เล่าประวัติมาว่าอย่างนั้น จึงคิดว่าจะเป็นโรคนี้ได้
แล้ว "ประสบการณ์ตรง" ไหนคะ ที่จะทำให้ bedside manner กับ relationship ระหว่างนศพ. และผู้ป่วยของ 2 คนนี้ต่างกัน
ส่วนเรื่อง value หนูก็ไม่แน่ใจนักที่จะสรุปว่า 2 คนนี้ให้คุณค่ากับอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง text book กับ ผู้ป่วย อาจจะไปลงเอยที่ priority setting ของทั้งวันนั้น สัปดาห์นั้น block นั้น ที่แตกต่างกันระหว่าง 2 คนนี้
หรือ เป็นที่ "ความเข้าใจ" เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของบทเรียนก็เป็นได้ เป็นต้นว่า นี่มัน palliative round สิ่งที่ควรจะแสดงให้อาจารย์เห็นคืออะไร จะได้ ได้แต้ม good performance, excellent manner หรือ นี่มันต้องออกสอบ MEQ แน่ๆ อาจารย์อุตส่าห์ชี้โพรงกันขนาดนี้แล้ว
ทำเป็นไม่รู้ไปก็ได้ค่ะ แต่เคยได้ยิน เด็กที่ไม่ค่อยเด็กแล้วของอาจารย์หลายคน เปรยๆ ว่า ไม่อยากโง่ให้อาจารย์เห็น ต่างกับหนูลิบที่ถือคติ อายครูไม่รู้วิชา ก็เลยไม่อายมันซะเลย อวดโง่ออกจะบ่อยไป