ได้ความคิดจากการเปิดประเด็นของผู้ที่ไปร่วมสัมมนามาในเวียตนาม
ตอนนี้โดยเฉพาะภาคธุรกิจของไทยกังวลกับความเจริญเติบโตของเวียตนาม
เวียตนามตามแบบจีนการพัฒนาที่มาจากการค้นหาตัวตนให้เจอ จะขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว
มีคนไทยหลายกลุ่มวิตกหนักว่าจะพัฒนาสู้เวียตนามไม่ได้ ขอบอกให้เลิกคิดเรื่องนี้มาจากพื้นฐานในหลายๆประเด็น
ครับเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นที่ตระหนักของคนไทยนัก ไทยก็ยังเป็นไทยไม่เปลี่ยนแปลงแม้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว คงจำกันได้ว่าเกาหลี กับญี่ปุ่น บอบช้ำจากสงครามถอยหลังประเทศไปยาวไกลแต่ไหงกลับมาแซงไทยไปสุดกู่ สิงคโปร์เพิ่งเป็นประเทศเกิดใหม่ไม่นาน แต่ทิ้งห่างไกลไทยไปสุดกู่อย่างน้อย 50 ปี
ทั้งสิ้นมาจากวิธี่คิดของคน(อยากให้คนไทยคิดแบบ g2k) เขาให้ความสนใจเรื่องคนมากๆขอบอก ญี่ปุ่นวางแผนพัฒนาคน 100 ปีจึงได้อย่างนี้ ประเทศไทยนำโดยสภาพัฒฯเพิ่งมานึกได้เอาสองแผนหลัง แต่ก็ยังมองคนไม่สะเด็ดเหมือนเดิม เอานักเศรษฐศาสตร์มาพัฒนาคนที่มองไม่ครบมิติหรอกครับ(ยกเว้นครูลูกหว้านะครับ เดี๋ยวพี่เอกโดนดุอีก) แล้วก็ยังไม่ทำจริงจัง ยังยึดติดต่อเศรษฐกิจนำ ทั้งๆคนไทยจุดแข็งอยู่ที่คน คือ human touch หรือสัมผัสของคนไทย แต่เราก็ยังจะพัฒนาประเทศ ผลิตของให้เหมือนตะวันตก ทั้งๆวิธีคิดกลับหัวกลับหางกัน
ประการสำคัญเวียตนามเป็นชาติหนึ่งที่คนมีวินัยและชาตินิยมสูง ทำอะไรทำจริง คิดแล้วทำเลย(ไม่ใช่คิดสร้างสนามบินใหม่มา 40 ปี เพิ่งมาสร้าง) ไม่งั้นอเมริกันคงไม่แพ้กลับไป
เขายังดูแลศิลปวัฒธรรมเก่าแก่ที่จะขายอีกมากมาย
ประการสุดท้ายคนเวียตนามเป็นคนไฝ่รู้ ไฝ่เรียนกันเป็นบ้าเป็นหลังแม้ยามเลิกงานค่ำคืนก็เรียน ทุกอาชีพอยากเรียนหมด
เวียดนามไม่ได้เป็นประเทศคู่แข่งของเรา เขาประกาศเอง เพราะเขาจะไม่ดูประเทศไทยเป็นแบบอย่างเลย เพราะมีแต่การล้มเหลว ทั้งการเมืองการปกครอง การทหาร ด้านเศรษฐกิจ ยิ่งสังคมกำลังจะล่มสลายทะเลาะถล่มทลายกันทั่วประเทศไปเลย
อย่าไปกลัวเวียตนามเพราะอีกไม่กี่ปีเขาก็จะแซงเราแล้ว ดูตัวอย่างเวียตนามลงทุนรถไฟความเร็วสูง 1.2 ล้านล้าน หันกลับมาดูประเทศไทยซี่ครับ รฟท.ยังขายข้าวผัดไข่ดาวอมตะอยู่เลย
เวียดนามจะดูจีนเป็นตัวอย่าง แถมได้ความรู้มาจากรัสเซียตอนที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ แถมมาได้แนวคิดตะวันตกมาเสริมเติมแต่ง ส่วนไทยรับตะวันตกโดดๆอย่างเดียว แถมเอาอเมริกันประเทศเดียวส่วนใหญ่ซะด้วย จึงเห็นคนไทยจิตใจอเมริกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ทั้งๆวิธีคิดและภูมิสังคมคนละขั้วเลย(ตัวอย่างวิกฤต ศก.ไทย เขาไม่ช่วยแต่เราก็เรียกร้องว่าเป็นเกลอเก่า แต่เราไม่รู้เขาอยู่บนผลประโยชน์เท่านั้น)
เอวังด้วยประการเช่นนี้
ผมเห็นด้วยครับ เราต้องเริ่มต้นสร้างคนรุ่นใหม่โดยเริ่มต้นจากการปลูกค่านิยมด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง วินัยต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ฯลฯ
