วันนี้ผมฟังเจ้าหน้าที่สรุปเนื้อหาการศึกษาดูงานมหาวิทยาลัยชื่อดังในเมืองใหญ่อย่างอารมณ์ดี
ห้วงหนึ่งนั้น, มือนวตกรรมข้ามคืนของผมอย่าง “คุณสุริยะ สอนสุระ” กล่าวติดตลกอย่างน่าฟังว่า “ในขณะที่มหาวิทยาลัยของเราออกค่ายสร้างอาคารเอนกประสงค์ แต่มหาวิทยาลัยของเขา กลับออกค่ายไปสร้างอาคารสองชั้น – ใหญ่โต มโหฬาร” ....
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมยังไม่ได้แลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่ของผมเลยว่า ค่ายที่ดีไม่จำเป็นต้องประเมินค่ากันด้วยขนาดความใหญ่โตของวัตถุสถานเสมอไปหรอก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าโจทย์ของงานค่ายในแต่ละครั้งนั้นเป็นอย่างไร และมีกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้และสัมผัสวิถีแห่งชีวิตระหว่างนิสิตและชุมชนมากน้อยสักแค่ไหน –</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> </p><p>แน่นอนครับ… ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของผมก็มองในมุมเดียวกันนั่นแหละ หากแต่สะท้อนปรากฏการณ์จริงในเรื่องงบประมาณการจัดกิจกรรมออกมาอย่างอารมณ์ดีเท่านั้นเอง (กระมัง) </p><p> </p><p>
</p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน มักมีทางเลือกที่ดีในด้านแหล่งทุนการออกค่ายเสมอ แต่สำหรับมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ภูมิภาคอย่าง "มมส" แล้วนั้น การออกค่ายในแต่ละครั้งต้องลงแรงระดมทุนกันอย่างยกใหญ่ กว่าจะได้เงินออกค่ายในแต่ละครั้งต้องวางแผนกันระยะยาวเป็นแรมปีเลยทีเดียว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p>แต่นั่นเรากลับพบว่า ในแต่ละปีองค์กรนิสิตของเราสัญจรออกชุมชนเพื่อจัดค่ายอาสาพัฒนามากมายอย่างน่ายกย่อง ! และนั่นคือหัวใจอันกล้าแกร่งและงดงามของขุนพลกิจกรรมที่เราต้องปรบมือ – ยกย่องอย่างไม่ต้องสงสัย </p><p></p><p>
</p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และในวันเดียวกันนี้ ผมก็มีโอกาสนั่งเสวนากับประธานชมรมอาสาพัฒนาอย่างเป็นกันเอง (แต่เข้มข้น) เราแลกเปลี่ยนกันในบางเรื่องราวที่เกี่ยวกับค่ายอาสา ฯ และสิ่งที่ปรากฏชัดเจนก็คือเขากำลังคลุกอยู่กับ “วัฒนธรรมเดิม ๆ” ขององค์กรอย่างเห็นได้ชัด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วัฒนธรรมเดิม ๆ ที่ผมกล่าวถึงนั้น ได้แก่ ค่านิยมการออกค่ายแต่เฉพาะช่วงปิดเทอมเท่านั้น, เน้นค่ายสร้างเป็นหลัก, ถ้าไม่สร้างอาคารก็ต้องสร้างสนามกีฬา ไม่นิยมทำค่ายเล็ก ๆ ในเวลาอันสั้น แต่เน้นค่ายใหญ่ ๆ ที่ใช้เวลานาน ๆ … เดินทางไปไกล ๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณเยอะ ๆ และมีคนเข้าร่วมทีละมาก ๆ แต่มีกิจกรรมให้ทำเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น เป็นต้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมให้กำลังใจกับเขาหลายอย่าง ย้ำเน้นว่าชมรมอาสาพัฒนา คือต้นแบบกิจกรรมค่ายของมหาวิทยาลัย และไม่ผิดที่เขาจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมค่ายเช่นนั้น และไม่ผิดหากเขายังจะดุ่มเดินไปตามวิถีนั้นอย่างแน่วแน่ … โดยไม่เฉลียวใจว่า แท้ที่จริงคนทำค่ายต้องพร้อมที่จะ “เปลี่ยนแปลงรูปแบบค่ายให้สอดรับกับยุคสมัย” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กระนั้น, ผมก็ยังฝากความคิดในมุมกลับกันไว้กับเขาบ้าง เช่น บางทีชมรมอาสาพัฒนาอาจจะลองทำค่ายเล็ก ๆ ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยดูบ้าง ใช้เวลาเพียงวันเดียวแต่มีกิจกรรมที่หลากหลาย - ไม่จำเป็นต้องขนคนค่ายไปเยอะ ๆ แต่ให้จำนวนคนค่ายสมดุลกับกิจกรรมที่จะมีขึ้น … บริหารจัดการอย่างมีระบบ, แบ่งคนและแบ่งงานอย่างมีสัดส่วน รวมถึงการดึงชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวันนั้น ๆ อย่างเต็มที่ ….