มาทราบทีหลังว่า หลังร้านเป็นสุสานเก่า มิน่าล่ะ ไม่มีใครนอนที่ร้านตอนกลางคืน

(ต่อ)

เวลาที่ดึกขึ้นทุกที แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงเส้นทางดีๆ หรือจะถามทางใครได้อีก ทำให้พวกเราเครียดมากขึ้น ความจริงเลยเวลาอาหารเย็นไปหลายชั่วโมง แต่ไม่มีใครหิว แม้กระทั่งเรียกหาน้ำ และความจริงแล้วถ้ามีใครกระหายน้ำก็คงจะลำบาก เพราะน้ำหมดตั้งแต่หัวค่ำแล้ว จะว่ายังพอมีโชคก็ได้ เพราะอากาศในช่วงนั้นค่อนข้างหนาว กระจกรถเย็นเฉียบ แต่มีอาการอื่นตามมา นั่นคือ เหนื่อย ล้า ปวดตา และเวียนหัว ไม่ได้เวียนหัวเพราะรถเวียนไปมา แต่เวียนหัวเพราะต้องคอยดูเส้นทางนั่นเอง

ผ่านไปประมาณ 30-40 กิโล ก็เห็นไฟค่อยสว่างขึ้น และเส้นทางดีขึ้น สักพักเป็นทางลาดยาง ยุทธเร่งเท้าเต็มที่ พวกเขาค่อยโล่งใจ หลังติดเก้าอี้พร้อมๆ กัน บริเวณนั้นรู้สึกว่าจะเป็นบ้านสาลี่ มีบ้านเรือนไม่กี่หลัง ดูเหมือนจะเป็นอาคารราชการอะไรบางอย่าง มีผู้คนอยู่สี่ห้าคนที่เห็นอยู่แถวนั้น พวกเราคิดในใจว่า คนแถวนั้นคงคิดว่าไอ้นี่หลงมาจากไหนวะเนี่ย

ใครสักคนลงไปถามว่าไปเวียงสาทางไหน เขาชี้ไปทางข้างหน้า เราก็ไปตามทางที่ชี้ เส้นทางตอนนี้ยังคงวกซ้ายเวียนขวาเหมือนเดิม แต่เป็นลาดยางบ้าง โรยกรวดบ้าง เห็นเสาไฟฟ้าปักเรียงรายตามถนนไป แต่ไปได้ไม่เกิน 3 กิโลสภาพถนนก็แย่เหมือนเดิม พวกเราอ่อนแรงอีกครั้ง แต่ไม่แย่มากนัก เพราะอย่างน้อยก็ชินกับทางที่ผ่านมาแล้วตั้งครึ่งทาง กับหลักกิโลก็ยังบอกตัวเลขลดลงเรื่อยๆ ยังไงเสียก็ต้องไปถึงหลักกิโลที่ 0 จนได้ เราคิดอย่างนั้น

อย่างน้อยที่สุดข้างถนนก็มีเสาไฟฟ้า คงไม่กันดารจนเกินไปนัก พวกเขานั่งรถไปต่ออีกประมาณ 10 กว่ากิโล (แต่ละกิโลนี่มันนานเหลือเกิน บางช่วงใช้ความเร็วได้เพียง 10-20 กม/ชม เท่านั้น 1 กิโล จึงใช้เวลาหลายนาที) ก็เจอป้ายบอกโครงการซ่อมถนน อ่านไม่ครบ แต่ทราบว่าเป็นจุดเริ่มโครงการ ช่วงนั้นถนนกว้างมาก มีกองดินลูกรังเป็นภูเขาย่อมๆ มีรถบรรทุก และรถตัก ที่ใช้สร้างทางสองสามคัน พวกเราถือโอกาสลงไปปัสสาวะ และยืดเส้นยืดสาย อากาศเย็นเฉียบ แล้วรีบเข้าไปหมกตัวในรถต่อ

บอลกับพี่ป้อมชำเลืองดูโทรศัพท์ แต่ไม่มีผล เพราะไม่มีเครื่องหมายสัญญาณสักขีดเดียว ขึ้นเขาลงเขาหลายสิบครั้ง และมีไม่ไผ่ทาสีแดงขาวปักไว้ข้างทางเป็นช่วงๆ เรามองตามไป รู้สึกว่าลึกทีเดียว ถ้าพลาดก็มีหวัง … ครู่ใหญ่ๆ แสงสว่างรำไรก็เริ่มปรากฏไกลลิบๆ อยู่ทางด้านซ้ายต่ำลงไป รถของเรากำลังขึ้นเขา ด้านขวาเป็นป่าบนเขา มีทางเล็กๆ เข้าหมู่บ้าน เรามุ่งหน้าไปตามทางใหญ่ แล้วเจอหมู่บ้านริมทาง ค่อยยังชั่ว เราบอกให้ยุทธหยุดแวะถาม

บ้านหลังแรกเปิดไฟสว่าง เราเดินเข้าไปใต้ถุนบ้าน ห้องชั้นล่างเปิดประตูทิ้งไว้ มีรองเท้าวางหน้าบ้าน แต่ตะโกนเรียกเข้าไป "สวัสดีครับ" "มีใครอยู่ไหมครับ" ก็ไม่มีเสียงตอบ เรารีบถอยกลับมาที่รถ พี่ป้อมเดินไปที่บ้านอีกหลัง ลึกเข้าไปอีก แต่สว่างเหมือนกัน ไม่มีใครตอบรับ