ครับที่จริงต้องเริ่มจากเด็ก ทั้งกระทรวงศึกษา สาธารณสุข พัฒนาสังคม ต้องให้ความสำคัญด้านจิตวิญญานมากกว่ากายภาพ
ขอบคุณท่านผอ.ที่แสดงความคิดเห็น กลุ่ม 3 มีความยินดีอย่างยิ่งที่ท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่างๆ ผ่าน goto know กลุ่มนักศึกษาหวังอย่างยิ่งว่าคงได้รับข้อเสนอแนะจากท่านผอ. ในโอกาสต่อไปค่ะ……
อยากไปร่วมกัทุกๆคน ฝากคิดถึง อ. ดร.เสรีด้วย
สวัสดีค่ะคุณเอก
อ่านบันทึกนี้ก็ได้แต่อึ้งค่ะ แต่ก็คิดคล้าย ๆ กัน
อ่านแล้วสะดุ้งไป ๘ ตลบค่ะ เมืองไทยสู้เขาได้ทุกอย่างมีดีทุกอย่าง ยกเว้นคนไทย (เพราะชอบชิงดีชิงเด่น อิจฉาริษยากัน เห็นใครได้ดีกว่าไม่ได้ ) ทำยังไงถึงจะสร้างคนไทยพันธ์ใหม่ที่คิดถึงส่วนรวม ได้บ้าง ราณีว่าเราต้องเริ่มคิดกันใหม่เลยนะค่ะ นี่คือปัญหาระดับชาติ ไม่งั้นเราจะร้องเพลงชาติให้ใครฟัง สงสัยบันทึกนี้คงได้เข้ามาหลาย ๆ รอบค่ะ
ปล.ข้อความบางตอนนั้นที่ราณีเคยได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเอก
เป็นข้าราชการปลายแถว ภาระกิจหลักคือสนอง KPI ที่เจ้าประคุณคิดกันลงมาให้ทำ ก็ทำไป แต่จะกันเวลาส่วนหนึ่ง ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำเสมอ เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ให้มีพลังสร้างสิ่งดีๆ ตามใจปรารถนาต่อไป
อาจไม่เกี่ยวข้องกับบทความของท่าน แต่เป็นการบอกให้ทราบถึงคนไทยพันธุ์หนึ่งค่ะ
ไปตามสัญญาณไฟจราจรครับ
เวลาไปไหว้พระที่ใดก็ขอให้ปกปักรักษาประเทศไทยให้อยู่รอดปลอดภัยเท่านี้เพียงพอแล้วครับ ประเทศไทยอยู่ได้เราก็อยู่ได้ ดีกว่ามีแต่เราแต่ไม่มีประเทศไทยแล้ว
คงไม่ต้องไปเปรียบเทียบใครขอให้ทำให้ดีที่สุดสำหรับคนไทยพอ
ขอเสริมนิดจากคนอยู่ไกลถึงเบลเยียม
การศึกษาที่ต้องมีรากฐานมาตั้งแต่ก่อนขึ้น ป.๑ ลูกผมสองคนอยู่ชั้นอนุบาล ๓ (อายุ ๕ ขวบ) ทำขนมชอกโกแลตชิ้นเล็กๆ จากโรงเรียนเพื่อนำกลับมาให้พ่อ ผมขับรถผ่านไปบ้านป้าเขาเลยบอกว่า เอาขนมให้ป้ากับคุณลุงชิมนะ
เขาตอบว่า ของของผม ผมเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะให้ใคร
โรงเรียนเขาสอนวิธีคิด วิเคราะห์ เรียนรู้สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น
เหมือนที่เคยมีคำกล่าวว่า เมื่อขึ้นอนุบาลก็สายเสียแล้ว
เด็กไทยเน้นวิชาการมากจนใช้ชีวิตไม่เป็น บางคนจบการศึกษาระดับสูงสุดแต่ไม่สามารถปรับตัวหรือใช้ชีวิตกับสังคมรอบข้างได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
การเลียนแบบอเมริกันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะเป็นสังคมไร้วัฒนธรรม มีแต่เรื่องสุดโต่ง หรือเงาภาพมายาที่เห็นกันในจอภาพยนต์เท่านั้น ชีวิตจริงของชาวอเมริกันถึงแม้จะมีเงิน แต่คนยุโรปจะเรียกพวกนี้ว่า เศรษฐีใหม่ไร้รสนิยม คนยุโรปมิได้นับถือกันที่เงินตรา แต่เกียรติและศักดิ์ศรีต่างหากเป็นสิ่งที่เคารพยกย่อง
