สวัสดีครับ

P

ในฐานะที่ทำงานด้านนี้  และเคยผ่านเวทีเดียวกับการเป็นนิสิตค่ายมาแล้ว   ผมยังอยากที่จะสะท้อนความเป็นจริงว่า  ไม่ว่าสังคมใดก็ขาดแคลนอยู่ทั้งสองลักษณะ  ทั้งที่แตะต้องได้ภายนอกอันเป็นรูปธรรม  หรือการขาดแคลนปัจจัยอันเป็นนามธรรม

ลักษณะค่ายที่เหมาะสมกับชุมชนนั้น  ผมว่าต้องยึดชุมชนเป็นหลัก   ชุมชนบางแห่งก็ขาดแคลนวัตถุถาวรอยู่บ้างเหมือนกัน  และถ้าจะให้รอคอยการช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่น ๆ ก็ดูจะไร้วี่แวว  หรือไม่ก็ใช้เวลายาวนานเอาการ

ผมว่าหากต้องสร้างวัตถุให้กับชุมชน.. ผมว่าก็ไม่เสียหายอะไร  ขอเพียงสิ่งนั้นเป็นความต้องการที่แท้จริงของชุมชน   ผมยังไม่เห็นว่าความต้องการใดยั่งยืนและถาวรเลย  นอกจาก "ความไม่พอ"  และความยากจนเท่านั้นที่ยังเป็น "ปลิง"  เกาะกัดอยู่กับชาวบ้านอย่างไม่รู้จบ

งานค่ายที่เป็นรูปธรรมแตะต้องสัมผัสได้  จึงเป็นสิ่งที่นิสิตในวัยเช่นนี้มองเห็นได้ง่านย และรู้สึกว่า  ทำได้อย่างไม่เคอะเขิน...  เพราะเขาเองก็ยังอยู่ในฐานะของการ "เรียนรู้"  ยังไม่ใช่ผู้ให้ที่แท้จริง  และนักวิชาการมากมายก็ยังแก้ปัญหาชาวบ้านไม่ได้  นับประสาอะไรกับนิสิตที่อยู่ในภาวะต้องเรียนรู้จะแก้ปัญหาของชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่ผมบอกกล่าวเช่นนี้ก็เพราะต้องการยืนยันว่า  ค่ายสรางยังเป็นเครื่องมือนำนิสิตลงสู่ชุมชนอีสานอย่างไม่ต้องสงสัย   แต่ไม่ใช่ "หัวใจ" ของท่านทั้งหมด  เพราะกิจกรรมบูรณาการต่าง ๆ คือสิ่งที่นิสิตต้องร่วมเรียนรู้ หรือแม้แต่ชวนให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ไปกับเรา ...

และเราต้องไม่ลืมว่า  ชาวบ้านเองก็ติดยึดกับสิ่งที่แตะต้องได้อยู่มาก... ค่ายของนิสิตที่เน้นการเรียนรู้จึงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ..

นั่นคือความเป็นจริงที่เป็นปัจจัยที่เราต้องขบคิดเหมือนกัน