สักครู่มีมอเตอร์ไซค์ผ่านมาคันหนึ่ง มีคนนั่งมา 2 คน ยุทธโบกให้จอด เขาไม่ได้จอดหน้ารถ แต่เลี้ยวอ้อมมาท้ายรถตู้ เราเข้าไปถามว่า เวียงสา ไปทางไหน คนหนึ่งลงจากรถ เดินเข้ามาใกล้มากในวิสัยที่คนแปลกหน้าจะไม่อยู่ใกล้กันขนาดนั้น เขาทวนเสียงเป็นภาษาเหนือว่า ไปเวียงสาเหรอ อีกคนก็เดินเข้ามาใกล้ สองคนดวงตาแดงก่ำ เรานึกในใจว่าคนหรือผีวะเนี่ย เราเห็นท่าไม่ดี รีบเดินไปที่ประตูรถ ปิ่นกับบอลคอยสังเกตอยู่แล้วรีบเปิดประตูรับทันที

ตอนนี้ชักเป็นห่วงพี่ป้อม พี่ป้อมคงไม่ได้สังเกตความผิดปกตินี้ สักครู่เจอคนที่โผล่จากหน้าต่างบอกทางให้ บอกให้พี่ป้อมรีบขึ้นรถ แล้วบึ่งออกจากหมู่บ้านพิลึกแห่งนี้ทันที

ห่างออกไปไม่ไกล เป็นทางเลี้ยวซ้ายลงเนิน เริ่มเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีเส้นทางหลายสาย โชคดีที่มีตู้โทรศัพท์ (และมาคิดภายหลังว่าโชคดีซ้ำสอง ที่ตู้โทรศัพท์นี้ใช้ได้) รีบโทรไปหาเจ้าภาพ บอกว่าตอนนี้อยู่ที่บ้านน้ำมวบ เขาบอกว่าทำไมถึงไปทางนั้น ชาวบ้านคอยที่ร้านเป็นห่วงมาก จากนั้นก็หาทางออกจากหมู่บ้านไปยังเวียงสา

ในเมื่อไม่มีป้ายบอก ก็ต้องดุ่มเดา ขับตรงไปข้างหน้า มีบ้านเรือนกระจัดกระจาย วนอยู่สองรอบไม่เจอทางออก แวะบ้านหลังหนึ่ง ท่าทางจะเมาแอ๋กัน ถามว่า เวียงสาไปทางไหนครับ พวกเขาฟังครู่หนึ่งแล้วร้องว่า โฮ้ย ไปเวียงสาเหรอ เสียงหัวเราะเขาน่าผวามาก เราอยากจะออกไปให้พ้นจากที่นี่เร็วๆ แต่เขาก็บอกทางให้ เราตรงไปแล้วแวะที่บ้านข้างหน้า คนบ้านเดิมตามมาบอกทางอีก ปรากฏว่าแถวนั้นมีแต่คนเมาทุกบ้าน ออกจากแถบนั้น ผ่านบ้านอีกแถวหนึ่ง เห็นนั่งเล่นไพ่กันอยู่ พวกเขาไม่สนใจ แวะถามอีกครั้ง เขาบอกทางได้รู้เรื่องมากขึ้น ก็รีบบึ่งตาม ออกจากหมู่บ้านนึกว่าเส้นทางจะดีขึ้น ยังเป็นถนนลูกรังเหมือนเดิม แถมข้างทางยังมีกองดินขนาดเนินเขาย่อมๆ อีก พอมีสัญญาณโทรศัพท์ ดีใจกันยกใหญ่ รีบโทรไปที่ร้าน บอกว่าออกจากน้ำมวบแล้ว บอกว่าให้ขับมาเรื่อยๆ จะผ่านสะพาน เลยมาอีก….

ในที่สุดก็ถึงที่หมาย ในตลาดอำเภอเวียงสา ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ร้านรวงต่างๆ ปิดกันหมด มีแต่ไฟข้างถนนเป็นระยะๆ ผ่านไปหน้าร้านน้า ประตูเหล็กเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง เราขับไปจอดหน้าร้านพอดี มีคนเดินออกมา เจ้าภาพที่เรานัดไว้นั่นเอง พวกเรายกมือไหว้แล้วหาที่นั่งกันเพราะทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ทั้งเวียนหัว สารพัด ประดังเข้ามา พี่ป้อมเห็นม้าหินอ่อนก็ลงไปนอนแผ่หรา เป็นอันสิ้นสุดการผจญภัยที่ชาวคณะไม่มีวันลืม ส่วนเจ้าภาพก็แสนใจดี ไปซื้อข้าวต้มมาให้คนละถุง แถมยังให้นอนฟรีๆ ที่ร้านตามลำพัง ทั้งๆ ที่เพิ่มเคยรู้จัก เพิ่มเห็นหน้า (แถมยังเห็นไม่ค่อยชัด เพราะมาเจอตอนกลางคืน)

การเดินทางมาเวียงสาคราวนี้ ทำให้ทุกคนจำชื่อน้ำมวบได้ขึ้นใจ ทั้งๆ ที่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แทบไม่มีชื่อในแผนที่ กลับถึงกรุงเทพฯ ผมรีบวิ่งไปกรมแผนที่ทหาร หาซื้อแผนที่ระวาง 1: 50,000 ดูกันให้ละเอียดว่าที่พลัดไปเมื่อคืนผวานั้นมันอยู่ตรงไหน เห็นเส้นทางแล้วอยากจะเป็นลมอีกรอบ เพราะเป็นเส้นทางอ้อมเขาไปมาไม่รู้กี่ตลบ นึกในใจว่า ซ่อมทางเสร็จเมื่อไหร่จะไปอีกครั้ง… (จบ)

ป.ล. มาทราบทีหลังว่า หลังร้านเป็นสุสานเก่า มิน่าล่ะ ไม่มีใครนอนที่ร้านตอนกลางคืน