สิ่งที่ชาวยุโรปเรียกร้องกันมากที่สุดคือ สิทธิมนุษยชน หรือความเท่าเทียมกันในการใช้ชีวิตอยู่บนพื้นแผ่นดินของโลกนี้ โดยเป็นหน้าที่ของแต่ละรัฐจะต้องจัดหาและตอบสนองความต้องการเบื้องต้นของพลเมืองให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ตามความเหมาะสม เป็นหน้าที่ของทุกคนที่อยู่ร่วมในสังคมจะต้องแบ่งปันกันตามที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดระบบประกันสังคมตั้งแต่หลังการปฏิรูปอุตสาหกรรมภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
คนไทยมักจะดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ที่ด้อยกว่าตน พยายามหาทางกดขี่ข่มเหง สร้างอำนาจให้กับตนเองเพื่อเป็นเกราะกำบังหรือทับถมผู้อื่น เห็นได้จากยามทั้งหลายที่แต่งเครื่องแบบเหมือนหรือคล้ายกับตำรวจ หรือแม้แต่การวางหมวกตำรวจไว้ในรถหรือตู้ร้านทอง ผมเห็นแล้วรู้สึกได้เลยว่า แม้กระทั่งหมวกตำรวจยังทรงอำนาจได้ขนาดนี้ ไม่ทราบว่าจะตัวตนตำรวจจะมีอำนาจขนาดไหน
คนไทยไม่เคารพสิทธิผู้อื่น ทุกปีที่ผมกลับมาเมืองไทย เดินจูงลูกน้อยสองสามคนข้ามทางม้าลาย ไม่เคยมีสักครั้งที่รถยนต์จะหยุดให้ข้าม ผมถือว่านี่คือความต่ำทรามทางจิตใจที่สุดของสังคม และเคยมีฝรั่งนักท่องเที่ยวถือธงเดินข้ามทางม้าลายถูกรถชนตาย จุดเล็กๆ เช่นนี้ คือ มะเร็งร้ายที่ทำลายประเทศไทยให้ล่มสลายได้ คนไทยไม่รู้จักให้เกียรติและเคารพสิทธิของผู้อื่น ต้องการแต่จะได้สิทธิพิเศษ มีเส้น มีคนฝากฝัง ฯลฯ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น
ผมยังรักประเทศไทยและอยากกลับมาอยู่บ้านเกิด แต่การอยู่ต่างประเทศแม้จะได้สัญชาติและถูกมองว่าเป็นคนต่างชาติอยู่ดีเพราะหัวดำ แต่ทุกคนเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่มีใครละเมิดสิทธิผู้อื่น ขณะที่ประเทศไทยเรานั้น มีผมบอกผมว่า ถ้าคุณมีเงินหรืออำนาจแล้วละก็ อยู่เมืองไทยสบายที่สุด เมื่อมีเงินก็ซื้อหาอำนาจได้ หรือเมื่อมีอำนาจก็ใช้แสวงหาเงินได้อีกเช่นกัน ใครช่วยบอกทีว่าผมควรจะทำอย่างไรดี
ภาพคุณบุญธงยังไม่ได้ขึ้นบล็อกขอขึ้นให้ครับ
ในฐานะที่คุณบุญธงเป็นประธานเพื่อนไทยในเบลเยี่ยม
ความคิดเห็นของคนไทยที่อยู่ห่างไกลแต่ยังห่วงใยประเทศ g2k จะเป็น Organic Organization ที่ช่วยสร้างสรรค์มุมมองคนไทยในการพัฒนาประเทศไปสู่จุดหมายที่พึงประสงค์ แม้ปัจจุบันยังไม่กว้างไกลมากแต่ก็อยู่ในส่วน core ของแต่ละหน่วยงานครับ
สวัสดีครับอาจารย์เอก ขอขอบคุณมากครับ ที่แบ่งปันความรู้ที่ดีๆและมีประโยชน์มากครับ ผมจะติดตามอ่านอย่างต่อเนื่องครับ
มุ่งให้ปัญญาความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ผมเคยได้รับความรู้จากนายพลท่านหนึ่ง ท่านเล่าว่า คนไทยไม่มีวินัยตั้งแต่เป็นทารก คือ แม่จะให้นมเมื่อลูกร้อง ไม่มีการกำหนดเวลา ทำให้เด็กไม่มีระเบียบวินัย ทำตามใจต้องการ เด็กต่างชาติจะได้นมตามเวลา หมดเวลาก็ไม่ให้กิน ยังไม่ถึงเวลาก็ไม่ได้กิน ครับต้องเริ่มกันตั้งแต่เป็นทารกเลยทีเดียว