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และเมื่อลงพื้นที่จัดกิจกรรมก็ให้เน้น “กระบวนการ” มากกว่า “พิธีการ” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>
</p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ก่อนจากกัน ผมถือโอกาสเปิดไฟล์ภาพกิจกรรมที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2550 ณ โรงเรียนบ้านส้มโฮง ต.เขวาใหญ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ให้ประธานชมรมอาสาพัฒนาได้ดูชม -</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โรงเรียนดังกล่าวนั้น, คือโรงเรียนที่ผมเที่ยวตระเวนไหลล่องไปสัมผัสมาแล้วด้วยตนเอง และนำเรื่องราวดังกล่าวนั้นมาบอกกล่าวในเวทีผู้นำนิสิต จนนิสิตเกิดแรงจูงใจที่จะไปช่วยเหลือเด็ก ๆ อย่างไม่มีเงื่อนไข </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และการไปจัดกิจกรรมนั้น ๆ ก็ปราศจากการครอบงำ หรือสั่งการใด ๆ จากผม ซึ่งกิจกรรมที่ว่านั้นก็คือ โครงการราชพฤกษ์สานฝันปันยิ้ม โดยกลุ่มนิสิตช่อราชพฤกษ์ และสภานิสิต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(๑) ซ่อมแซมบันไดอาคารเรียนอันทรุดโทรม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>
</p><p></p><p>(๒) ทำรั้วไม้ไผ่กั้นแปลงกล้าไม้และอาณาบริเวณของโรงเรียน </p><p> </p><p>
</p><p></p><p>(๓) ปรับภูมิทัศน์ ..ดาหญ้า ตกแต่งสวนหย่อม</p><p></p><p>



</p><p> </p><p>(๔) ปลูกต้นไม้ </p><p> </p><p>
</p><p> </p><p>(๕) จัดบอร์ดและมอบสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน </p><p> </p><p>

</p><p></p><p>(๖) กีฬา, นันทนาการและการเชื่อมความสัมพันธ์ </p><p> </p><p>


</p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และนี่คือกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ประสบความสำเร็จอย่างล้นเหลือในแง่ของกระบวนการบริหารจัดการเรื่อง “จำนวนคนกับจำนวนงาน” อย่างสมดุลและลงตัว อีกทั้งยังสามารถใช้เวลาเพียงวันเดียวรังสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่าง “เป็นน้ำเป็นเนื้อ” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่สำคัญคือมีคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอย่างสนิทแน่น ….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี่คือภาพสะท้อนหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่า คุณค่าของค่ายอาสาพัฒนาไม่ได้ชั่งวัดด้วยขนาดความใหญ่โตของวัตถุสถานของงานค่าย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เสียดายก็แต่ผมไม่ได้พูดให้ชัดว่า “คนทำงานค่าย ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีค่ายให้สอดรับกับยุคสมัย” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้พูดชัดถึงขนาดนั้น แต่ก็เชื่อว่าประธานชมรมอาสาพัฒนาจะเข้าใจ และหยั่งคิดได้ถึงนัยสำคัญของแนวคิดที่ผมซ่อนไว้ในคำสนทนาและภาพต่าง ๆ เหล่านั้นได้บ้าง, กระมัง ….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p> </p>
