"การนำสิ่งที่ขาดแคลนที่สุดของเรา มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด"

  วันนี้ขอนำเรื่องราว ของหมู่บ้านจำรุง ที่มีชีวิตตามรอยเบื้องยุคลบาท เศรษฐกิจพอเพียง มาเล่าต่อ ครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงผู้นำคือผู้ใหญ่ชาติชาย ที่เป็นผู้ที่น่าสรรเสริญ เป็นผู้รักแผ่นดินเกิด รักวิถีไทย และศรัทธาต่อองค์พระมหากษัคริย์ของเขาเป็นอย่างยิ่ง และได้นำแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เต็มรูปแบบ เพื่อพิสูจน์ว่า ทำได้จริงและทำได้ดี ท่านผู้ใหญ่เล่าว่า จำไม่ลืมถึงพระราชดำรัสของในหลวงที่พระราชทานว่า จะพัฒนาชุมชน ต้องเริ่มจาก การพัฒนาทรัพยากร คน ดิน น้ำ และป่า

    ด้วยหลักการ คือให้ ใช้ความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความป้องกันความเสี่ยง พร้อมทั้งผู้ปฏิบัตินั้นต้องมีความรู้จริงในสิ่งที่ทำ และมีคุณธรรม เช่นการเสียสละ ความจริงใจ เห็นประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้น

    จะขอนำเรื่องหนึ่งที่ท่านผู้ใหญ่ชาติชายได้เล่าให้ฟัง ว่า ขณะนั้น ได้มองเห็นปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของตน คือ การที่ชาวบ้าน กำลังหลงใหล การใช้สารเคมีอย่างเพลิเพลิน สะดวกดี ใช้ครั้งหนึ่งคุ้มไปได้นาน เตรียมการน้อย แต่ลืมคิดถึงเงินที่ต้องจ่าย เพื่อซื้ออย่างเดียว เพราะผลิตเองไม่ได้ การที่ฉีดพ่นแล้วได้ผลนาน เพราะสารเคมีตกค้างนาน  นานจนรอวันเดินทางเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ หมู่บ้านจำรุงจึงได้มีการเลิกใช้สารเคมี ทั้งยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ยาเร่งต่างๆ ด้วยรู้เห็นโทษ ประโยชน์อย่างแท้จริง แต่ก็เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ของโลก ที่ว่า ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง ปรากฏว่า พืชผักผลไม้ ของบ้านจำรุง เกิดอาการที่เรียกว่า " ขึ้เหร่" ผักก็ใบไม่สวยเป็นมัน มังคุดก็ผิวเป็นเกลื้อน ฯลฯ แต่ด้วยการรู้จริงของผู้นำ ได้เตรียมการสร้างภูมิคุ้มกันนี้ให้กับลูกบ้านแล้ว โดยการสร้างขวัญและกำลังใจ ชี้แนะให้เห็นประโยชน์ของผลผลิตที่เกิดขึ้น มากกว่าการรังเกียจในรูปลักษณ์ ในผลิตผลของตน ก็ทำมากับมือทุกขั้นตอน ด้วยความตั้งใจ อยากได้ของที่มีคุณค่ามิใช่หรือ แล้วทำไมเมื่อผลที่สุด ก็จะมาถอดใจกับผลลัพธ์ ที่ไม่สวยงาม เราผู้ทำเรารู้คุณค่าของของเราดี ส่วนคนอื่นเป็นเพียงผู้รับรู้เบื้องปลาย ดังนั้น กลยุทธในการใช้ผลิตผล"ขี้เหร่" จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทุกครัวเรือนต้องกินผัก ผลไม้ของหมู่บ้าน โรงเรียน วัด หรือการจัดงานใดๆ ต้องใช้ของในพื้นที่เป็นหลัก เมื่อร่วมด้วยช่วยกัน ปัญหาผลผลิตจะขายไม่ออกก็หมดไป ยิ่งในเวลาปัจจุบันนี้ ที่ใครต่างพากันมาเยี่ยมชมหมู่บ้านตัวอย่างแห่งนี้ จะได้รับประทานอาหารที่ผลิตแบบธรรมชาติ ที่มีรสชาดดีเลิศ 1มื้อ พร้อมกับการช่วยกันซื้อผลิตภัณพ์ ที่ชุมชนนี้ผลิตอย่างเต็มใจ ผลิตผลที่มีรูปลักษณ์ไม่สวยงาม กับกลายเป็นของเชิดหน้าชูตาแห่งหมูบ้าน ทำให้ความขี้เหร่ ไม่เป็นอุปสรรค หรือแอบอายของผู้ผลิตต่อไป

         นี่คือความเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ดี แม้ผลออกมาจะทำให้รู้สึกไม่พอใจนัก แต่หากมันทรงคุณค่า ในที่สุดก็เกิดการยอมรับ และทั้งการเตรียมการสำหรับความเสี่ยงก็สุดยอด ไม่ได้ใช้ทฤษฎีชาติไหนเลย เพียงแค่ ได้ใช้ความจริง บอกถึงความมีประโยชน์คุณค่าของสิ่งนั้น และสำคัญ เป็นสิ่งที่จับต้องพิสูจน์ได้ก็เพียงพอแล้ว

 ถ้าเล่ามาถึงตรงนี้ จะเห็นว่า แนวทางการพัฒนาโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ มิได้เริ่มจาก ข้อที่ 1 ..2....3....... แต่เป็นการใช้ทุกข้อมาปฏิบัติอย่างผสมผสาน ตามแต่โอกาส และความเหมาะสมนั้นๆ

  สำหรับทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านกระทู้นี้ ก่อนที่ท่านจะจากไป หากท่านก็เป็นผู้หนึ่ง ที่สนใจต่อสิ่งเดียวกันกับที่ผู้เขีนยสนใจ ท่านอาจจะได้เริ่มลงมือไปไกลมากแล้ว หรืออาจจะเริ่มต้น ผู้เขียนอยากจะเรียนให้ทราบวา ผู้เขียนเองจะเริ่มต้นตัวเอง ตามแนวพระราชดำรัสที่เคยพระราชทานไว้ว่า ให้เริ่มจาก "การนำสิ่งที่ขาดแคลนที่สุดของเรา มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด" ก่อนอื่นใด สำรวจดูแล้วจะพบในตน หรือพื้นที่ของตน

   คราวหน้าผู้เขียนจะขอเสนอ เหตุการณ์หนึ่งของหมู่บ้านจำรุง ที่เป็นการต่อสู้ ที่ผู้ใหญ่ชาติชายท่านได้กล่าวไว้ว่า มีคนยอมตายคาลาน เป็นอย่างไร พร่งนี้พบกันค่ะ