น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่มีลูกแล้วไม่รับผิดชอบเลี้ยงดู ชอบปล่อยให้ไปอยู่กับปู่ย่า ตายาย ตามยถากรรม ทำให้เด็กเจริญเติบโตโดยขาดความอบอุ่นจากไออกพ่อแม่ และขาดการติดตามความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในยุโรป จะมีคลีนิคสำหรับเด็กแรกเกิดถึงหกขวบที่จะทำการตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงดู อาหาร ฯลฯ ติดตามเกณฑ์การเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและจิตใจ การพูด การฟัง การมองเห็น เรียกว่า เตรียมความพร้อมก่อนการเข้าอนุบาลกันเลย จะมีนัดหมายตรวจเป็นระยะ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยสักเซนต์ ทำให้เด็กเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ถ้ามีกรณีที่เด็กเจริญเติบโตผิดปกติก็จะหาสาเหตุว่า พ่อแม่ทิ้งขว้าง เลี้ยงดูไม่ดีหรือไม่ หากจำเป็นหรือมีปัญหาครอบครัว ก็จะมีโรงเรียนประจำรับไปดูแลและให้พ่อแม่มาดูหรือรับกลับได้เฉพาะสุดสัปดาห์
เด็กทารกคือสมบัติของชาติ ไม่ใช่ของพ่อแม่ ดังนั้น รัฐบาลจะทำการดูแลอย่างดีตั้งแต่แรกเกิดจนทำงานได้ แม้ว่าพ่อแม่จะมีปัญหา ก็จะมีผู้ดูแลรับผิดชอบให้อย่างดี จะสังเกตุเห็นว่า พ่อแม่ฝรั่งเมื่อแยกทางกันจะแย่งกันดูแลลูก ขณะที่พ่อแม่ไทยไม่ค่อยสนใจกันว่าใครจะดูแลลูก คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคุณค่าของลูก เมื่อยังเป็นทารก ปล่อยให้อยู่กับคนเลี้ยง พ่อแม่ไม่เคยจับต้อง คนเลี้ยงก็เลี้ยงดูอย่างดีเรียกว่า อาบน้ำ ป้อนข้าว ฯลฯ จนเป็นสาว เป็นวัยรุ่น ก็ยังต้องใส่กางเกงในให้กันอีก
ยังไม่ช้าถ้าจะเริ่มพัฒนาเด็กเล็กตั้งแต่ทารกจนเข้าอนุบาล และวิเคราะห์วิจัยการสอนในทุกระดับให้ได้รับความรู้ที่พร้อมสำหรับการใช้ชีวิต ไม่ใช่สอนให้ท่องเก่ง เรียนเก่ง แต่ล้มเหลวในการใช้ชีวิต แม้แต่ชีวิตครอบครัวก็ล้มเหลว แล้วจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างไร
อย่าคิดว่าเป็นการมองแบบนอกลู่นอกทางเลยนะครับ คนเราก็เริ่มจากทารกนั่นแหละที่จะต้องใส่ใจให้ดีที่สุด
สังคมไทยโชคดีที่มีพุทธศาสนาเป็นเครื่องชี้นำจิตใจ สังคมยุโรปมีแต่ความว่างเปล่า คนส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องศาสนา และเป็นคนไม่มีศาสนา เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น และไกลตัว ทำให้เกิดปัญหาการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา และการขาดความสุขใจแม้จะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ฯลฯ แต่มีปัญหาความกดดันทางจิตใจหรือเป็นโรคซึมเศร้ากันมากมาย
อ่านแล้วสงสารบ้านเราจังเลยนะคะคุณลุง
สวัสดีค่ะ
sasinanda
เห็นด้วยกับคุณบุญธง ก่อมงคลกูล
ว่า คนเราก็เริ่มจากทารกนั่นแหละที่จะต้องใส่ใจให้ดีที่สุดค่ะ
เรามาหาทางช่วยกัน อย่างอ.ลุกหว้าบอกนะคะ
</ul></div>