บันทึกนี้ดีจังค่ะ
แสดงถึงความพอเพียง สอดคล้องกับวิถีชาวบ้าน
แสดงให้เห็นความเสียสละ แบ่งปันน้ำใจ มีความสามัคคี เป็นอันหนึ่งกันเดียวกัน ดีมากค่ะ
การออกค่ายของนอร์ทนะคะอาจารย์นักศึกษาเขาจะไปรับบริจาคเองเหมือนกันคะ แต่เขาก็มีความสุขคะ ที่ได้ออกไปรับบริจาคตามสถานที่ต่าง ๆ
สวัสดีค่ะอาจารย์
เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ดำเดินชีวิตแบบเรียบง่ายเกิดการรวมพลังเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมองเห็นผลสำเร็จที่ตามมาได้อย่างชัดเจน
เห็นบรรยากาศแล้วนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่คุณครูพานักเรียนไปพัฒนาชุมชนไปเก็บขยะปลูกต้นไม้จำได้ว่าได้ลูกต้นมะม่วงค่ะที่วัด
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะที่นำเรื่องราวดี ๆ มาเล่าให้ฟัง
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอโทษทีค่ะ
เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย
พี่ก็เชื่อมั่นในแนวทางค่ายของมมส.เราค่ะ หมดยุคการไปสร้างนั่นสร้างนี่ให้เขาแล้วหละค่ะ อย่าไปเหมาคิดว่า ชาวบ้านหรือชุมชนเขายากจนหรือขาดแคลนกว่านิสิตเลย เพราะนิสิตเองก็ลูกหลานชุมชน บางทีชุมชนเขามีงบประมาณที่จะจัดซื้อจัดจ้างได้นะคะ แต่ที่เขายังไม่ทำเพราะเขายังขาดความรู้ความเข้าใจ หรือในมุมมองของเขาอาจจะยังคิดว่ามันไม่ได้สำคัญจึงยังไม่จัดหาอ่ะค่ะ
ถ้าเราคิดว่ามันสำคัญและจำเป็นเราน่าจะออกค่าย จัดการความรู้ ให้เขารู้ว่า ทำไมถึงควรจะมี แล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันดีกว่า ฟัง-เรียนรู้ชุมชนถึงเหตุผลของเขา และอธิบาย-แลกเปลี่ยนเหตุผลของเรา ถ้าในที่สุดเขาเห็นว่าควรทำ เรามาร่วมกันทำดีกว่า แล้วสิ่งที่สร้างจะอยู่ยั่งยืน วันนึงแม้ปิดค่ายไปแล้ว ชุมชนยังจะดูแลต่อจากเราได้ใช่ไหมคะ
อ้อ...ใหญ่โต มโหราฬ” มโหฬารใช่ไหมน๊า... อิอิ แอบพิสูจน์อักษรจ้า
สวัสดีครับ
ดูภาพกิจกรรมแล้วมีความสุข เพราะสุขแบบผู้ให้
การแบ่งปันแม้กระทั่งแรงกายและหยาดเหงื่อนั้น
มีค่ายิ่งใหญ่มาก เพราะมันมาจากใจ
อยากให้เกิดค่ายร่วมกัน
ขอบคุณครับครับ
สวัสดีครับ คุณแหวว..
สวัสดครับ พี่อนงค์
เลยไม่รู้จะแยกร่างอย่างไร
สวัสดีครับ
วิธีการระดมทุนนั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สำหรับชาวค่าย ทั้งการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ การอทน การฝึกติดต่อประสานงานต่อองค์กร และอื่น ๆ อีกจิปาถะ
ที่ที่มหาสารคาม เราไม่ใช่เมืองธุรกิจ การหาทุนโดยขอรับบริจาคจากห้างร้านหรือองค์กรภายนอกจึงไม่นิยมนัก ส่วนใหญ่นิสิตจะฉายหนังระดมทุนกันต่างต่อเนื่อง ...
และการฉายหนังก็จะมีอยู่ทุกสัปดาห์คือวันศุกร์และวันเสาร์
นั่นคือวิธีหนึ่งของการหาทุนออกค่ายที่นิยมในมหาวิทยาลัยของเรา ..
ขอบคุณครับ
เห็นบ่อยเหมือนกันครับ ที่รับบริจาค เพื่อทำค่าย, เรื่องฉายหนังหาทุนนี่เพิ่งเคยได้ยิน คงสนุกไปอีกแบบ นักศึกษาอยู่ในวัยหนุ่มสาว มีความกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่เหนื่อยง่ายๆ ถ้ามีผู้ที่คอยให้คำปรึกษา คำแนะนำดีๆ เขาคงนำไปสานต่อได้แน่ๆ ครับ
สวัสดีครับ..
ผมเองก็อดคิดถึงเรื่องราวในวัยเด็กตามที่อาจารย์พูดถึงไม่ได้เช่นกัน
การที่ครูพานักเรียนไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมในวัด เก็บขยะ, กวาดใบไม้, กวาดลานวัด, กวาดศาลาวัด ดาหญ้า หรือแม้แต่ทำกิจกรรมอื่น ๆ ในชุมชน
ผมถือว่ากิจกรรมเหล่านั้นคือการเพาะเชื้อความเป็น "จิตอาสา" ให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ตอนนั้นนักเรียนจะยังไม่รู้หรอกว่าการทำอะไรเพื่อคนอื่นนั้นมีคุณค่ามหาศาลสักแค่ไหน แต่ความดีที่ถูกเพาะบ่มอยู่ในตัวตนของนักเรียนจะผลิบานแตกใบขึ้นเป็นระยะ ๆ .. ซึ่งไม่ช้าก็เร็ว เขาก็จะได้ "สัมผัสซึ้ง" กับความดีงามเหล่านั้น
....
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ในฐานะที่ทำงานด้านนี้ และเคยผ่านเวทีเดียวกับการเป็นนิสิตค่ายมาแล้ว ผมยังอยากที่จะสะท้อนความเป็นจริงว่า ไม่ว่าสังคมใดก็ขาดแคลนอยู่ทั้งสองลักษณะ ทั้งที่แตะต้องได้ภายนอกอันเป็นรูปธรรม หรือการขาดแคลนปัจจัยอันเป็นนามธรรม
ลักษณะค่ายที่เหมาะสมกับชุมชนนั้น ผมว่าต้องยึดชุมชนเป็นหลัก ชุมชนบางแห่งก็ขาดแคลนวัตถุถาวรอยู่บ้างเหมือนกัน และถ้าจะให้รอคอยการช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่น ๆ ก็ดูจะไร้วี่แวว หรือไม่ก็ใช้เวลายาวนานเอาการ
ผมว่าหากต้องสร้างวัตถุให้กับชุมชน.. ผมว่าก็ไม่เสียหายอะไร ขอเพียงสิ่งนั้นเป็นความต้องการที่แท้จริงของชุมชน ผมยังไม่เห็นว่าความต้องการใดยั่งยืนและถาวรเลย นอกจาก "ความไม่พอ" และความยากจนเท่านั้นที่ยังเป็น "ปลิง" เกาะกัดอยู่กับชาวบ้านอย่างไม่รู้จบ
งานค่ายที่เป็นรูปธรรมแตะต้องสัมผัสได้ จึงเป็นสิ่งที่นิสิตในวัยเช่นนี้มองเห็นได้ง่านย และรู้สึกว่า ทำได้อย่างไม่เคอะเขิน... เพราะเขาเองก็ยังอยู่ในฐานะของการ "เรียนรู้" ยังไม่ใช่ผู้ให้ที่แท้จริง และนักวิชาการมากมายก็ยังแก้ปัญหาชาวบ้านไม่ได้ นับประสาอะไรกับนิสิตที่อยู่ในภาวะต้องเรียนรู้จะแก้ปัญหาของชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่ผมบอกกล่าวเช่นนี้ก็เพราะต้องการยืนยันว่า ค่ายสรางยังเป็นเครื่องมือนำนิสิตลงสู่ชุมชนอีสานอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ใช่ "หัวใจ" ของท่านทั้งหมด เพราะกิจกรรมบูรณาการต่าง ๆ คือสิ่งที่นิสิตต้องร่วมเรียนรู้ หรือแม้แต่ชวนให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ไปกับเรา ...
และเราต้องไม่ลืมว่า ชาวบ้านเองก็ติดยึดกับสิ่งที่แตะต้องได้อยู่มาก... ค่ายของนิสิตที่เน้นการเรียนรู้จึงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ..
นั่นคือความเป็นจริงที่เป็นปัจจัยที่เราต้องขบคิดเหมือนกัน
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ...
สุขแบบผู้ให้...
ผมชอบคำนี้มากครับ.. เพราะมันช่วยให้เรารู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง และพร้อมที่จะแบ่งปันอะไรต่อมิอะไรให้คนอื่น ...
สวัสดีครับ พี่สมนึก...
ที่ มมส... มีค่ายเยอะมาก ..เยอะจนแทบไม่น่าเชื่อ
ส่วนใหญ่นิสิตดิ้นรนหาทุนด้วยตัวเอง ขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิต่าง ๆ ด้วยการส่งโครงการไปร่วมประกวด... รวมถึงการฉายภาพยนตร์การกุศล
ปิดเทอมต้นนี้ก็ปาเข้าไม่ต่ำกว่า 16 ค่ายแล้วครับ
สวัสดีครับ...
นั่นแสดงว่า..ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
ภูมิใจด้วยครับ